แบบจำลองทางเศรษฐกิจ…ของพ่อ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อบรรดาราษฎรในพื้นที่ชนบท ซึ่งได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนเพื่อศึกษาสภาพความเป็นอยู่ ซึ่งนำไปสู่พระบรมราชวินิจฉัยถึงที่มาแห่งปัญหา แนวทางในการแก้ไขปัญหา นโยบายและมาตรการที่เหมาะสมมีประสิทธิภาพ พระบรมราชวินิจฉัยในปัญหาความยากจนของพสกนิกรส่วนใหญ่ในชนบท แสดงออกถึงอัจฉริยภาพในการวิเคราะห์เชิงเศรษฐกิจที่ถ่องแท้และลึกซึ้ง อันสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและหลักเศรษฐศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับใช้อธิบายปัญหาของประเทศไทย

ในเบื้องแรกได้ทอดพระเนตรเห็นสัจธรรมว่า เศรษฐกิจชนบทเป็นปัญหาพื้นฐานของเศรษฐกิจแห่งประเทศไทย ซึ่งต้องการความรู้ความเข้าใจในข้อมูลความเป็นจริง อีกทั้งนโยบายและมาตรการที่เหมาะสมสำหรับการดูแลแก้ไข การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรในท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วพระราชอาณาจักร รวมทั้งถิ่นทุรกันดารซึ่งแม้แต่ข้าราชการก็ไม่เคยไปเยือน และนักวิชาการก็ไม่ได้ให้ความสนใจ ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงได้รับทราบรายละเอียดของปัญหาความเดือดร้อนต่าง ๆ ของราษฎร ด้วยพระอัจฉริยภาพในด้านการวิเคราะห์ปัญหาและพระปรีชาสามารถในวิชาการแขนงต่าง ๆ ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9  ทรงกำหนด “ยุทธศาสตร์” ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะที่สำคัญ

“ยุทธศาสตร์” ในลักษณะแรกเป็นการสร้าง “แบบจำลอง” ของเศรษฐกิจไทยที่มีความสอดคล้องกับศักยภาพและสภาพความเป็นจริง เพื่อที่จะได้เห็นจุดแข็งและจุดอ่อน ซึ่งจะนำไปสู่นโยบายและมาตรการที่จำเป็นในการแก้ปัญหา

ลักษณะที่สอง สะท้อนออกมาเป็น “โครงการ” ต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งโครงการและค้นคว้าทดลอง โครงการที่เป็นมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โครงการพัฒนาเฉพาะกิจและโครงการเพื่อการศึกษา สาธารณสุข และสังคมสงเคราะห์ ซึ่งมีจำนวนรวมนับพันโครงการ ซึ่งทางราชการได้น้อมเกล้าฯ รับโครงการต่าง ๆ ตามพระราชดำริเพื่อไปพิจารณาดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์

ในส่วนของ “ยุทธศาสตร์” ที่มีลักษณะเป็น “แบบจำลอง” นั้น ทรงให้ความสำคัญเป็นพิเศษในเรื่องโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจอันเป็นส่วนรวม ทรงเน้นการพัฒนาโดยการสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่ในเบื้องต้นก่อน แล้วจึงค่อยสร้างเสริมความเจริญและฐานเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นเป็นลำดับต่อไป

ซึ่งแนวพระราชดำริในเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจนี้ต่อมาได้รู้จักกันในแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งขยายความว่า แนวทางการพัฒนาที่จะนำความมั่นคงและยั่งยืนมาสู่สังคมไทยนั้น จำเป็นจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความพอพียง” ซึ่งหมายถึง “การพอมีพอกิน” ที่เกิดจากการพึ่งตัวเองก่อนเป็นสำคัญ ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และระดับประเทศเป็นเบื้องต้นก่อน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9  ทรงมีพระราชดำริว่า “เศรษฐกิจธุรกิจแต่อย่างเดียวนั้นไม่สามารถทำให้คนไทยพึ่งตนเองได้” และทรงเห็นว่าหาก “เศรษฐกิจพอเพียง” มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 25 ของระบบเศรษฐกิจ ประเทศไทยจะมีความมั่นคงในการพัฒนาเศรษฐกิจ

ซึ่งการกำหนดรากฐานของโครงสร้างทางเศรษฐกิจประเทศไทยด้วยแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นการอภิวัฒน์แนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่มีความสำคัญ สามารถนำไปใช้กับกลุ่มประเทศที่มีขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีในระดับต่ำที่แสวงหาความ “พออยู่พอกิน” ของราษฎรส่วนใหญ่ และ “ของสังคมเป็นส่วนรวม”

กล่าวคือ “แบบจำลองทางเศรษฐกิจ” ตามพระราชดำริสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา หรือประเทศที่พึ่งตนเองทางเทคโนโลยีได้น้อย ฐานรากของโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศดังกล่าว ควรจะต้องประกอบไปด้วยความพอมีพอกินที่เกิดจากการพึ่งตนเองเป็นหลักสำหรับราษฎรส่วนใหญ่ ขณะที่แนวคิดดังกล่าวนี้ก็ควรจะได้ประยุกต์ใช้ในกรณีของประเทศเป็นส่วนรวมด้วย ซึ่งแบบจำลองตามพระราชดำรินี้คือ “ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์” ที่ได้รับการประยุกต์ ปรับแต่งให้สอดคล้องเหมาะสมกับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยที่กำลังพัฒนานั่นเอง

เรียบเรียงข้อมูลจาก : หนังสือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย 2549

492 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น