หยุดพฤษภาสีเลือด ด้วยพระบารมี “ในหลวงภูมิพล”

บันทึกหน้าประวัติศาสตร์ พระราชอำนาจ รัชกาลที่ 9 แก้ไขวิกฤตการณ์พฤษภาทมิฬ จากกระแสพระราชทานพระราชดำรัส

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงใช้พระราชอำนาจ และพระบารมีในการแก้ไขเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 มาแล้ว โดยพระราชทานพระราชดำรัสทางวิทยุโทรทัศน์แก่ปวงชนชาวไทยทรงเรียกวันดังกล่าวว่า “วันมหาวิปโยค”เพราะเกิดการปะทะกันทำให้คนไทยด้วยกันต้องเสียชีวิตจำนวนมากและทรงขอให้ทุกฝ่ายตั้งสติยับยั้งระงับเหตุแห่งความรุนแรงและทรงขอให้ประชาชนสนับสนุนรัฐบาลใหม่เพื่อนำบ้านเมืองให้กลับสู่ภาวะปกติ อีกทั้งยังพระราชทานความช่วยเหลือทรงพระกรุณารับสั่งให้มหาดเล็ก เปิดประตูพระราชวังสวนจิตรลดาให้แก่กลุ่มผู้ชุมนุมนักศึกษาและประชาชนเข้ามาหลบภัย

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 (พฤษภาทมิฬ: Black May) เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเคลื่อนไหวที่โหดร้ายที่สุดของประวัติศาสตร์ไทย เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจากการรัฐประหารรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ โดยมีหัวหน้า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) คือ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ภายหลังการรัฐประหารได้เลือกนายอานันท์ ปันยารชุนรักษาการและได้ร่างรัฐธรรมนูญ จนมีการเลือกตั้งผลปรากฏว่านายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมได้คะแนนมากที่สุด แต่สุดท้ายไม่สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เนื่องจากถูกรัฐบาลสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำจากความใกล้ชิดกับนักค้ายาเสพติด (ฐานข้อมูลการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า .วันที่ 5 ต.ค. 2554)

ทำให้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ซึ่งเป็นการตระบัดสัตย์ที่เคยกล่าวไว้ว่าจะไม่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนได้รับฉายา “เสียสัตย์เพื่อชาติ” จากสื่อมวลชนในเวลาต่อมา (วาทกรรมทางการเมืองกับความหมายเชิงสัญญะ ,ผู้จัดการ.2555)

การรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกสุจินดา คราประยูร นำไปสู่การเคลื่อนไหวคัดค้านต่าง ๆ ของประชาชน รวมถึงการอดอาหารของร้อยตรีฉลาด วรฉัตร และพลตรีจำลอง ศรีเมือง (หัวหน้าพรรคพลังธรรมในขณะนั้น) สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่มีนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล เป็นเลขาธิการ (ปัจจุบันคือรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ตามมาด้วยการสนับสนุนของพรรคฝ่ายค้านประกอบด้วยพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเอกภาพ พรรคความหวังใหม่ และพรรคพลังธรรม โดยมีข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง และเสนอว่าผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง

การประท้วงทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อฝ่ายรัฐบาลมีการใช้กำลังเข้าปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม เกิดการเผชิญหน้ากันอย่างรุนแรงระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลถึงขั้นเสียเลือดเสียเนื้อ ระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลกับประชาชนผู้ชุมนุมมีผู้ได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายหลายคน

จนในที่สุดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าฯ ให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี และพลเอกเปรมติณสูลานนท์องคมนตรี นำพลเอกสุจินดา คราประยูรนายกรัฐมนตรี และพลตรีจำลอง ศรีเมืองผู้นำการประท้วงรัฐบาลเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับ พระราชทานกระแสพระราชดำริ เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จนสามารถคลี่คลายได้ด้วยพระบารมีอย่างรวดเร็ว ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลตอนหนึ่งได้กล่าวว่า

“…ปัญหาวันนี้ไม่ใช่ปัญหาของการบัญญัติหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ปัญหาทุกวันนี้คือความปลอดภัยและขวัญของประชาชน ซึ่งตอนนี้ประชาชนทั่วไปทุกแห่งหนมีความหวาดระแวงว่าประเทศจะล่มจม โดยที่จะแก้ไขลำบาก ตามข่าวที่ได้รับทราบมาจากต่างประเทศ เพราะเหตุว่าในขณะนี้ลูกชายทั้งลูกสาวก็อยู่ต่างประเทศ ทั้งสองก็ทราบดีแล้วก็ได้พยายามที่จะแจ้งกับคนที่อยู่ในประเทศเหล่านั้นว่าประเทศไทยนี้จะยังแก้ไขสถานการณ์ได้ แต่ว่ารู้สึกว่าจะเป็นความคิดที่เป็นความคิดแบบหวังสูงไปหน่อย ถ้าหากว่าเราไม่ทำสถานการณ์อย่าง 3 วันที่ผ่านมานี้สิ้นสุดลงไปได้ ฉะนั้นก็ขอให้ท่านโดยเฉพาะสองท่าน พลเอกสุจินดา และพลตรี จำลอง ช่วยกันคิด คือหันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคนสองคนเป็นประเทศของทุกคน ต้องเข้าหากันไม่เผชิญหน้ากันแก้ปัญหาเพราะว่าอันตรายมีอยู่ เวลาคนเราเกิดความบ้าเลือดปฏิบัติการรุนแรงต่อกันมันลืมตัว ลงท้ายก็ไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร

เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะแล้วก็ใครจะชนะไม่มีทางชนะอันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้แล้วที่แพ้ที่สุดคือประเทศชาติประชาชน จะเป็นประชาชนทั้งประเทศไม่ใช่ประชาชนเฉพาะในกรุงเทพมหานครเสียหาย ประเทศก็เสียหายทั้งหมดแล้วจะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะเวลาอยู่บนกองสิ่งปรักหักพัง

ฉะนั้นจึงขอให้สองท่านเข้ามาคือไม่เผชิญหน้า แต่ต้องหันหน้าเข้าหากัน และสองท่านนี้เท่ากับเป็นผู้แทนของฝ่ายต่าง ๆ ที่เผชิญหน้ากัน ให้ช่วยกันแก้ปัญหาปัจจุบันนี้คือความรุนแรงที่เกิดขึ้น แล้วก็เมื่อเยียวยาปัญหานี้ได้แล้วจะมาพูดกันปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร สำหรับให้ประเทศไทยได้มีการสร้างพัฒนาขึ้นมาได้ กลับมาคืนได้โดยดีอันนี้เป็นเหตุผลที่เรียกท่านทั้งสองมา และก็เชื่อว่าทั้งสองท่านก็เข้าใจว่าเป็นผู้ที่ได้สร้างประเทศจากสิ่งปรักหักพังแล้วก็จะได้ผลในส่วนตัวมากกว่าได้ทำดีแก้ไขอย่างไร ก็แล้วแต่จะปรึกษากันก็มีข้อสังเกตดังนี้”

กระแสพระราชดำรัสของพระองค์ท่านขอให้ช่วยกันแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญ ซึ่งโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย นำเทปบันทึกภาพเหตุการณ์ดังกล่าว ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ทั้ง 5 ช่อง เมื่อเวลา 24:00 นาฬิกาของคืนเดียวกัน หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ พลเอกสุจินดาจึงกราบถวายบังคม ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมอบหมายให้มีชัย ฤชุพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รักษาราชการแทนเป็นการชั่วคราว

16299 Total Views 2 Views Today
แสดงความคิดเห็น