“สมเด็จย่า” พระราชภาระเพื่อชาติ

“ลูกของหม่อมฉัน หม่อมฉันรักดั่งดวงใจ…ถ้าได้ช่วยลูก ๆ ให้ได้รับการอบรมและเล่าเรียนในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองได้แล้ว หม่อมฉันก็จะรู้สึกอิ่มใจเหมือนกัน”

ความตอนหนึ่งซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่าของปวงชนชาวไทย ทรงตรัสทูลกับสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในการที่ทรงต้องรับหน้าที่อบรมเลี้ยงดูพระราชโอรสธิดาทั้งสามพระองค์

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติในวันที่ 2 มีนาคม พุทธศักราช 2477 และรัฐสภาได้มีมติอัญเชิญพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดลเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 นั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่มีพระชนมายุเพียง 9 พรรษา นับว่าพระชนมายุยังน้อยนัก จึงตกเป็นพระราชภาระของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งขณะนั้นออกพระนามว่าพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ที่จะต้องถวายอภิบาล

พระราชภาระนี้ไม่ใช่พระราชภาระธรรมดาทางครอบครัวที่มารดาพึงกระทำต่อบุตรเสียแล้ว แต่เป็นพระราชภาระถวายพระอภิบาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้เป็นพระประมุขของคนไทยทั้งชาติและกุลเชษฐ์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ จึงนับเป็นพระราชภารกิจเพื่อประเทศชาติยิ่งไปกว่าพระราชภารกิจทางครอบครัวในช่วงเวลานั้น พระราชโอรสองค์เล็กคือสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ก็ยังต้องอยู่ในพระอภิบาลด้วย และต่อมาได้เถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

เมื่อพิจารณาจากเวลานี้ย้อนกลับไปก็ต้องกล่าวว่า พระราชชนนีศรีสังวาลย์ในขณะนั้นมีผู้ที่จะเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระอภิบาลถึง 2 พระองค์ และน่าอัศจรรย์ที่ทั้ง 2 พระองค์ มีพระราชจริยวัตรงดงามเป็นที่เคารพรักของพสกนิกรไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เว้นแต่พระองค์หนึ่งมีระยะเวลาในรัชกาลยืนยาวนานจึงทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพิ่มมากขึ้นเป็นอเนกประการ เหตุดังนี้ย่อมจะเนื่องมาจากการอบรมศึกษาที่ดีซึ่งสมเด็จพระราชชนนีแต่พระองค์เดียวที่ทรงมีโอกาสใกล้ชิด ถวายอภิบาลต่อเนื่องกันมาจนต่างก็ทรงจำเริญพระชันษาบรรลุพระราชนิติภาวะเป็นพระมหากษัตริย์ที่เคารพรักของประชาชน จนแม้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เคยตรัสชมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 เมื่อทรงพระเยาว์ว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีชนนีดี

เมื่อรัชกาลที่ 8 ทรงรับราชสมบัติด้วยการตัดสินพระทัยส่วนหนึ่งของสมเด็จพระบรมราชชนนีด้วยนั้น ครอบครัวมหิดลทุกพระองค์ประทับอยู่ที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ การถวายพระอภิบาลพระเจ้าอยู่หัวยุวกษัตริย์จึงเป็นพระราชภาระแต่พระองค์ ณ ต่างประเทศอันห่างไกล ปราศจากข้าราชบริพารพรั่งพร้อม ทั้งมิได้ประทับอยู่ในพระราชมณเฑียรเวียงวัง ในด้านการเสวยการประทับ พระองค์โปรดความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ไม่หรูหรา พอพระทัยที่จะทรงปฏิบัติอย่างชาวพื้นเมืองธรรมดา

ในช่วงเวลาหนึ่งยังต้องทรงเผชิญกับวิกฤตการณ์สงครามโลก ภยันตรายที่น่าสะพรึงกลัวจากมหาสงครามอาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ จนบางครั้งต้องทรงเตรียมการหลบภัย ชาวพื้นเมืองในเวลานั้นขัดสนอย่างไรก็ต้องทรงขัดสนด้วย จนถึงกับต้องใช้บัตรปันส่วนซื้ออาหาร แต่ก็ทรงสามารถรักษาพระเกียรติยศ ดำรงพระองค์และอภิบาลรักษาพระราชโอรสมาได้อย่างน่าสรรเสริญ ยากที่จะหาสตรีใดเสมอเหมือน

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเป็นสตรีผู้ประเสริฐสุดพระองค์หนึ่งของประเทศ และทรงเป็นแบบฉบับของการดำรงชีวิตที่น่ายกย่อง ทรงเป็นนักกีฬาดังที่เคยโปรดสกี การทรงม้า แบดมินตัน เปตอง และที่สำคัญอีกทั้งยังมีความหมายต่อพสกนิกรชาวไทยมากที่สุด คือ ทรงเป็นนักถ่ายภาพและนักอนุรักษ์ภาพชั้นเยี่ยมที่มีพระดำริกว้างไกล จึงเป็นเหตุให้อนุชนชาวไทยได้ชมพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์เมื่อทรงเยาว์วัย ตลอดจนภาพความเป็นไปต่าง ๆ ของครอบครัวราชสกุลมหิดล

นับเป็นบุญของพสกนิกรชาวไทยที่มีสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นสมเด็จย่าแห่งแผ่นดิน ทรงเป็นพระขัตติยนารีผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เสด็จสถิตอยู่ในดวงใจผองชนชาวไทยชั่วกาล

เรียบเรียงจาก : หนังสือเทิดพระเกียรติรำลึก สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ปีที่ 11 คล้ายวันเสด็จสู่สวรรคาลัย

2497 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น