ไทยจัดประชุม ACD ดึง 34 ประเทศ ผนึกกำลังเชื่อมเอเชีย

ไทย จัดประชุมยิ่งใหญ่ “กรอบความร่วมมือเอเชีย : ACD” ผนึก 34 ประเทศสมาชิก รับรองวิสัยทัศน์ความร่วมมือเอเชีย ค.ศ. 2030 ปฏิญญากรุงเทพ สร้างอำนาจต่อรองบนเวทีโลก

เป็นที่กล่าวถึงกันอย่างกว้างขวางสำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำระดับเอเชีย ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่าง 9-10 ตุลาคม 2559 ณ กรุงเทพมหานคร ภายใต้หัวข้อหลัก “เอเชียหนึ่งเดียว หลากหลายในพลัง” (One Asia, Diverse Strengths) โดยมีผู้นำระดับประเทศจากนานาชาติเข้าร่วมถึง 34 ชาติสมาชิก

กรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue : ACD) ถูกนำเสนอครั้งแรกโดยประเทศไทย ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อ 17–20 กันยายน 2543 จนได้เสนอแนวคิด ACD อย่างเป็นทางการในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 34 ที่กรุงฮานอย ระหว่างวันที่ 23-24 กรกฎาคม 2544 และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (Retreat) ที่ภูเก็ต ระหว่างวันที่ 20-21 กุมภาพันธ์ 2545 และยังได้มีการหารือเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง จนทำให้ ACD เป็นที่รู้จักและยอมรับมากขึ้น

เป้าหมายของการก่อตั้ง ACD เกิดขึ้นมาเพื่อนำจุดแข็งของแต่ละประเทศมาเชื่อมโยงในสิ่งที่ขาดหาย ผนึกกำลังแต่ละประเทศให้เข้มแข็ง เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรอง (Soft Power) บนเวทีโลก ACD จึงเป็นเวทีหารือระดับผู้นำที่สามารถรวมสมาชิกจากทั่วภูมิภาคเอเชีย มาประชุมหารือในเรื่องต่าง ๆ ภายใต้บรรยากาศที่เป็นมิตร ไม่ต้องมีพิธีการซับซ้อน จากจุดเริ่มต้น 18 ประเทศ จนในปัจจุบันมีถึง 34 ประเทศสมาชิก

และผู้นำทั้ง 34 ประเทศ ได้มารวมตัวกันอีกครั้งที่ประเทศไทย ซึ่งได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย ครั้งที่ 2 (ACD Summit) ระหว่างวันที่ 9-10 ตุลาคม 2559 ณ กรุงเทพมหานคร ภายใต้หัวข้อหลัก “เอเชียหนึ่งเดียว หลากหลายในพลัง” (One Asia, Diverse Strengths)

สำหรับการประชุมดังกล่าว พลโท วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของประเทศสมาชิก ACD ในการกำหนดแนวทางความร่วมมือของภูมิภาคในอีก 14 ปีข้างหน้า ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อภูมิภาค โดยส่งเสริมจุดแข็งและศักยภาพที่หลากหลายของเอเชีย และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อร่วมสร้างประชาคมเอเชียในอนาคตอย่างมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า การที่ไทยได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ไทยได้รับความเชื่อมั่นและการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศ ในการแสดงบทบาทนำที่สร้างสรรค์ทั้งในฐานะประเทศผู้ก่อตั้งและสมาชิก ACD  โดยการประชุมได้มีการรับรองวิสัยทัศน์ความร่วมมือเอเชีย ค.ศ. 2030 ปฏิญญากรุงเทพฯ  และเอกสารประกาศบทบาทของเอเชียในการกระตุ้นพลวัตการเติบโตผ่านการเป็นหุ้นส่วนเพื่อความเชื่อมโยง

แต่ที่น่าสนใจของบรรดาสื่อมวลชนไทยก็คือ  การมาเยือนประเทศไทยของรัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย และจากบาห์เรน เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ หลังจากที่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีมาร่วมประชุมและหารือกับรัฐบาลไทย ซึ่งการเข้าร่วมพบปะหารือสามฝ่ายร่วมกับเจ้าชายคอลิฟะห์ บิน ซัลมาน อัล คอลิฟะห์ นายกรัฐมนตรีบาห์เรน และนาย อเดล อัล-จูเบอีร์ รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อต้องการสานความสัมพันธ์ระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบีย โดยสมเด็จพระราชาธิบดีซาอุดีอาระเบีย ได้ทรงมอบหมายให้ รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย เดินทางมาเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย ครั้งที่ 2 ในครั้งนี้ และรวมทั้งเสริมสร้างแนวทางเพื่อสานความสัมพันธ์ของไทยและซาอุดีอาระเบียอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-อิหร่าน เมื่อการประชุมระดับรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือเอเชีย (ACD) ประธานาธิบดีจากอิหร่าน ให้ความสำคัญกับการมาเยือนอย่างมาก โดยคณะเยือนครั้งนี้ ได้นำบุคคลสำคัญของฝ่ายอิหร่านเดินมาด้วย เพื่อสร้างความสัมพันธ์หน้าใหม่กับไทยทุกด้าน โดยเฉพาะพืชผลทางการเกษตร และอาหารแปรรูปของไทย ซึ่งอิหร่านยังแสดงออกชัดเจนในการจะขอซื้อข้าวจากประเทศไทย โดยขั้นตอนทั้งหมดอยู่ในระหว่างฝ่ายอิหร่านตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานตามกระทรวงสาธารณสุข

ที่สำคัญการประชุม ACD ช่วงท้ายรัฐบาลไทยยังได้รับเกียรติจาก นายแจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งประธานกลุ่มบริษัทอาลีบาบา ได้นำเสนอผลการประชุม ACD Connect Business Forum 2016 ของภาคเอกชน ซึ่งตอนหนึ่งของคำกล่าวระบุว่า  รัฐบาลทุกประเทศควรให้ความสำคัญและโอกาสแก่ธุรกิจขนาดเล็ก และกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพราะจะเป็นกลุ่มที่ช่วยขยายเศรษฐกิจของประเทศได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการทำให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญในการใช้เทคโนโลยี เพื่อช่วยในการทำธุรกิจ

จากนั้น นายแจ็ค หม่า ยังได้พบปะหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยพลโทวีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงข้อเสนอเกี่ยวกับการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SME และการส่งเสริมให้สร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนต่อการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศ ซึ่งอาลีบาบาจะแบ่งปันประสบการณ์ดังกล่าวให้กับไทยด้วย

นายกรัฐมนตรีมองว่าความร่วมมือระหว่างไทยกับอาลีบาบา จะช่วยให้ SME ไทย มีโอกาสในการจำหน่ายสินค้าและบริการในตลาดที่กว้างขึ้นและครบวงจร นอกจากนี้ไทยยังได้สอบถามถึงแนวคิดของอาลีบาบาในการจัดตั้งศูนย์กลางการค้าโลก (Global Trading Center) ในไทย ซึ่งฝ่ายอาลีบาบาจะได้ประโยชน์จากการกระจายสินค้าที่จำหน่ายผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งในไทยและภูมิภาค ในเวลาเดียวกันผู้ประกอบการไทยจะมีตลาดรองรับสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย

อนึ่ง การเริ่มต้นของ ACD ช่วงแรกนั้นมาจากการวิกฤตการณ์ปัญหาของเอเชีย จากหนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อเป็นเป้าหมายใหม่สู่ความมั่นคงทางการเงินของเอเชีย ในกรณีที่มีปัญหาขึ้นมาจะได้ไม่ต้องพึ่งพา IMF ในการปรับโครงสร้างทางการเงิน และรวมกลุ่มกันอย่างมีนัยยะบางอย่าง ด้วยความที่ ACD เป็นการร่วมกันของชาติมหาอำนาจตะวันออกอย่าง รัสเซีย ตะวันออกกลาง (UAE) จีน และญี่ปุ่น จึงเหมือนเป็นการรวมตัวกันในเชิงสร้างอำนาจอ่อน (Soft Power) เพื่อต่อรองกับชาติตะวันตกกลาย ๆ

389 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น