ต้นแบบ Smart Farmer กับนวัตกรรม “กล้วยไม้ไทย”

เปิดมุมมอง ความน่าสนใจฟาร์มเพาะพันธุ์ “กล้วยไม้ไทย” ต้นแบบ Smart Farmer นำนวัตกรรมเข้ามาในภาคเกษตรและลดการพึ่งพาภาครัฐ

หากพูดถึง “ทิวลิป” ทุกคนจะนึกถึงประเทศเนเธอร์แลนด์ แต่เมื่อพูดถึง “กล้วยไม้” ทุกคนจะนึกถึงประเทศไทย ซึ่งกล้วยไม้ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยมาโดยตลอด และที่ผ่านมาไทยยังสามารถผลิตกล้วยไม้ที่มีคุณภาพส่งออกไปต่างประเทศเป็นอันดับที่ 1 ของโลกอีกด้วย

กล้วยไม่ไทย

 

คุณสมพงษ์ ทวีสุข กรรมการ บริษัท ทีเค ออร์คิด ฟาร์ม จำกัด เริ่มเล่าว่า ในอดีตการทำกล้วยไม้ถูกสงวนไว้เพียงในครัวเรือน แต่เมื่อถึงวันหนึ่งที่การแข่งขันมีความรุนแรง ผู้ประกอบการแต่ละรายเริ่มมองเห็นว่าหากยังสงวนไว้เพียงแค่ครัวเรือนจะทำให้ธุรกิจไม่โต จึงหันมาจับตัวรวมกลุ่ม (Cluster) ให้มากขึ้นจนขยายใหญ่โต เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนแบ่งปันการผลิตทำกล้วยไม้ ส่งเสริมให้เกษตรกรไทยผลิตสินค้ากล้วยไม้ออกมาได้มีคุณภาพแข็งแกร่ง

กล้วยไม้จะมีผลผลิตสูง คุ้มทุน และปลูกได้ดีในพื้นที่ภาคกลางของไทยเท่านั้น ซึ่งหากปลูกขึ้นไปทางตอนเหนือหรือทางตอนใต้  ความสมบูรณ์ของสภาพแวดล้อมทางการเกษตรจะส่งผลต่อการเติบโตของกล้วยไม้ แม้กระทั่งในต่างประเทศที่มีความต้องการจะปลูก แต่ติดปัญหาเรื่องปุ๋ย ยา และการหาต้นสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่ไม่สามารถหาได้ล้วนเป็นอุปสรรค ซึ่งกล้วยไม้เป็นพืชที่ปลูกยาก

“ที่ผ่านมา อินเดียมีการนำเข้าต้นกล้าจากไทยเข้าไปหลายล้านบาท แต่ก็ไม่สามารถปลูกได้ หรือแม้กระทั่งจีนมีความพยายามที่จะเพาะพันธุ์กล้วยไม้ โดยเลือกภูมิประเทศที่คิดว่าเหมาะสมในการเพาะพันธุ์ อย่างทางตอนใต้ของไหหลำที่มีอุณหภูมิใกล้เคียงกับไทย แต่ก็ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่ไม่เหมือนกับไทย อย่างเช่น ปัญหาพายุ ส่งผลให้ไม่สามารถปลูกกล้วยไม้ได้ ดังนั้น ตลาดกล้วยไม้ไทยยังไม่สามารถผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดได้” คุณสมพงษ์ กล่าว

การจัดการภายในโรงเรือนกล้วยไม้ไทยเริ่มมีพัฒนาการมากขึ้น จากการที่ประสบปัญหาต้นทุนแรงงาน และการเคลื่อนย้ายแรงงานครั้งใหญ่จากภาคเกษตรไปสู่ภาคอุตสาหกรรม ทำให้ต้องมีการนำนวัตกรรมเข้ามาใช้ทดแทนมนุษย์ และลดต้นทุนในการผลิตจากค่าจ้างแรงงานต่างด้าวและไร้ประสิทธิภาพ จากเดิมที่ต้องจ้างคนมากมายเพื่อฉีดพ่นกล้วยไม้  ก็เหลือแค่คนที่คอยคุมระบบ และจ้างเป็นแรงงานไทยที่แพงกว่า แต่มีประสิทธิภาพ ไม่ย้ายงานบ่อย

“ผมแก้ไขด้วยการใช้สลิงมาดึงให้ตึง แล้วนำแขนกลเดินบนสลิง โดยไม่ต้องทำรางเหล็ก และทำให้ต้นทุนถูกมา แขนกลที่เดินบนสลิงใช้เป็นอะลูมิเนียม ซึ่งแนวคิดแรกของชาวสวนทั่วไปคิดแล้วไม่สำเร็จ มาจากมุมมองว่าสิ่งที่มีอยู่ในสวนกล้วยไม้มีเสา และเสานี้ก็เป็นอุปสรรคของปัญหาแขนกลที่จะเดินฉีดพ่น แต่ผมกลับคิดว่าสิ่งที่มีต้องคิดว่าเป็นประโยชน์  จึงใช้เสาเป็นฐานยึดในแต่ละช่วงที่แขนเดิน ซึ่งการฉีดแบบนี้สามารถดูแลกล้วยไม้ได้อย่างทั่วถึง”

คุณสุวิทชัย แสงเทียน ผู้ประสานงานคลัสเตอร์กล้วยไม้ไทย กล่าวว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมกล้วยไม้ มีจุดเริ่มต้นมาจากครัวเรือน ประวัติศาสตร์กล้วยไม้ไทยเริ่มส่งออกมาตั้งแต่ปี 2508 จนในปัจจุบันปี 2559 คนไทยมีความพิเศษในการช่างสังเกตและมีพัฒนาการ อาทิ โรงเรือนกล้วยไม้ในอดีตถ้าหากมีการรื้อโรงเรือน ก็สามารถนำมาสร้างบ้านได้เป็นหลัง เนื่องจากใช้ไม้จริง จนถึงวันหนึ่งที่ไม้เริ่มหายากมากขึ้น ก็พัฒนาไปใช้เสาคอนกรีต และใช้สแลนเป็นตาข่าย

ในเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ต้นทุนโรงเรือนกล้วยไม้ราคาแทบไม่ต่างกันมากนัก แต่โรงเรือนที่ใช้เพาะเลี้ยงกล้วยไม้มีการพัฒนาการ รวมถึงกว่าจะพัฒนามาเป็นกระบะกาบมะพร้าวเพื่อใช้เลี้ยงกล้วยไม้ในอุตสาหกรรม โดยก่อนหน้านั้นใช้เป็นหินและทราย เกษตรกรที่เพาะเลี้ยงกล้วยไม้ไทยล้วนมีพัฒนาและมีทุนเดิมในการเป็น Smart Farmer

“ผมเดินทางไปสิงคโปร์ ชาวสิงคโปร์ปลูกแวนด้าในกระถางดินเผามีถ่าน เมื่อ 40-50 ปีที่แล้วสิงคโปร์ก็ปลูกแบบนี้ แต่เมืองไทยไม่ใช่ รูปแบบของการปลุกแวนด้าเข้าไปอยู่ในกระเช้าพลาสติกที่ไม่มีเครื่องปลูกเลย และไทยก็ปลูกเป็นอุตสาหกรรมส่งออก ปีหนึ่งได้เป็นแสน ๆ ล้าน ๆ ต้น เราจะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมกล้วยไม้ไทยความเก่งมันเกิดขึ้นจากการสังเกต” คุณสุวิทชัย กล่าว

ด้านปัญหาและอุปสรรคในการผลิต คุณสุวิทชัย เปิดเผยว่า ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการจัดการฟาร์ม และแรงงานมากกว่าการตลาด โดยการทำการตลาดกล้วยไม้จะอยู่ที่ตลาดต้องการคุณภาพระดับสินค้าและสายพันธุ์ ถ้าเป็นในกลุ่ม Mass Market กล้วยไม้จะต้องมีคุณภาพระดับหนึ่ง แต่ถ้า Niche Market จะเป็นกล้วยไม้ที่มีความเฉพาะมากขึ้น คุณภาพก็เป็นอีกระดับหนึ่ง

นอกจากปัญหาเรื่องการรักษาคุณภาพสินค้าในการส่งออกแล้ว คุณสุวิทชัย ยังกล่าวอีกว่า ปัญหาที่สำคัญอย่างมากที่ภาคเกษตรพบเจอเป็นวัฏจักรมาโดยตลอดก็คือ “แรงงาน” เนื่องจากเมื่อถึงจุดหนึ่งแรงงานในภาคเกษตรเหล่านี้ มักจะถูกดึงเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม เมื่อผู้ประกอบการเพาะกล้วยไม้รวมกลุ่มกันเป็นคลัสเตอร์ ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่ามีนวัตกรรมอะไรหรือไม่ ที่สามารถฉีดพ่นยา เพราะว่ากิจกรรมการฉีดพ่นยาเป็นกิจกรรมที่ใช้แรงงานเยอะ

“ในเวทีของคลัสเตอร์จับประเด็นนี้แล้วนำผู้ประกอบการเข้ามาร่วมคิด โดยพึ่งพาตนเองจากเดิมที่คอยมองหาแต่ความช่วยเหลือจากรัฐ ก็รวมกลุ่มกันในวงการกล้วยไม้ รวมถึงการส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญ และคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำวิจัย ซึ่งมีการสรุปไอเดียได้ 2 วิธี 1. ทำเป็นแขนกลและฉีดพ่น 2. ทำหัวฉีดพ่นอยู่กับที่และนำน้ำยาวิ่งไป เป็นการลดต้นทุนให้แรงงาน อีกทั้งนวัตกรรมยังสามารถเข้าไปตอบโจทย์เรื่องประสิทธิภาพการเพิ่มขีดความสามารถ ในโจทย์คลัสเตอร์กล้วยไม้จึงมีการเรียนรู้ร่วมกัน” คุณสุวิทชัย กล่าวปิดท้าย

สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษา Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้านทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333

661 Total Views 3 Views Today
แสดงความคิดเห็น