ชำแหละ TPP ทุกปมปัญหา เหตุใดไทยยังเฉย

รัฐเร่งพิจารณา ชูปัจจัยบวกดึงเม็ดลงทุนเข้าไทย ด้าน NGO เห็นพ้องข้อเสียต่อการเข้าร่วม TPP อาจก่อให้เกิดปม ยาแพง มีการสอดแนมอินเทอร์เน็ต เอื้อบริษัทข้ามชาติ

ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans–Pacific Partnership : TPP) คือ ความตกลงการค้าระหว่างประเทศที่ถือว่ามีมาตรฐานสูงและขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมการค้าหลายสาขา และมีบทบาทสำคัญที่ว่าทรัพย์สินทางปัญญา ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า และสิทธิบัตร ซึ่งที่ผ่านมามี 12 ประเทศ ที่บรรลุความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกเป็นประเทศสมาชิก และส่งผลต่อ GDP ประเทศสมาชิกทั้ง 12 แห่ง ทันทีในปี 2020 หรือ พ.ศ.2573 ในอีก 14 ปีข้างหน้า ซึ่งมูลค่า GDP ของสมาชิก TPP รวมกัน 27.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 39.3 ของมูลค่า GDP โลก รวมถึงมูลค่าการค้า TPP คิดเป็นร้อยละ 26.17 ของมูลค่าการค้าโลกอีกด้วย

สำหรับไทยยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาข้อดีข้อเสียในการเข้าร่วม TPP และรัฐบาลยังไม่มีการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วม TPP หรือไม่  โดยนายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาแถลงความคืบหน้าการรับฟังความคิดเห็นในการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ว่า กระทรวงพาณิชย์เปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคเกษตรกรและภาครัฐในส่วนกรุงเทพฯ ซึ่งมีความเห็นว่าการเข้าร่วม TPP จะมีประโยชน์ต่อไทย แต่ในด้านผลกระทบนั้นจะต้องมีมาตรการดูแลให้รอบคอบชัดเจน ซึ่งจะเปิดการรับฟังความคิดเห็นในต่างจังหวัดอีกด้วย โดยเฉพาะภาคเกษตรกร

ประเทศในอาเซียนอย่าง เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน ได้บรรลุข้อตกลงเป็น 1 ใน 12 ประเทศสมาชิก TPP ซึ่งอาจทำให้ไทยเกิดการเสียเปรียบด้านการลงทุน จากการที่ไทยยังไม่แสดงท่าทีและประกาศว่าจะเข้าร่วม TPP หรือไม่ และทำให้ไทยมีความเสียเปรียบในผลประโยชน์การค้าในประเทศตลาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นด้วย  เพราะนักลงทุนมองผลประโยชน์ด้านการลงทุนเป็นที่ตั้ง โดยเฉพาะผลกระทบทั้งด้านการลงทุนและเงินทุนที่จะเข้ามาในประเทศ นอกจากนี้ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์  ไต้หวัน และเกาหลีใต้ มีการประกาศว่าจะเข้าร่วม TPP โดยจะส่งผลโดยตรงต่อนักลงทุนในด้านการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติ ว่าด้วยการค้าและการพัฒนา กล่าวในงาน “TPP : ใครได้ใครเสีย” ว่า TPP เป็นเวทีสำหรับผู้นำด้านเศรษฐกิจของโลกที่ใช้ TPP เป็นหนึ่งในเวทีการเข้ามาจัดการการค้าโลก และแตกต่างกับการทำงานขององค์กรการค้าโลก (WTO) ที่มุ่งเน้นในการกำกับดูแลการค้าให้เป็นการค้าที่มุ่งการพัฒนา และเกิดความเท่าเทียมกันระหว่างประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยกรอบการดำเนินงานของ TPP ทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ สร้างความปลอดภัยกับธุรกิจขนาดใหญ่ของประเทศที่พัฒนาแล้ว อาทิ บริษัทยาข้ามชาติ เป็นต้น

ด้านนายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวในงาน “ประเทศไทยควรเข้าเป็นสมาชิก ‘TPP’  หรือไม่ ?” ว่า การกำหนดให้ผู้ที่เปิดเผยข้อมูลความลับทางการค้าต้องโทษอาญา ซึ่งข้อกำหนดนี้ไม่ได้ยกเว้นให้กับนักข่าวหรือผู้เปิดโปงความไม่ชอบมาพากล (whistleblower) ส่งผลให้การเปิดเผยความไม่ชอบมาพากลทำไม่ได้ หากข้อมูลนั้นถือเป็นความลับทางการค้า หรือถูกตีความว่าเป็นความลับทางการค้า หรือหากนำข้อมูลนี้มาเปิดโปง คนเหล่านี้ก็จะต้องรับผิดทางอาญา”

จากข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า TPP เป็นการปกป้องรักษาผลประโยชน์ให้กับบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ข้ามชาติ ด้วยการที่ TPP มีการกำหนดให้รัฐสมาชิกต้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในลักษณะที่เข้มงวด มากกว่าระดับมาตรฐานที่ตกลงกันไว้ใน WTO ความตกลง TPP เรื่องการคุ้มครองความลับทางการค้า ซึ่งเขียนไว้กว้างมาก โดยประเทศสมาชิก TPP สามารถคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับประเทศที่มีการละเมิด IP ได้ แม้ว่าการละเมิดนั้นจะไม่ได้ทำไปเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า

จากข้อตกลงดังกล่าวของ TPP อาจทำให้บริษัทต่างชาติสามารถฟ้องร้องรัฐบาลท้องถิ่น อาทิ หากบริษัทต่างชาติมาทำเหมืองหรือโรงงาน จนก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์สิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ และรัฐบาลมีการออกคำสั่งให้หยุดกิจการ บริษัทเหล่านี้จะสามารถฟ้องรัฐบาลที่ทำให้ขาดทุนกำไรในอนาคตได้ตามข้อตกลง TPP

อีกทั้งประเทศสมาชิก TPP ยังสามารถฟ้องร้องบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตได้ หากลูกค้าของบริษัทละเมิด IP ซึ่งนั่นหมายถึงการสนับสนุนให้บริษัทต้องทำการมอนิเตอร์การใช้งานอินเทอร์เน็ตของลูกค้าทุกราย  เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนบนโลกอินเทอร์เน็ต

ในส่วนของนางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ผู้ทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูล-ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA : Free Trade Agreements) ระหว่างประเทศไทยและประเทศ/กลุ่มประเทศต่าง ๆ แสดงความคิดเห็นต่อโต๊ะหารือของกระทรวงพาณิชย์ว่า การที่ไทยจะเข้าร่วม TPP จะโดนเรื่องการผูกขาดการค้ายาเพิ่มขึ้น 1–10 ปี และจะส่งผลกระทบต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของไทย โดยคนไทยจะได้ยาที่ราคาแพงมากขึ้น

อีกทั้งจากการประเมินของกระทรวงสาธารณสุขที่มีการตั้งงบประมาณตั้งแต่ 2,835-288,266 ล้านบาทต่อปีนั้น ทางรัฐบาลมีการรองรับและเยียวยาได้อย่างไร เพราะเมื่อเทียบกับงานศึกษาของสถาบันปัญญาภิวัฒน์ที่กระทรวงพาณิชย์จัดจ้างพบว่า การเข้าร่วม TPP จะทำให้ GDP ของประเทศโตเพิ่มขึ้นแค่ 0.77% เท่านั้น

สำหรับในเรื่องการคุ้มครองลิขสิทธิ์ (copyright) ก็ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและค่ายาแพงขึ้นอย่างมหาศาล เนื่องจากบริษัทยาข้ามชาติสามารถผูกขาดสูตรยาได้อย่างต่อเนื่องยาวนานมากยิ่งขึ้น และภายใต้ Extending Data Exclusivity Provisions ทำให้สูตรยาเหล่านี้ไม่ได้รับการเปิดเผย แม้จะมีความสามารถในการผลิตและทำให้ราคาถูกลงก็ตาม เนื่องจากงานที่สร้างสรรค์โดยบุคคลจะขยายการคุ้มครองลิขสิทธิ์จาก 50 ปีเป็น 70 ปีหลังผู้สร้างสรรค์เสียชีวิต ขณะที่ในกรณีผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคลจะขยายเป็น 120 ปี

นอกจากนี้ ข้อตกลง TPP ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจาก NGO ไทย เนื่องจากไม่มีความโปร่งใสในกระบวนการร่างที่ไม่เปิดเผยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เข้าไปมีส่วนร่วม กระบวนการถูกทำให้เป็นความลับ ซึ่งข้อเสียเปรียบของไทยที่หนักที่สุดคือ ไม่ได้เป็นหนึ่งในประเทศริเริ่ม ทำให้ไม่มีสิทธิเจรจาต่อรองใด ๆ ทำได้เพียงเลือกว่าจะเข้าร่วมหรือไม่เท่านั้น

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียน ด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน 9 สาขาใน 10 ประเทศเพื่อให้บริการท่าน สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล :AECconnect@bbl.co.th สายด่วน 1333

 

sme-go-inter_v4

1013 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น