“เวนทรี” รับไม้ต่อ !! ปรับตัวเพื่อต่อยอดธุรกิจให้ยั่งยืน

สำหรับธุรกิจที่ดำเนินกิจการมานาน เมื่อเวลาผ่าน สิ่งแวดล้อมเปลี่ยน แนวทางการบริหารย่อมต้องเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัยและให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ ธุรกิจหมอนและที่นอนเพื่อสุขภาพ เวนทรี ที่ก่อตั้งมามานานร่วม 30 ปี ก็เช่นกัน

ปัจจุบันได้ คุณจรัสพงศ์ โชติกวณิชย์ ทายาทรุ่นลูก เข้ามารับช่วงต่อธุรกิจของครอบครัว โดยได้นำความรู้เข้ามาบริหารงานอย่างเป็นระบบ นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ พร้อมทั้งขยายตลาดออกสู่สากล ซึ่งเป็นการดูแลบริหารงานพร้อมกับปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปเพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

โดย คุณจรัสพงศ์ เริ่มต้นเล่าถึงความเป็นมาของธุรกิจครอบครัวให้ฟังว่า“ก่อตั้งธุรกิจมา 30 ปี เริ่มจากที่คุณพ่อเป็นหมอ นพ.เจริญ โชติกวณิชย์ เป็นหมอกระดูก เห็นว่าคนไข้ส่วนหนึ่งมีอาการปวดหลัง เจ็บคอ เนื่องจากการนอนที่ไม่ถูกสุขลักษณะ นอนตกหมอนเพราะหมอนไม่ดี ก็เลยออกแบบสร้างหมอนขึ้นมา เป็นหมอนที่มีส่วนโค้งส่วนเว้าพิเศษเพื่อรองรับสรีระของคอโดยเฉพาะ โดยผลิตจากฟองน้ำยางพาราธรรมชาติ ซึ่งนอกจากจะมีส่วนโค้งส่วนเว้าแล้วยังดีกับคนที่มีอาการภูมิแพ้ เพราะยางพาราธรรมชาติช่วยลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย เชื้อรา และไรฝุ่น ดีต่อสุขภาพ มีความทนทาน ต่อจากนั้นก็มีการขยายไลน์ธุรกิจออกมา มีที่นอน  เพิ่มแบบของหมอน มีหมอนและที่นอนแบบที่เป็นปุ่มนวดปุ่มกด นั่นคือที่มาของธุรกิจ”

วิธีการดำเนินกิจการของรุ่นพ่อแม่และการถ่ายทอดความรู้
“ไม่ได้มีถ่ายทอดความรู้โดยตรง แต่เป็นลักษณะ On the job training มากกว่า  เห็นคุณแม่ทำมาตลอดก็เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ โดยในการบริหารธุรกิจนั้นคุณแม่เป็นคนบริหาร เป็นบริษัทเล็ก ๆ มีสำนักงานอยู่ที่ถนนรามคำแหง มีพนักงานขาย โดยหลักการทำงานก็ง่าย ๆ ไม่มีแผนผังองค์กร ทำกันเอง พนักงานประมาณ 10 คน ไม่มีเทคโนโลยีอะไรเลย ในยุคนั้นไม่ค่อยมีแบบแผนสักเท่าไหร่ เพราะทำกันเอง การตัดสินใจก็จะขึ้นอยู่กับคุณแม่คนเดียว มีกฎระเบียบน้อย”

ปัญหาในการบริหารในยุคนั้น
“ภายในองค์กรไม่มีปัญหาอะไรเพราะคนน้อย ของก็ยังไม่เยอะ ในยุคนั้นปัญหาจริง ๆ จะเป็นเรื่องของการตลาด ทำออกมาแล้วจะขายยังไง ขายที่ไหน ขายใคร ต้องหาทางว่าทำยังไงจะให้สินค้าเราออกไปได้ ทำยังไงให้คนรู้จักสินค้าเราเพิ่มมากขึ้น สมัยนั้นการขายยังเป็นในลักษณะโบราณ เซลส์ต้องหอบหมอนขึ้นรถเมล์ ไม่มีอีเมล์ ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ก็ลำบาก นั่นคือปัญหา”

ทายาทมีวิธีการรับมือธุรกิจพ่อแม่อย่างไร
“เริ่มแรกหลังจากเรียนจบก็ไปทำงานที่อื่นมาก่อน เพิ่งมารับงานต่อ เพราะเนื่องจากตลาดมันเริ่มใหญ่ และระบบภายในยังไม่ค่อยดี แต่จริง ๆ แล้วยังมองว่ายังไม่ได้เป็นการรับไม้ต่อโดยสมบูรณ์ คิดว่าการส่งต่อธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่นนั้นไม่ใช่จะทำได้อย่างฉับพลัน ต้องค่อย ๆ เรียนรู้ไปที่ละส่วน ปรับลงไปทีละนิด ต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การส่งต่อทันที โดยบทบาทและหน้าที่ตอนนี้ส่วนใหญ่จะดูเรื่องการตลาด ติดต่อกับต่างประเทศ เรื่องของดีลเลอร์ แมนเนจเมนต์ แบรนดิง อี-คอมเมิร์ซ ส่วนในเรื่องการเงินและการผลิตนั้นคุณแม่ยังคงดูแลอยู่”

ความแตกต่างระหว่างการบริหารงานในสองยุค และการปรับตัว
“ต่างกันเยอะมาก ส่วนแรกคือภายในองค์กร เพราะตลาดมันโตขึ้น เราก็ต้องปรับเปลี่ยนภายในองค์กรเพื่อให้รองรับกับตลาด มีคนมากขึ้น ต้องมีระบบที่ดีขึ้น ต้องมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน เป็นระเบียบมากขึ้น ส่วนที่สองคือ ปัจจัยภายนอก เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป แนวทางการทำธุรกิจก็เปลี่ยนด้วย เราก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับยุคสมัย เมื่อก่อนขายหน้าร้านอย่างเดียว แต่ปัจจุบันมีเรื่องเทคโนโลยี มีอินเทอร์เน็ต มีอี-คอมเมิร์ซเข้ามา สื่อโซเชียล สามารถทำให้เราเข้าถึงลูกค้าได้เร็วขึ้น”

“เรามีทีมงานซึ่งทำหน้าที่ดูแลความต้องการของลูกค้าโดยเฉพาะ เวลาลูกค้ามีปัญหา เราสามารถเข้ามาจัดการได้โดยตรง ยกตัวอย่าง ครั้งหนึ่งลูกค้ามีปัญหาเรื่องที่นอน เมล์มาหาเรา เราก็จัดการแก้ปัญหาให้ได้ภายใน 3 วัน นี่คือการปรับตัวให้เข้ากับตลาดยุคใหม่ และที่สำคัญคือ คิดว่าธุรกิจจะต้องโตต่อไปเรื่อย ๆ จะทำในแบบเดิม ๆ ไม่ได้ ไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ ต้องมีทีมงานที่เป็นมืออาชีพ ในส่วนของการผลิตก็ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น ต้องมีมาตรฐานการอุตสาหกรรมเข้ามา เช่น 5 ส. หรือ ISO ต้องหามืออาชีพเข้ามาช่วยงานมากขึ้น  และในเรื่องการเงินก็เช่นเดียวกัน ต้องมีมืออาชีพมาช่วย”

วัฒนธรรมการดำเนินธุรกิจของครอบครัว
“เนื่องจากครอบครัวที่เป็นหมอ คุณพ่อคุณแม่ก่อนมาทำธุรกิจก็เป็นหมอ พี่ชายพี่สาวก็เป็น เพราะฉะนั้นเราจึงใส่ใจเรื่องสุขภาพของลูกค้าเราเป็นหลัก วัฒนธรรมการทำธุรกิจของครอบครัวเราจึงเป็นเรื่องสุขภาพ สุขภาพของลูกค้าต้องมาก่อน คำขวัญของแบรนด์เราคือ Good Sleep Good Health การนอนหลับสบาย ทำให้เรามีสุขภาพที่ดี”

จุดแข็งที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้
“อย่างแรกคือ เรื่องคุณภาพสินค้า เราใส่ใจในเรื่องคุณภาพสินค้าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคุณแม่ ใส่ใจในเรื่องของผ้า วัตถุดิบ ตำแหน่งของซิป ตำแหน่งของป้าย การเย็บ เพราะมีผลต่อคุณภาพของสินค้า อีกอย่างคือเรื่องความหลากหลายของสินค้าและนวัตกรรม มีหมอนและที่นอนแบบต่าง ๆ มากมายออกมาใหม่เรื่อย ๆ การนำผ้านาโน ใยไหม ผ้าเยื่อไผ่ เหล่านี้มาใช้เป็นเจ้าแรก”

“โดยกลยุทธ์ในการทำการตลาดนั้นคือเน้นเรื่องสุขภาพ เน้นมาตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เราเริ่มต้นมาจากเรื่องสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันยึดหลักตัวนี้อยู่  ใครใช้หมอนของเราก็จะหลับสนิท หลับสบาย ซึ่งส่งผลทำให้มีสุขภาพดี ซึ่งทั้งหมดคือจุดแข็งของเราที่ทำให้ได้การตอบรับที่ดีจากลูกค้า ทำให้ธุรกิจดำเนินมาได้จนถึงวันนี้”

แผนการพัฒนาธุรกิจ และต่อยอดให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน
“ปัจจุบันเน้นทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ ทำอี-คอมเมิร์ซ โดยเฉพาะกับจีน แบรนด์ของเรากำลังติดตลาดในจีน ตอนนี้กำลังขยายตลาดไปที่จีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง นอกจากจีนเราก็วางแผนขยายตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียน ประเทศหลัก ๆ ที่มองอยู่คือ เมียนมา เวียดนาม กัมพูชา ลาว  ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่านี้มีกำลังซื้อ และนอกจากนี้ก็จะยังการขยายโชว์รูมหน้าร้านเพิ่ม ขยายสาขา ออกสินค้าใหม่ ๆ สร้างและพัฒนาโปรดักส์อินโนเวชันต่อไป”

สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษา Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้านทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333

 

 

เวนทรี SME

672 Total Views 3 Views Today
แสดงความคิดเห็น