มหาปราชญ์ ร.9 พลิกปัญหา ฝิ่น สู่โครงการ ดอยคำ

ด้วยพระอัจฉริยภาพ “มหาปราชญ์” ล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 พลิกปัญหาการปลูกฝิ่นในประเทศไทย

กระแสรักสุขภาพในช่วงที่ผ่านมา ทำให้คนรุ่นใหม่รู้จักผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวงอย่าง “ดอยคำ” มากขึ้น โดยเฉพาะน้ำมะเขือเทศดอยคำอันเลื่องชื่อด้านสรรพคุณคงความงามไว้บนใบหน้าสตรีไทยได้อย่างไม่ต้องพึ่งพาคลินิกศัลยแพทย์นั้น  จะมีที่มาจากปัญหาการค้ายาเสพติดครั้งใหญ่ของโลกในประเทศไทย  โดยเฉพาะการแอบลักลอบปลูกฝิ่นในพื้นที่ทางภาคเหนือ

“ฝิ่น” เป็นปัญหาระดับประเทศ และลุกลามไปทั่วโลกตั้งแต่สมัยสงครามเย็น จนนำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์แมนจูของจีนมาแล้ว

สำหรับประเทศไทยด้วยเพราะพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ในการเผชิญกับมหาอำนาจตะวันตก และการควบคุมปัญหา “ฝิ่น” อย่างเต็มรูปแบบได้อย่างน่าอัศจรรย์ เปลี่ยนวิถีชีวิตชาวเขาด้วยการพระราชทานโครงการพระราชดำริ พร้อมปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาร้ายแรงในพื้นที่เพาะปลูกฝิ่น และผลิตเฮโลอีนขนาดใหญ่ของไทยเคยอยู่แถวบริเวณ “สามเหลี่ยมทองคำ” ในอำเภอเชียงแสง จังหวัดเชียงราย เป็นจุดที่ไทย ลาว เมียนมา มาบรรจบกัน

ภาพจำของคนทั่วไปต่อพื้นที่ดังกล่าว เป็นภาพเห็นหมอกควันปกคลุมทั่วแม่น้ำโขงและหุบเขา ภาพของป่าที่อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ความลึกลับซุกซ่อน ลักลอบของขบวนการติดอาวุธ ชาวเขาผู้ลักลอบปลูกพืชผิดกฎหมายในดินแดนสามเหลี่ยมทองคำ อดีตแหล่งที่มาของเฮโรอีนกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนที่มีอยู่ทั้งหมดในโลกจุดกำเนิดนั้นเคยเกิดขึ้นที่แห่งนี้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงตระหนักถึงเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก หลังจากการเสด็จเยี่ยมราษฎรบนพื้นที่แนวเทือกเขาของภาคเหนือในประเทศไทย พบว่าไม่เพียงในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำเท่านั้น แต่ยังพบการปลูกฝิ่นในพื้นที่เทือกเขาในจังหวัดอื่น ๆ ทางเหนือของไทยอีก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9  ยังทรงพบว่า จากการเสด็จเยี่ยมชาวเขาบนดอย เมื่อปี พ.ศ.2512  ชาวเขามีความยากจน ขาดแคลนเสื้อผ้า สุขอนามัยไม่ดี อาหารไม่เพียงพอ คุณภาพชีวิตต่ำ รายได้จากฝิ่นน่าจะน้อยกว่าที่ทุกคนคิด ชาวเขาได้เงินจากฝิ่นเท่า ๆ กับที่ได้จากการปลูกท้อพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งโดยวิธีติดตาต่อกิ่งกับท้อฝรั่ง ก็ควรจะได้ผลใหญ่ หวานฉ่ำ ทำรายได้สูงกว่าฝิ่นเป็นแน่ ดังนั้น จึงทรงตั้งโครงการหลวงขึ้นเป็นโครงการส่วนพระองค์ เพื่อดำเนินการ ซึ่งก็กลายเป็นโครงการแรกของโลกที่กำจัดฝิ่น  โดยปลูกพืชที่มีรายได้ดีกว่าแทน

ชาวเขาในอดีตปลูกฝิ่นเป็นรายได้หลักก็เพราะไม่ทราบว่าจะปลูกพืชอื่นใดนอกจากฝิ่น  ฝิ่นเป็นพืชทำเงินเพียงอย่างเดียวที่รู้จัก พืชอื่น ๆ เช่น ข้าว ข้าวโพด ฯลฯ นั้น ก็ปลูกเพื่อใช้รับประทานและเลี้ยงสัตว์

แต่ด้วยความมุ่งมั่นของพระองค์ในการต้องการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จึงก่อเกิดโครงการในพระราชดำริ “ปลูกพืชแทนฝิ่น” ขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก โดยการพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์  เพื่อทำวิจัยก่อนในช่วงแรก จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิจัยกระทรวงเกษตร จากสหรัฐฯ ได้บริจาคเงินช่วยเหลือโครงการฯ อีก 150 ล้านบาท หวังแก้ไขปัญหาการติดยาเสพติดของชาวสหรัฐฯ จำนวนมาก

งานวิจัยเริ่มต้นตั้งแต่วิเคราะห์ดิน น้ำ ป่า จนถึงกระบวนการผลิต ขนส่ง คมนาคม จัดจำหน่ายครบวงจร และค้นพบพืชเมืองหนาวกว่า 100 ชนิด หลายพันธุ์ ได้รับความช่วยเหลือจากประเทศต่าง ๆ ซึ่งเข้าใจและเห็นใจในปัญหาที่ไทยกำลังประสบอยู่ โดยมองว่าปัญหาเรื่องฝิ่นนั้นไม่ใช่เป็นปัญหาของประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของโลก

ผลการทดลองจากนักวิจัยได้ถ่ายทอดไปสู่ชาวเขา ซึ่งในระยะแรกเป็นการร่วมกันทดลองก่อน ก่อนกลายมาเป็นอาชีพอย่างจริงจังในระยะหลัง ชาวเขาเริ่มมีความเชื่อมั่นที่จะปลูกผัก ปลูกดอกไม้ ปลูกผลไม้ เพื่อทำรายได้แทนฝิ่น และเมื่อเห็นว่าได้เงินมาจริง ๆ ก็ค่อย ๆ ลดการปลูกฝิ่นลงจนในที่สุดหลายท้องที่ของโครงการฯ “ฝิ่น” กลายเป็นพืชที่หาดูได้ยากไปเสียแล้ว

สำหรับปัจจุบันโครงการฯ ดำเนินงานใน 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา และแม่ฮ่องสอน มีสถานีวิจัยหลัก 6 สถานี และสถานีส่งเสริมปลูกพืชทดแทนฝิ่น เรียกว่า ศูนย์พัฒนาโครงการ จำนวน 21 ศูนย์ และหมู่บ้านพัฒนาอีก 6 หมู่บ้าน รวมหมู่บ้านในเขตปฏิบัติการทั้งสิ้น 267 หมู่บ้าน

จากโครงการปลูกพืชแทนฝิ่นดังกล่าวแล้ว นำไปสู่โครงการหลวง “ดอยคำ” เป็นการแปรรูปต่อยอดจากสินค้าเกษตรที่ผลิตได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าโดยผลผลิต ประกอบด้วย ผักปลอดสารพิษ สมุนไพร ถั่วและธัญพืช ผลไม้ เห็ด ดอกไม้เมืองหนาว ผลิตผลปศุสัตว์ ผลิตผลประมง ผลิตผลป่าไม้ ดอกไม้แห้ง ผลิตภัณฑ์จากแฝก ไม้กระถาง และผลิตภัณฑ์แปรรูปในชื่อการค้า “ดอยคำ”

1339 Total Views 4 Views Today
แสดงความคิดเห็น