ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในโลกของทุนนิยม

เจาะแนวคิดพระราชดำรัส ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กับการประยุกต์ใช้ในยุคแห่งการค้าโลกเสรี

“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็นที่ยอมรับไม่ใช่แค่แต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ยอมรับในระดับเวทีสหประชาชาติ (ยูเอ็น) โดยยูเอ็นเคยได้น้อมเกล้าฯ ถวายรางวัลให้กับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในฐานะของกษัตริย์นักพัฒนา (Development King)

สำหรับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นกระแสวิพากษ์เศรษฐกิจในระบบตลาดที่มีรากฐานมาจากตลาดเสรีในระบบทุนนิยม โดยปัญหาส่วนใหญ่ของระบบเศรษฐกิจปัจจุบันมาจากกระแสโลกาภิวัตน์ การทำให้ประเทศเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ ดึงความเป็นโลกตะวันตกมามากขึ้น ซึ่งเศรษฐกิจของประเทศจะตกอยู่ภายใต้กลไกของตลาดโลก และจากประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ เมื่อลองประมวลภาพรวมของเศรษฐกิจตั้งแต่สมัย พ.ศ.๒๔๙๘–๒๕๕๙ จะพบว่าล้วนสะท้อนให้เห็นทิศทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจตลาดเสรี ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยพึ่งพาปัจจัยจากตลาดภายนอก (เสน่ห์ จามริก : 2543)

แต่เดิมนั้น กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงมีจุดเริ่มต้นในฐานะส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงการพระราชดำรัสเมื่อปี พ.ศ. 2517 เพื่อเชื่อมโยงให้เห็นบริบทของการก่อตัวการพัฒนาประเทศในทิศทางตรงข้ามของรัฐบาลที่เน้นโยงเข้ากับเศรษฐกิจในระบบทุนนิยม และกลายเป็นพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระราชทานแก่พสกนิกรในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2540

ด้วยมีความเข้าพระราชหฤทัยว่า สาเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจที่ประเทศไทยประสบปัญหาเมื่อปี พ.ศ.2540 (วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง) และขยายความเรื่องพระราชดำรัส เศรษฐกิจพอเพียงต่อในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2541 ใจความสำคัญคือ การมีเศรษฐกิจแบบพออยู่ พอกิน (having enough to live and to eat) หมายความว่าสามารถเลี้ยงตัวเองได้

เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ผ่านการคิดปฏิบัติจริง โดยพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชให้พสกนิกรอยู่ดีกินดี จากการเริ่มต้นที่คน ครอบครัว และชุมชน และความจริงนั้นการนำเศรษฐกิจพอเพียงประยุกต์ใช้เข้ากับเศรษฐกิจกระแสหลัก  ก็สามารถเป็นไปได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาปัจจัยจากโลกภายนอก มีการดำรงชีวิตเพื่อการผลิตในการดำรงชีพ (self-sufficient economy) มากกว่าความต้องการขาย (Trade Economy) เป็นแนวคิดที่มีมิติของการดำเนินการเพื่อเตรียมการเข้าสู่ระบบทุนนิยม

จุดสำคัญที่ทำให้ปรัชญาเกษตรพอเพียงสามารถเข้ากับเศรษฐศาสตร์กระแสหลักได้คือ การบริหารความเสี่ยง ความพอดีและมีเหตุผลนี่เอง ที่สามารถนำมาตีความในทางเศรษฐศาสตร์ได้โดยไม่ขัดแย้ง “การทำให้ดีที่สุดโดยมีการจัดการที่เหมาะสม” (optimization through proper risk management) (อภิชัย พันธเสน 2542 : 18)

อย่างที่กล่าวมา นักเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทยมีการตีความเศรษฐกิจพอเพียงออกเป็น สองกลุ่ม คือ กลุ่มที่อธิบายเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็นแนวคิดที่วิพากษ์กับเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก โดยมีการนำเอาพระราชดำรัสให้ความหมายว่า “พอประมาณซื่อตรงไม่โลภ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น” ส่วนกลุ่มที่สอง มีการอธิบายถึงเศรษฐกิจพอเพียงสอดคล้องกับเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก โดยนำพระราชดำรัสมาให้ความหมายว่า พอประมาณและมีเหตุผล เพื่อบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการทำธุรกิจ

กระแสปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 จึงกลายเป็นแนวทางคู่ขนานกับโลกในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยกลับดำเนินไปในทิศทางเดียวกันกับเสรีประชาธิปไตยในวิถีพัฒนาการของสังคมโลก ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลหลายชุดก็พยายามนำปรัชญาดังกล่าวเข้าไปอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมีการย้ำให้พึ่งพาตนเอง อาทิ เศรษฐกิจชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน การสร้างเครือข่ายภายในและระหว่างชุมชน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงไม่เพียงแต่เป็นระเบียบวาระแห่งชาติ (Nation Agenda) ของไทย แต่ยังเป็นระเบียบวาระของโลกอีกด้วย

2771 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น