“มะนาวตาฮิติ” ปลูกง่าย ราคาดี..ยอดขายเกินแสน!!

มะนาวไร้เมล็ด น้ำเยอะ เปรี้ยวแบบกลมกล่อม ปลูกไม่ยาก ดูแลง่าย ราคาดี ส่งออกนอกสร้างรายได้ต่อเดือนหลักแสนบาท

คุณจิตติมา เถื่อนทำรง หรือคุณติ๊ก จาก “สวนวสา” จังหวัดนครนายก ผู้ผันตัวเองจากการทำงานบริษัท นำความรู้มาพัฒนาเกษตรกรรมของครอบครัว โดยคุณติ๊กเล่าถึงที่มา และการบริหารจัดการสวนมะนาวตาฮิติให้ฟังว่า

“ที่บ้านมีพื้นเพทำการเกษตรอยู่แล้ว คือปลูกอ้อย ปลูกมัน ตัวเราเรียนจบ ทำงานบริษัทอยู่ช่วงหนึ่ง มีความคิดที่ว่าเราก็มีที่ทางเป็นของตัวเอง แต่ที่ผ่านมาทำการเกษตรไม่ประสบความสำเร็จ เห็นพ่อแม่ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง ทำแล้วไม่ได้อะไร เป็นหนี้ จึงตัดสินใจมาต่อยอดทำแทน โดยเอาความรู้ที่เรียนและประสบการณ์จากการทำงานมาใช้เพื่อให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ตัดสินใจว่าอยากลองปลูกมะนาว โดยศึกษามาระดับหนึ่งพบว่าโดยปกติบ้านเราจะนิยมปลูกมะนาวแป้น ซึ่งมีหลายพันธุ์แล้วก็ค่อนข้างล้นตลาด จึงมาสนใจมะนาวพันธุ์ตาฮิติ ได้รู้จักกับเจ้าของสวนที่เป็นเจ้าแรกที่นำพันธุ์เข้ามาจากต่างประเทศ ปรึกษากับคนที่เคยปลูก พบว่าเป็นมะนาวสายพันธุ์ที่ทนโรคและแมลง ออกลูกเรื่อย ๆ ตลอดทั้งปี มีตลาดในการส่งออก  อีกทั้งคนยังปลูกน้อย ซึ่งมองว่าน่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจได้”

%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%ae%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b41

ข้อดีของมะนาวตาฮิตินั้นคือไม่มีเมล็ด ผลใหญ่ น้ำเยอะ กลิ่นหอม รสชาติเปรี้ยวแบบกลมกล่อม ไม่ขม ต้นมีความแข็งแรง ทนโรค ทำให้มีการใช้ยาฆ่าแมลงน้อย อีกทั้งสามารถปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติได้โดยไม่ต้องดูแลมาก

“เริ่มต้นปลูกมาประมาณ 10 ปี ตอนแรกเริ่มปลูกที่ 12 ไร่ ยกร่องปรับสวนใช้งบประมาณลงทุนราว 100,000 บาท และขยายออกไปเรื่อย ๆ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 100 กว่าไร่ ปลูกหมุนเวียนกันไปแต่ละแปลงมีผลผลิตต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยวิธีการปลูกนั้นเริ่มต้นจากนำกิ่งพันธุ์แท้มาลงปลูก เป็นกิ่งตอน ยกร่องขึ้นสูงให้พ้นน้ำ 100-120 ต้นต่อ 1 ไร่ ช่วงลงใหม่ ๆ ต้องรดน้ำทุกวัน ให้ปุ๋ยเดือนละหนึ่งครั้ง จากนั้นประมาณ 2-3 เดือนจะแตกพุ่ม ต้นเริ่มแข็งแรง รดน้ำวันเว้นวัน ต่อจากนั้นดูแลในเรื่องของการกำจัดวัชพืช แมลง ครบหนึ่งปีก็สามารถออกผลผลิตให้เก็บได้” คุณติ๊กกล่าว

จากนั้นคุณติ๊กยังอธิบายถึงเรื่องตลาดและการให้ผลทางเศรษฐกิจไว้ว่า “ข้อดีของการปลูกมะนาวตาฮิติคือมีตลาดที่แน่นอน เพราะเป็นที่ต้องการของตลาดส่งออก เนื่องจากมะนาวพันธุ์นี้คนไทยยังไม่ค่อยนิยม แต่ต่างชาติชอบ เพราะไม่ขม มีผลผลิตเท่าไหร่รับทั้งหมด โดยราคาที่รับไปส่งออกจะอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 30-40 บาท สูงกว่าถ้าเปรียบเทียบกับมะนาวแป้นทั่วไปซึ่งอยู่ประมาณไม่ถึง 30 บาทต่อกิโลกรัม  แต่ระยะหลังนี้เรานิยมออกมาขายเอง โดยส่งตามโรงแรมและออกบูธตามงานต่าง ๆ เพราะอยากหลีกเลี่ยงพ่อค้าคนกลาง ขายเอง เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงก็จะได้กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่า โดยสามารถขายปลีกได้ถึง 70 บาทต่อกิโลกรัม และหากเป็นช่วงฤดูกาลที่มะนาวแพงอาจเพิ่มสูงขึ้นไปจนถึงกิโลกรัมละ 100-120 บาท

ปัญหาในช่วงแรกคือยังไม่เป็นที่นิยม เพราะคนไทยเคยชินกับมะนาวแป้น จึงต้องเน้นที่ตลาดส่งออกเป็นหลัก แต่ในระยะหลังเริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้น เพราะหาซื้อง่ายเนื่องจากมีผลผลิตต่อเนื่องตลอดทั้งปี อีกทั้งหากเทียบราคากับมะนาวตามท้องตลาดทั่วไปนั้นราคาจะค่อนข้างคงตัว ไม่แพงในช่วงที่มะนาวหายาก และไม่ถูกจนเกินไปในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด มะนาวแป้นช่วงถูกจะมีราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 5-8 บาท ส่วนมะนาวตาฮิติในตลาดส่งออกราคาต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 25 บาท แต่ส่วนใหญ่ราคาจะค่อนข้างคงตัวยืนพื้นอยู่ที่ 30-40 บาทต่อกิโลกรัม

ซึ่งปัจจุบันจากผลผลิตมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 50,000 บาทต่อเดือน สำหรับขายผลสดและแปรรูปซึ่งขายในประเทศ และหากรวมในส่วนของการส่งออกด้วยนั้นจะเฉลี่ยอยู่ที่ 100,000-200,000 บาท”

นอกจากส่งออกและขายปลีกในประเทศแล้ว ผลผลิตที่ได้มีการนำมาทำเป็นน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง อีกทั้งยังมีการวางแผนแปรรูปเปลือกมะนาวที่เหลือจากการคั้นน้ำเพื่อต่อยอดธุรกิจอีกด้วย ซึ่งคุณติ๊กกล่าวต่อว่า

“เนื่องจากบางช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด ขายไม่ค่อยดี มะนาวที่ค้างสต็อกจะเป็นมะนาวเหลือง เพราะแก่จัด แต่ยังคงความสดอยู่ เราก็จะนำไปแปรรูปคั้นเอาเฉพาะน้ำผสมกับน้ำผึ้ง ไม่ผสมน้ำเชื่อม เป็นเครื่องดื่มรสชาติดีแก้กระหาย นอกจากนี้ยังมองถึงการแปรรูปเปลือกมะนาวที่เหลือจากการคั้นน้ำ ซึ่งมีจำนวนมาก โดยเอามาล้างให้สะอาดสามารถนำมาแช่อิ่ม หรือเปลือกนะนาวตากแห้งลักษณะคล้ายบ๊วยเป็นของกินเล่น เป็นสินค้าแปรรูป โดยศึกษารายละเอียดและวิธีการทำเรียบร้อยแล้ว กำลังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมในขั้นตอนการผลิต”

สุดท้าย สำหรับคนรุ่นใหม่ที่สนใจปลูกมะนาวตาฮิตินั้น เจ้าของสวนวสา ได้แนะนำและให้แนวทางที่น่าสนใจว่า“สำหรับคนที่สนใจปลูกมะนาวตาฮิติเป็นพืชเศรษฐกิจนั้น แนะนำว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี เพราะเป็นพืชที่ทนโรคและแมลง ไม่ต้องใช้สารเคมีมากก็สามารถเติบโตได้ดี ซึ่งจะทำให้เป็นการประหยัดต้นทุน อีกทั้งยังดีกับตัวเราเองและผู้บริโภค เพราะเราไม่ต้องเสี่ยงกับสารเคมีเมื่อทำการฉีดพ่น คนที่ซื้อไปก็ได้ผลผลิตที่ปลอดสารพิษ และหากสนใจจะปลูกจริงๆ ควรศึกษาหาข้อมูล และเริ่มจากลองทำในพื้นที่เล็ก ๆ แค่ 1-2 ไร่ ประเมินตัวว่าไหวหรือไม่ หรือหากมีที่ดินเป็นของตัวเองอยู่แล้วให้ลองทำดูก่อน อย่ารีบทิ้งอาชีพที่ตัวเองทำอยู่ หากทำแล้วไปได้ ประสบความสำเร็จ จากนั้นค่อยลงมาทำแบบเต็มตัว แบบนี้จะเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด เพราะวิถีเกษตรน่าสนใจก็จริงแต่มีรายละเอียดมากพอสมควร และหากยิ่งไม่มีประสบการณ์ด้วยแล้วเมื่อเจอปัญหาอาจทำให้ท้อได้ แต่ถ้ามีใจรักที่จะทำจริง ๆ มีความมุ่งมั่น ไม่ท้อกับปัญหา ก็สามารถประสบความสำเร็จได้แน่นอน” คุณติ๊ก เจ้าของสวนกล่าวทิ้งท้าย หากมีปัญหาหรือสนใจสอบถาม 08-9008-1895

สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษา Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้านทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333

 

มะนาวตาฮิติ sme

5654 Total Views 6 Views Today
แสดงความคิดเห็น