บันทึกไว้ในความทรงจำ พระราชดำรัส รัชกาลที่ 9 ก่อนทรงพระผนวช ปี 2499

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมราชวงศ์จักรีที่ได้เสด็จออกทรงพระผนวชในระหว่างกาลที่เสด็จขึ้นพระไอศวรรยาธิปัตย์ปกครองราชอาณาจักรเป็นสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าอยู่นั้นมีอยู่ไม่กี่พระองค์

พระองค์แรกคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตโกสินทร์ และพระองค์ถัดมาคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามิทราธิราช บรมนาถบพิตร มหาราช รัชกาลที่ 9

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2499 ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้รอเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ณ ลานพระที่นั่งสุทไธยสวรรย์ปราสาท เพื่อมีพระราชดำรัสแก่ราษฎรก่อนที่จะทรงพระผนวช ใจความตอนหนึ่งว่า

“ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ท่านทั้งปวงมาร่วมประชุมกัน ณ ที่นี้ ขอถือโอกาสแจ้งดำริที่จะบรรพชาอุปสมบทให้บรรดาอาณาประชาราษฎรทราบทั่วกัน”

โดยในครานั้นได้มีการถ่ายทอดเสียงไปทั่วทั้งพระราชอาณาจักร หลังจากจบกระแสพระราชดำรัส ประชาชนต่างเปล่งเสียงไชโยถวายพระพรด้วยความปีติยินดีในพระราชศรัทธา

ส่วนพระราชพิธีบรรพชาอุปสมบทมีขึ้นในวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2499 ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมหาราชวัง ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชในขณะนั้น พระราชอุปัธยาจารย์ทรงทำอุปสมบทกรรม ถวายพระฉายาในพระบวรพุทธศาสนาว่า “ภูมิพโล”

ช่วงหนึ่งในขณะที่พระพรหมมุนีกำลังเฝ้าฯ ถวายธรรมะเรื่องสังขารนั้น  ได้มีพระราชปุจฉาถึงพระพรหมมุนีว่า “การที่มีคนป่าวข่าวทำให้เสียชื่อเสียง และอาจส่งผลสะท้อนถึงฐานะของครอบครัว ตลอดจนญาติพี่น้องวงตระกูล สมควรที่สมณเพศ และคฤหัสถ์จะปฏิบัติตนเช่นไร เมื่อมีการเช่นนี้เกิดขึ้น”

โดยพระพรหมมุนีได้ถวายว่า ทางสมณเพศจงกระทำความดีต่อไป ความจริงย่อมหนีไปไม่พ้น พระสัมมนาสัมพุทธเจ้าก็ประทานโอกาสให้แก้ตัวขอความเป็นธรรมจากศาลก็ไม่ผิด แต่ถ้าตั้งใจปฏิบัติชอบต่อไป โดยไม่สะทกสะท้านต่อการใส่ความของเรา จะถือเป็นกรรมก็ได้ เป็นเรื่องของสังขาร ส่วนเหตุคือคนอื่นปรุงแต่งให้เป็นเรื่องเป็นราว

1787 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น