‘ฝนหลวง’ จากพระราชดำริส่วนพระองค์ น้ำพระราชหฤทัยจากฟ้า พระปรีชาทั่วหล้าประจักษ์

น้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้น เปรียบเสมือนดั่งน้ำทิพย์ที่ชโลมทั่วผืนแผ่นดินไทย คลายความรุ่มร้อนอันเกิดจากความทุกข์ยากของราษฎร ให้ผ่อนคลายและหมดสิ้นไป ดังเมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่แห้งแล้งทุรกันดาร 15 จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 2-20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2489

ในการเสด็จพระราชดำเนินเมื่อวันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2489 โดยรถยนต์เดลาเฮย์ ซีดาน สีเขียว จากจังหวัดนครพนมไปจังหวัดกาฬสินธุ์นั้น ได้ผ่านจังหวัดสกลนครและเทือกเขาภูพาน ทำให้ทรงได้รับทราบถึงความเดือดร้อนทุกข์ยากของราษฎรและเกษตรกร ที่ขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภค และใช้ในการเกษตร เมื่อเสด็จฯ กลับถึงกรุงเทพมหานคร จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยประดิษฐ์ทางด้านเกษตรวิศวกรรมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขณะนั้น เข้าเฝ้าฯ แล้วพระราชทานแนวความคิดเรื่องการทำฝนหลวงแก่หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ ความตอนหนึ่งว่า

“…แต่มาเงยดูท้องฟ้า มีเมฆ ทำไมมีเมฆอย่างนี้ ทำไมจะดึงเมฆนี่ลงมาให้ได้ ก็เคยได้ยินเรื่องการทำฝน ก็มาปรารภกับคุณเทพฤทธิ์ ฝนทำได้ มีหนังสือ เคยอ่านหนังสือทำได้…”

ทั้งนี้ ในระหว่างทางที่เคยเสด็จพระราชดำเนินทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศยาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสังเกตเห็นว่า มีเมฆปริมาณมากปกคลุมท้องฟ้า แต่ไม่สามารถก่อรวมตัวกันจนเกิดเป็นฝนได้ เป็นเหตุให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงระยะยาวทั้งๆ ที่เป็นช่วงฤดูฝน ทรงคิดคำนึงว่าน่าจะมีมาตรการทางวิทยาศาสตร์ ที่จะช่วยให้เมฆเหล่านั้นก่อรวมตัวกันจนเกิดเป็นฝนได้ ทรงเชื่อมั่นว่าด้วยลักษณะของกาลอากาศ ภูมิอากาศ และภูมิประเทศของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคเขตร้อน และอยู่ในอิทธิพลของฤดูมรสุมของทวีปเอเชีย โดยเฉพาะฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งเป็นฤดูฝน และเป็นฤดูเพาะปลูกประจำปีของประเทศไทย จะสามารถแปรสภาพอากาศ ให้เกิดเป็นฝนตกได้ ดังนั้น นับตั้งแต่ พ.ศ. 2498 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงใช้เวลาอีกถึง 14 ปี เพื่อทรงมุ่งมั่นศึกษา ค้นคว้า และวิจัยทางเอกสาร ทั้งด้านวิชาการอุตุนิยมวิทยา และการแปรสภาพอากาศ จนทรงมั่นพระราชหทัย ก่อนพระราชทานแนวคิดนี้แก่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยประดิษฐ์ทางด้านเกษตรวิศวกรรม ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น ซึ่งต่อมาใน พ.ศ. 2512 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หาลู่ทางที่จะทำให้เกิดการทดลองปฏิบัติการบนท้องฟ้า
%e0%b8%9d%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%94%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%aaการทดลองฝนหลวงในท้องฟ้าครั้งแรก

ปี พ.ศ. 2512 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดตั้งหน่วยบินปราบศัตรูพืชกรมการข้าว ซึ่งพร้อมที่จะให้การสนับสนุนในการสนองพระราชประสงค์ หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล จึงได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำการทดลองปฏิบัติการจริงในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 1-2 กรกฎาคม 2512 โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งให้ หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้อำนวยการโครงการ และเป็นหัวหน้าคณะปฏิบัติการทดลองเป็นคนแรก โดยเลือกพื้นที่วนอุทยานเขาใหญ่ (ชื่อในขณะนั้น) เป็นพื้นที่ทดลองแห่งแรก โดยทดลองหยอดก้อนน้ำแข็งแห้ง (dry ice หรือ solid carbondioxide) ขนาดไม่เกิน 1 ลูกบาศก์นิ้ว เข้าไปในยอดเมฆสูงไม่เกิน 10,000 ฟุต ที่ลอยกระจัดกระจายอยู่เหนือพื้นที่ทดลอง ผลปรากฏว่ากลุ่มเมฆทดลองเหล่านั้น มีการเปลี่ยนแปลงทางฟิสิกส์ของเมฆอย่างเห็นได้ชัดเจน คือเกิดการกลั่นรวมตัวกันหนาแน่น  และก่อยอดสูงขึ้นเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ในเวลาอันรวดเร็ว แล้วเคลื่อนตัวตามทิศทางลมพ้นไปจากสายตาไม่สามารถสังเกตได้ เนื่องจากมียอดเขาบัง แต่จากการติดตามผล โดยการสำรวจทางภาคพื้นดิน และได้รับรายงานยืนยันจากราษฎรว่า เกิดฝนตกลงสู่พื้นที่ทดลองวนอุทยานเขาใหญ่ในที่สุด

นับจากนั้นปฏิบัติการฝนหลวงจึงได้เริ่มต้นขึ้นในทุกพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้ง และสามารถช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้งได้เป็นจำนวนมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเพื่อให้งานปฏิบัติการฝนหลวงสามารถปฏิบัติการช่วยเหลือเกษตรกรได้กว้างขวางและได้ผลดียิ่งขึ้น รัฐบาลจึงได้ตราพระราชกฤษฎีกาก่อตั้ง สำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2518 ขึ้น เพื่อเป็นหน่วยงานรองรับโครงการพระราชดำริฝนหลวงต่อไป กระทั่งมีการปรับปรุง และพัฒนาปฏิบัติการฝนหลวงมาจนถึงปัจจุบัน

‘ฝนหลวง’ จึงเป็นดังน้ำทิพย์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย อันเกิดแต่พระปรีชาสามารถและพระวิริยะอุตสาหะ ที่ทรงศึกษาทดลองให้เห็นว่าการบังคับเมฆให้เกิดฝนนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ โดยทรงทุ่มเทพระวรกายในการคิดค้น ศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีการทำฝนหลวง จนประสบความสำเร็จ ช่วยให้ประเทศชาติและประชาชนรอดพ้นวิกฤติภัยแล้งมาได้จนถึงปัจจุบัน
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยอย่างล้นพ้น คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยกำหนดให้วันที่  14 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อให้ประชาชนและอนุชนรุ่นหลัง ได้ตระหนักถึงพระปรีชาสามารถและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ และร่วมกันแสดงความจงรักภักดี ชื่นชมในพระบารมี และถวายสดุดีเฉลิมพระเกียรติในทุกปี

1179 Total Views 2 Views Today
แสดงความคิดเห็น