‘บึงมักกะสัน’ บำบัดน้ำเสียโดยใช้พืชแบบคนจน

ปัญหาแหล่งน้ำเน่าเสีย นับเป็นปัญหาสำคัญในเขตเมืองใหญ่ที่มีประชากรอยู่อย่างหนาแน่นและมีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่ดีพอ กรุงเทพมหานครก็เป็นเมืองใหญ่ที่ประสบกับปัญหาดังกล่าวมายาวนาน และนับวันก็ดูจะมีความยากในการแก้ไขปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีบึงมักกะสัน ซึ่งเป็นแหล่งระบายรองรับน้ำเสียขนาดใหญ่ แต่ก็ไม่สามารถรองรับปัญหาดังกล่าวได้ จนบึงมักกะสันเองก็เกิดปัญหาน้ำเน่าเสีย เสื่อมโทรม และกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคกลางเมือง

แต่เดิมนั้น บึงมักกะสันเป็นบึงขนาดใหญ่ที่อยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ขุดขึ้นในปี พ.ศ. 2474 เพื่อใช้เป็นแหล่งระบายน้ำและรองรับน้ำเสีย รวมทั้งน้ำมันเครื่องจากโรงงานรถไฟมักกะสัน ทำให้บึงมักกะสันตื้นเขินจากการตกตะกอนของสารแขวนลอย ประกอบกับครัวเรือนส่วนใหญ่ต่างก็ถ่ายสิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอยลงสู่บึงมักกะสันอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดเกิดปัญหาภาวะสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมและน้ำเน่าเสียกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค

ปัญหาที่แก้กันไม่ได้มายาวนานนี้ กลับคลี่คลายด้วยพระปรีชาสามารถและสายพระเนตรอันกว้างไกลของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงให้ความสำคัญกับเรื่อง ‘น้ำ’ และทรงศึกษาหาแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่อง ‘น้ำ’ ด้วยพระองค์เองมาโดยตลอด โดยทรงตระหนักถึงภัยแห่งภาวะมลพิษนี้ จึงได้พระราชทานพระราชดำริ เมื่อวันที่ 15 เมษายน และวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2528 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมปรับปรุงบึงมักกะสัน เพื่อช่วยระบายน้ำและบรรเทาสภาพน้ำเสียในคลองสามเสน โดยใช้รูปแบบ “เครื่องกรองน้ำธรรมชาติ” ความตอนหนึ่งว่า

“…บึงมักกะสันนี้ ทำโครงการที่เรียกว่าแบบคนจน โดยใช้หลักว่าผักตบชวาที่มีอยู่ทั่วไปนั้น เป็นพืชดูดความโสโครกออกมาแล้วก็ทำให้น้ำสะอาดขึ้นได้ เป็นเครื่องกรองธรรมชาติใช้พลังงานแสงอาทิตย์และธรรมชาติของการเติบโตของพืช…”

โครงการบำบัดน้ำเสียบึงมักกะสันอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงเกิดขึ้นโดยใช้หลักการบำบัดน้ำเสียโดยการกรองน้ำเสียด้วยผักตบชวา ตามแนวทฤษฎีการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ใช้วิธีการในรูปแบบของ “เครื่องกรองน้ำธรรมชาติ” คือการทดลองใช้ผักตบชวา ซึ่งเป็นวัชพืชที่ต้องการกำจัดอยู่แล้ว มาทำหน้าที่ดูดซับความโสโครก รวมทั้งสารพิษจากน้ำเน่าเสีย โดยทรงเน้นให้ทำการปรับปรุงอย่างประหยัด และไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมบึง
3-%e0%b8%9a%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99-bkkหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้รับสนองพระราชดำริจัดทำเป็นบ่อดินขนาดความลึก 0.5 – 2 เมตร ใส่ผักตบชวาเป็นตัวดูดซับสารอาหารและโลหะหนัก โดยจะมีการเปลี่ยนผักตบชวาทุก 10 สัปดาห์ ทำให้สามารถบำบัดน้ำเสียได้วันละ 30,000-100,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อมาการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการก่อสร้างทางด่วนมหานครขั้น 2 ระยะที่ 1 โดยมีแนวผ่านบึงมักกะสันและมีตอม่อโครงสร้างอยู่กลางบึง ทำให้น้ำในบึง ไม่ถูกแสงแดด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจึงได้พระราชทานพระราชดำริให้ใช้เครื่องพ่นอากาศเข้าช่วย มูลนิธิชัยพัฒนาและกรุงเทพมหานครจึงรับสนองพระราชดำริ ในการปรับปรุงบึงมักกะสัน เพื่อให้สามารถฟอกน้ำในคลองสามเสนให้สะอาดขึ้นวันละ 260,000 ลูกบาศก์เมตร ด้วยการใช้เครื่องเติมอากาศแบบทุ่นลอยร่วมกับการใช้ผักตบชวา ทำให้สามารถบำบัดน้ำเสียได้เพิ่มขึ้นจากเดิม 10 เท่า โดยมูลนิธิชัยพัฒนาเป็นผู้จัดหา และติดตั้งเครื่องเติมอากาศ ขนาด 11 KW จำนวน 10 เครื่องและกรุงเทพมหานครเป็นผู้ดำเนินการขุดลอกบึงพร้อมทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำและปลูกผักตบชวา ซึ่งน้ำที่ได้รับการบำบัดจนใสสะอาดขึ้นนี้ จะถูกระบายออกสู่คลองธรรมชาติตามเดิม แล้วจะรับน้ำเสียจำนวนใหม่เข้ามาดำเนินการผ่านกรรมวิธี เป็นวงจรเช่นนี้ต่อไป

“บึงมักกะสัน” นั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเปรียบเทียบว่าเป็นเสมือนดั่ง “ไตธรรมชาติ” ของกรุงเทพมหานคร คือเป็นแหล่งเก็บกักและระบายน้ำในฤดูฝน นอกจากนี้ยังมีผลพลอยได้หลายอย่าง เช่น ปุ๋ย เชื้อเพลิง เยื่อสานจากผักตบชวาและการปลูกพืชน้ำอื่นๆ เช่น ผักบุ้ง รวมทั้งการเลี้ยงปลาด้วย โดยมิได้มีพระราชประสงค์จะทำให้เป็นสวนสาธารณะแต่อย่างใด บึงมักกะสันจึงเป็นบึงที่สร้างภาวะแวดล้อมด้วยวิธีธรรมชาติ เรียบง่าย ประหยัด และที่สำคัญยังเป็นแหล่งค้นคว้าทดลองที่พระราชทานเพื่อประชาชนจะได้มีความสุขถ้วนทั่วหน้ากัน

โครงการบำบัดน้ำเสียบึงมักกะสันอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นอกจากจะช่วยบำบัดน้ำเสีย และมีผลพลอยได้เป็นผักตบชวาสำหรับทำปุ๋ยหมักหรือเชื้อเพลิงและอาหารสัตว์ตามเหมาะสมแล้ว ยังเป็นการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประประชาชนในพื้นที่รอบบริเวณบึงมักกะสันให้ดีขึ้นอีกด้วย การพัฒนาบึงมักกะสันแห่งนี้ จึงนับเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากพระปรีชาสามารถในเชิงวิชาการด้านนิเวศวิทยาและการแก้ไขปัญหาภาวะมลพิษทางน้ำ และด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างที่สุดสำหรับชาวไทยทั้งมวล …ที่มิอาจลืมเลือน

592 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น