“Sabina” สร้างแบรนด์ในประเทศให้แกร่ง ก่อนลุยอาเซียน

พูดคุยและสร้างแรงบันดาลใจให้ SME กับคุณบีไยกุมาร ปานเดย์ International Brand Manager จาก Sabina แบรนด์ชุดชั้นในชั้นนำของไทยในอาเซียน

Sabina กลายเป็นแบรนด์ชุดชั้นในระดับชั้นนำของไทยที่วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า  และได้รับความนิยมอย่างมากในเวียดนาม  รวมถึงประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน  โดยก่อนหน้าที่จะจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้า  Sabina นั้น จุดเริ่มต้นมาจาก คุณจินตนา และคุณอดุลย์ ธนาลงกรณ์ สองผู้บุกเบิกแบรนด์ที่ผลิตชุดชั้นนับ 5 ทศวรรษ ได้จดทะเบียนเป็น “ห้างหุ้นส่วนจำกัดยกทรงจินตนา” ก่อนจะจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้า Sabina และเริ่มผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสื้อชั้นในภายใต้เครื่องหมายการค้า Sabina และบริษัทย่อย ในการผลิตชุดชั้นในตามคำสั่งของลูกค้า  ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายชุดชั้นในต่างประเทศ (OEM)

คุณบีไยกุมาร ปานเดย์ International Brand Manager เริ่มต้นเล่าเรื่องราวของ Sabina เมื่อ 20–30 ปีที่แล้วดำเนินธุรกิจในรูปแบบ OEM คือรับจ้างผลิตตามที่ลูกค้าสั่งให้กับตลาดยุโรป แต่แบรนด์ที่ทำจริงจังขึ้นมาคือเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจาก Sabina มองว่าการทำ OEM เริ่มยากขึ้น  กลุ่มลูกค้าเริ่มมีความต้องการคุณภาพสินค้าที่สูงมากขึ้น  แต่อยากได้ในราคาถูกจากตลาดจีน จึงเริ่มมองการสร้างแบรนด์ (Branding)

จากนั้นจึงเริ่มสร้างฐานตลาดในไทยให้แข็งแกร่งก่อนจะไปลุยตลาดต่างประเทศ  เมื่อตลาดในไทยเริ่มมั่นคงเติบโตขึ้นแล้ว  (Growth) จึงเริ่มขยายตลาด โดยให้ความสนใจไปที่ตลาดอาเซียน และวางแผนภายใน 5 ปี ว่าจะต้องเติบโต จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้  Sabina ขยายออกไปตลาดอาเซียนใน 9 ประเทศ โดยขณะนั้นยังไม่ได้มองไปที่ตลาดตะวันออกกลาง เอเชียใต้ หรือเอเชียฝั่งจีน เกาหลี และญี่ปุ่น

Sabina จึงได้เริ่มทำการศึกษารายประเทศอย่างในเมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม โดยมีรูปแบบช่องทางการสื่อสารที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ ซึ่งใน CLMV (กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา ลาว) นั้นทาง Sabina ได้เริ่มเข้าตลาดเวียดนามและเมียนมา เนื่องจากเป็นประเทศที่มีกลุ่มประชากรอยู่จำนวนมาก จะเป็นประโยชน์ในแง่ของการทำตลาด อีกทั้งชนชั้นกลางของทั้งสองประเทศมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น มีกำลังซื้อมากขึ้น ต่อมา Sabina ยังได้ขยายตัวเข้าไปในกัมพูชา  และฟิลิปปินส์ตามลำดับ

สำหรับฐานการผลิตทั้งหมดนั้น  คุณบีไยกุมาร อธิบายว่า โรงงานการผลิตทั้งหมดยังอยู่ในไทย เนื่องจากมาตรฐานการผลิต และคุณภาพแรงงานของไทยยังสูงกว่าในประเทศอื่น ๆ ส่วนเรื่องต้นทุนวัตถุดิบเนื่องจากมีความตกลงอาเซียน (Asian Agreement) ก็สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า  (Benefit) ได้ ส่วนเรื่องของแรงงานก็พยายามบริหารจัดการให้เกิดการผลิตที่ใช้เครื่องหรือคนให้มีประสิทธิภาพ (Efficiency) สูงสุด อีกทั้งต้องใช้สิทธิประโยชน์ของอาเซียนในการนำเข้าวัตถุดิบต่าง ๆ ด้วย

ส่วนการเข้าไปในตลาดประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน โดยผ่านทางผู้จัดจำหน่ายที่เป็นคนกระจายสินค้าในประเทศนั้น ๆ  (Distributor) เนื่องจากมีความรู้ในเรื่องช่องทางการกระจายจำหน่ายสินค้าได้ดี ในส่วนของสิ่งที่ต้องเพิ่มเติมให้ Distributor คือข้อมูลในตัวสินค้านั้น ๆ

คุณบีไยกุมาร ยังเล่าถึงปัญหาและอุปสรรคในการทำธุรกิจในอาเซียนอีกว่า ในแต่ละประเทศก็มีปัญหาที่แตกต่างกันออกไป เช่น กฎหมายข้อบังคับ หลายคนพยายามบอกว่าประเทศในแถบภูมิภาคอาเซียนได้เปิดกว้างมากขึ้นแล้ว แต่ในความเป็นจริง แต่ละประเทศยังมีกฎระเบียบที่เป็นข้อแม้ต่าง ๆ มากมายแอบแฝงอยู่ หรือที่เรียกว่า “มาตรการกีดกันทางการค้าแอบแฝง”

ส่วนการแก้ปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นคือ การจ้างที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่คนท้องถิ่น (Local People) เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งได้ปรึกษาทั้ง BOI กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถเข้าปรึกษากับหน่วยงานของรัฐแห่งนี้ได้

“อยากให้ผู้ประกอบการไทยมีความกล้า เห็นหลายคนที่เก็บข้อมูล แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องลุยกลับไม่กล้า หรือบางส่วนได้เริ่มออกไปแล้ว แต่ล้มเหลวก็ถอดใจ ถอยกลับ ซึ่งการลุยในตลาดอาเซียนไม่ใช่เรื่องง่าย คุณต้องเข้าไปศึกษาเก็บข้อมูล แต่ละประเทศหลาย ๆ ครั้งศึกษา จนถึงระดับล่าง อย่ายอมแพ้ครับ” คุณบีไยกุมาร กล่าวทิ้งท้าย

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน 9 สาขาใน 10 ประเทศเพื่อให้บริการท่าน สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล :[email protected] สายด่วน 1333

 

BBL_SME_-AEC_V11

แสดงความคิดเห็น