Mad Max : Fury Road

นอกจาก The Revenant ที่กวาดรางวัลออสการ์ของปีนี้ไปถึง 3 รางวัลแล้ว จะไม่พูดถึง Mad Max : Fury Road เลยก็คงไม่ได้ เพราะ Mad Max นั้น กวาดรางวัลออสการ์ไปถึง 6 รางวัลด้วยกัน

ไม่ว่าจะเป็นออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยม ลำดับภาพยอดเยี่ยม การแต่งกายยอดเยี่ยม แต่งหน้าและทำผมยอดเยี่ยม รวมไปถึงลำดับเสียงและตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลอื่น ๆ อีกมากมายรวมกว่า 208 รางวัล โอ้..มายก๊อด ไม่ดูได้ยังไง

Mad Max : Fury Road นี้ เป็นผลงานการกำกับของ George Miller ผู้ที่เคยส่งให้ Mel Gibson โด่งดังเป็นพลุแตกมาแล้ว ตั้งแต่ยุคกำกับ Mad Max ภาคแรกเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว และทำให้ Mad Max กลายเป็นหนัง Action ในตำนาน ส่วนภาคที่ 2 มีชื่อว่า Mad Max : Road Warrior และภาค 3 Mad Max : Beyong Thunderdome ก็ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน โดยถึงแม้ว่าเราจะไม่เคยดูภาค 1 2 และ 3 มาก่อน ก็สามารถดูภาคนี้ได้รู้เรื่องค่ะ เพราะว่าแต่ละภาคนั้นจบในตัว ไม่ได้มีความเกี่ยวเนื่องกันสักเท่าไร

Mad Max ในภาคนี้เป็นเรื่องราวของ Max Rockatansky (รับบทโดย Tom Hardy) ผู้ซึ่งมีเลือดกรุ๊ป O – Negative ที่สามารถให้ได้กับพวก War Boys ทุกคน เขาจึงถูกสมุนของ Immortan Joe (รับบทโดย Hugh Keays – Byrne) หรือ Toecutter ตัวร้ายใน Mad Max ภาคแรก จับตัวไว้เพื่อให้เลือดในกรณีที่มี War Boys บาดเจ็บ

ในขณะที่ Nux (รับบทโดย Nicholas Hoult) ซึ่งเป็น War Boys ป่วยหนักจนต้องได้รับเลือดจาก Max แต่ก็ไม่ยอมหยุดนิ่ง เขาต้องการการยอมรับจาก Immortan Joe จึงพยายามดันทุรังเข้าร่วมขบวนตามล่า Furiosa (รับบทโดย Charlize Theron) บอสใหญ่ที่ Immortan Joe วางใจ ผู้ได้รับภารกิจในการนำขบวนรถไปเอาน้ำมันที่ Gas Town แต่กลับแอบพาสาว ๆ (The Brides) ในฮาเร็มของ Immortan Joe หนี  ซึ่งเมื่อ Immortan Joe รู้ข่าวจึงสั่งระดม War Boys ออกตามล่า Furiosa โดยมี Rictus ลูกชายคนโต และ The People Eater เป็นคนนำขบวน

ระหว่างการตามล่า Furiosa นั้น Max หนีจาก Nux ได้ในระหว่างทาง และไปร่วมกับขบวนสาว ๆ ในการต่อสู้และหลบหนีจาก Immortan Joe

Mad Max ภาคนี้ มีฉากขับรถไล่ล่ากันเกือบทั้งเรื่อง โดยเน้นการใช้ภาพในการเล่าเรื่อง จึงแทบจะไม่มีบทพูดเลย แต่กลับสามารถสะกดให้ผู้ชมตาไม่กะพริบ อ้าปากค้าง กับฉากแต่ละฉากที่ค่อย ๆ พีกขึ้นเรื่อย ๆ ตลอด 2 ชั่วโมงเต็ม ด้วยพล็อตเรื่องที่ตรง ๆ ไม่ได้มีแง่มุมอะไร แต่ด้วยฝีมือนักแสดงที่เรียกได้ว่าเอาอยู่ กับฉาก Action ที่เน้นของจริง ทั้งคนจริง รถจริง ไม่เน้น CG เช่นเรื่องอื่น ๆ  ผสม Sound ที่ชวนลุ้นระทึกตื่นเต้น และเร้าอารมณ์ไปกับทุก ๆ เหตุการณ์ไล่ล่า ตลอดจนเทคนิคการถ่ายทำที่ดูสมจริงและสวยงาม เป็นเหตุผลที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กวาดรางวัลไปเต็ม ๆ

ถึงแม้ว่าหลาย ๆ คนเห็น Teaser แล้วเกิดอาการไม่ค่อยชอบเท่าไร ด้วยเป็นฉากทะเลทราย ดูแห้งแล้ง ไร้ชีวิตชีวา สีสัน แต่หากได้ลองดูแล้วจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สุดยอด เล่นเอา Fast 7 กลายเป็นน้อง ๆ ไปเลยทีเดียว ไม่เชื่อต้องลองหาดูกันค่ะ

 

แสดงความคิดเห็น