‘โครงการหลวง’ ปฐมบทแห่งการพัฒนาบนพื้นที่สูง พลิกฟื้นชีวิตราษฎร ปกป้องผืนป่า

น้ำพระราชหฤทัยเมตตาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้น เป็นที่ประจักษ์ดังเห็นได้จากโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4 พันโครงการในปัจจุบัน ที่ล้วนเกิดขึ้นเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสิ้น

ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2512 เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรชีวิตชาวเขาที่บ้านดอยปุย ซึ่งอยู่ใกล้กับพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ทรงทราบว่าชาวเขาปลูกฝิ่นแต่ยังมีฐานะยากจน จึงรับสั่งถามว่า นอกจากฝิ่นขายแล้ว เขามีรายได้จากพืชชนิดอื่นอีกหรือเปล่า ทำให้ทรงทราบว่า นอกจากฝิ่นแล้ว ชาวเขายังเก็บท้อพื้นเมืองขาย แม้ว่าลูกจะเล็กก็ตาม แต่ก็ยังได้เงินเท่าๆ กัน และทรงทราบว่าสถานีทดลองดอยปุย ซึ่งเป็นสถานีทดลองไม้ผลเขตหนาวของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้นำกิ่งพันธุ์ท้อลูกใหญ่มาต่อกับต้นตอท้อพื้นเมืองได้  จึงทรงให้ค้นคว้าหาพันธุ์ท้อที่เหมาะสมสำหรับเมืองไทย เพื่อให้ได้ท้อผลใหญ่ หวานฉ่ำ ที่จะทำรายได้สูงไม่แพ้ฝิ่น โดยได้พระราชทานเงินจำนวน 200,000 บาท ให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำหรับจัดหาที่ดินและดำเนินงานวิจัยไม้ผลเขตหนาวเพิ่มเติมจากสถานีวิจัยดอยปุย เรียกพื้นที่วิจัยนี้ว่า ‘สวนสองแสน’ ซึ่งต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้ง ‘โครงการหลวง’ ขึ้น

เมื่อเริ่มต้น โครงการหลวงเป็นโครงการส่วนพระองค์ มี ‘หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี’ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในตำแหน่งผู้อำนวยการ และมีชื่อเรียกในระยะแรกว่า “โครงการหลวงพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา” โดยทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์รวมกับเงินที่มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย สำหรับเป็นงบประมาณดำเนินงานต่างๆ และพระราชทานเป้าหมายสำหรับการดำเนินงาน ได้แก่ 1. ช่วยชาวเขาเพื่อมนุษยธรรม 2. ช่วยชาวไทยโดยลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ คือ ป่าไม้และต้นน้ำลำธาร 3. กำจัดการปลูกฝิ่น และ 4. รักษาดิน และใช้พื้นที่ให้ถูกต้อง คือ ให้ป่าอยู่ส่วนที่เป็นป่า และทำไร่ ทำสวนในส่วนที่ควรเพาะปลูก อย่าให้สองส่วนนี้รุกล้ำซึ่งกันและกัน

2-%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87-4

การปลูกพืชเมืองหนาวในระยะเริ่มต้น ยังไม่มีใครทราบว่าควรปลูกชนิดใดบนดอย โครงการหลวงจึงเริ่มดำเนินงานวิจัยเพื่อทดลองปลูกไม้ผลเมืองหนาวที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่สูงของประเทศไทย มีการตั้งสถานีเกษตรหลวงอ่างขางขึ้นใน พ.ศ. 2512 ณ บริเวณหุบเขาสูงของดอยอ่างขาง ตำบลม่อนปิน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,400 เมตร และมีอากาศหนาวเย็น เพื่อเป็นสถานีทดลองการปลูกพืชเมืองหนาวชนิดต่างๆ ซึ่งดอยอ่างขางในเวลานั้น เป็นเพียงทุ่งหญ้าคาที่ในช่วงฤดูหนาวจะมีการปลูกฝิ่นกันอยู่ทั่วไปเท่านั้น การพัฒนาชาวเขาในระยะแรก จะมีคณะทำงานซึ่งเป็นอาสาสมัครประกอบด้วยคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา และหน่วยราชการต่างๆ ออกไปเยี่ยมเยียนเกษตรกรในหมู่บ้านต่างๆ เป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อให้คำแนะนำ และสาธิตการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ต่างๆ จนเกษตรกรสามารถนำไปปลูกทดแทนฝิ่นได้ผลดี

เนื่องจากโครงการหลวงมุ่งที่จะแก้ไขปัญหาในหลายเรื่องไปพร้อมกัน โดยเฉพาะการให้ชาวเขาทำมาหากินอยู่กับที่ เลิกทำไร่เลื่อนลอย ซึ่งจะสามารถหยุดยั้งการทำลายป่าลงได้ จึงได้ส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกไม้ผลยืนต้นเป็นพืชหลักทดแทนฝิ่น ได้แก่ กาแฟ ต้นนัท (พวกเกาลัด มะคาเดเมียนัท วอลนัทหรือมันฮ่อ เป็นต้น) แต่เนื่องจากต้องใช้เวลานาน 3-6 ปี กว่าจะได้ผลผลิต โครงการหลวงจึงมีนโยบายให้หาพืชอายุสั้นให้ชาวเขาปลูกไปพลางก่อน ได้แก่ สตรอเบอรี่ ถั่วชนิดต่างๆ ผักเมืองหนาว สมุนไพร เครื่องเทศ ไม้ดอกชนิดต่างๆ ข้าวสาลี และธัญพืชต่างๆ ขณะเดียวกันก็ยังสามารถสร้างรายได้จากงานอื่นๆ เช่น งานหัตถกรรมที่ทางมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพได้เข้ามาให้คำแนะนำ การเลี้ยงสัตว์ การเพาะเห็ดเมืองหนาว เป็นต้น

ปัจจุบันมีผลไม้เมืองหนาวหลายชนิดที่ผลิตโดยชาวเขา เช่น พีช พลับ บ๊วย พลัม สาลี่เอเชีย (ผลสีน้ำตาล) สตรอเบอรี่ กีวี อะโวคาโด องุ่น ฯลฯ วางจำหน่ายภายใต้เครื่องหมายการค้า “ดอยคำ”

2-%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87-3

การดำเนินงานของโครงการหลวงนั้น จึงช่วยพลิกฟื้นชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรบนพื้นที่สูงให้มีความเป็นอยู่ที่ดีและมีความมั่นคง อีกทั้งยังช่วยปกป้องรักษาผืนป่าไปพร้อมกันอีกด้วย ดังพระราชดำรัสเมื่อครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2517 เรื่องช่วยชาวเขาและโครงการชาวเขา ความว่า

“…เรื่องที่จะช่วยชาวเขา และโครงการชาวเขานั้น มีประโยชน์โดยตรงกับชาวเขาที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวเขามีความเป็นอยู่ดีขึ้น สามารถเพาะปลูกสิ่งที่เป็นประโยชน์ และเป็นรายได้กับเขาเอง ที่มีโครงการนี้ จุดประสงค์อย่างหนึ่งก็คือ มนุษยธรรม หมายถึงให้ผู้ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารสามารถที่จะมีความรู้ และพยุงตัวมีความเจริญได้ อีกอย่างหนึ่งก็เป็นเรื่องช่วยในทางที่ทุกคนเห็นว่าเขาจะเลิกปลูกยาเสพย์ติด คือ ฝิ่น ทำให้นโยบายการระงับ การปราบปราม การสูบฝิ่น และการค้าฝิ่นได้ผลดี อันนี้เป็นผลอย่างหนึ่ง ผลอีกอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญมากก็คือ ชาวเขาเป็นผู้ทำการเพาะปลูก โดยวิธีที่จะทำให้บ้านเมืองของเราไปสู่หายนะได้โดยที่ถางป่าแล้วปลูก ก็เท่ากับช่วยบ้านเมืองให้มีความดี ความอยู่กินดีและความปลอดภัยได้อีกทั่วประเทศ เพราะถ้าสามารถทำโครงการนี้ได้สำเร็จ ให้ชาวเขาอยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง สามารถที่จะอยู่ดีกินดีพอสมควร และสนับสนุนนโยบายที่จะรักษาป่าไม้ รักษาดิน ให้เป็นประโยชน์ต่อไป ประโยชน์อันนี้จะยั่งยืนมาก…”

พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โครงการหลวงจดทะเบียนเป็น ‘มูลนิธิโครงการหลวง’ โดยพระราชทานเงินเพื่อเป็นทรัพย์สินของมูลนิธิฯ เริ่มแรก 500,000 บาท เพื่อให้เป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ที่ถาวรมั่นคง สามารถดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มีระบบงานที่แน่นอนรองรับ มีการบริหารงานภายในคล่องตัว มีประสิทธิภาพในการดำเนินงานและเกิดผลดียิ่งขึ้นในอนาคต โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงดำรงตำแหน่งนายกกิตติมศักดิ์ มี หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ทรงเป็นประธานมูลนิธิฯ และ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นเลขาธิการมูลนิธิฯ

ต่อมา พ.ศ. 2537 โครงการควบคุมยาเสพติดของสหประชาชาติ (UNDCP) จึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองเพื่อสดุดีพระเกียรติคุณในการแก้ปัญหายาเสพติด โดยส่งเสริมให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น แต่ปลูกพืชอื่นแทน กล่าวได้ว่าโครงการหลวงนั้น ถือเป็นโครงการปลูกพืชทดแทนฝิ่นแห่งแรกของโลก

423 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น