จอมทัพไทย…มิ่งขวัญและกำลังใจของเหล่าทหารทุกหมู่เหล่า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาราจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ได้บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพสยาม”

และหลังจากนั้น รัฐธรรมนูญที่ตราขึ้นในภายหลังก็ได้มีบทบัญญัติทำนองเดียวกันนี้ปรากฏอยู่ทุกฉบับ ซึ่งรวมถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันด้วย ซึ่งจอมทัพเป็นตำแหน่งสูงสุดของกองทัพไทย (ประกอบด้วย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ) ทั้งนี้ โดยพระราชประเพณีและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระมหากษัตริย์พระองค์เดียวเท่านั้นที่จะทรงดำรงตำแหน่งอันมีเกียรตินี้ได้

พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทยและทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการทหารมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาวะที่ประเทศไทยต้องผจญกับภัยคุกคามในช่วงทศวรรษต่าง ๆ แต่ก็ผ่านสถานการณ์ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อมาได้ จนกระทั่งยืนหยัดอย่างมั่นคงเช่นปัจจุบัน ส่งผลให้คนในชาติได้อยู่อาศัยอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี แผ่นดินดำรงอยู่ได้ด้วยความสงบร่มเย็นถึงปัจจุบัน

โดยเฉพาะเมื่อราว 25-30 ปีก่อน เป็นยุคสงครามเย็น มีการแทรกซึมของผู้ที่ต้องการเผยแพร่และผู้นิยมในลัทธิคอมมิวนิสต์ ทั้งภายนอกและภายในประเทศเป็นที่น่าวิตก ทำให้ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัคร ต้องออกไปปฏิบัติการในพื้นที่ที่มีการแทรกซึม ตลอดจนพื้นที่ที่เป็นจุดเปราะบาง เพื่อปกป้องประเทศชาติให้รอดพ้นจากผู้คิดร้ายเหล่านั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ในฐานะที่ทรงเป็นองค์ประมุขของชาติ และทรงเป็นจอมทัพไทยด้วย ทรงมีความห่วงใยในสวัสดิภาพของทหารหาญเป็นอย่างมาก ได้เสด็จฯ ไปเยี่ยมเยียนเจ้าหน้าที่และราษฎรที่อยู่ในเขตสู้รบตามฐานปฏิบัติการต่าง ๆ อยู่เสมอเป็นนิจ แม้จะเสี่ยงอันตรายจนมีผู้ทูลทัดทาน แต่มิได้ทรงหวาดหวั่นหรือเกรงกลัวแต่ประการใด ในการเสด็จฯ ไปเยี่ยมนั้น นอกจากจะทรงพระราชทานขวัญและกำลังใจให้แก่บุคคลดังกล่าวแล้ว ยังได้ทรงนำสิ่งของจำเป็นในการยังชีพต่าง ๆ รวมทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ไปพระราชทานให้แก่ผู้เสียสละเหล่านั้นด้วย

บางครั้งได้พระราชทานคำแนะนำเพื่อช่วยลดความสูญเสียของทหาร อาทิ ทรงแนะนำให้ติดปืนกลยิงเร็วบนเฮลิคอปเตอร์ หรือที่เรียกว่า “กันชิพ” (Gunship)  ซึ่งปัจจุบันยังคงใช้กันอยู่ในกองทัพ หรือการที่ทรงช่วยค้นหาจนทราบว่า สปริงของปืนกลแบบ เอ็ม 16 ซึ่งเป็นอาวุธของทหารไทยแข็งมากเกินไป จึงทำให้ประสิทธิภาพในการใช้งานสู้ปืนกลแบบอาร์กาของฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ ซึ่งก็ได้ทรงแจ้งไปยังบริษัทผู้ผลิตอาวุธปืนเอ็ม 16 จนภายหลังได้มีการแก้ไขจนใช้งานได้ดี เป็นต้น

นอกจากนี้ เมื่อบรรดาทหารตำรวจและอาสาสมัครที่ออกไปสู้รบได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลต่าง ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ จะเสด็จฯ ทรงเยี่ยมเยียน พร้อมกับพระราชทานถุงของขวัญให้เพื่อเยียวยาร่างกายและจิตใจ ในกรณีที่ทรงติดพระราชกิจที่สำคัญอื่น ๆ ก็จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์ไปเยี่ยมแทน

สำหรับทหารที่เจ็บป่วยหรือพิการจากการปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันประเทศชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ก็มิได้ทรงทอดทิ้ง ได้พระราชทานกำลังใจและพระราชทรัพย์ให้เป็นทุนสำหรับใช้จ่ายในครอบครัว และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย และฝึกหัดอาชีพให้แก่ทหารที่พิการ เพื่อนำไปประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองต่อไป

ส่วนทหารตำรวจและอาสาสมัครที่เสียชีวิตในการปฏิบัติงานเพื่อประเทศชาติจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ ให้การอุปการะสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัว และช่วยในเรื่องการศึกษาแก่บุตรของพวกเขาเหล่านั้น ทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพแก่บรรดาผู้เกล้าที่เสียชีวิตเหล่านั้นอย่างสมเกียรติ พระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์จะเสด็จฯ ร่วมพิธีด้วยทุกครั้ง

ในปัจจุบันยุคแห่งสงครามเย็นได้ผ่านพ้นไปแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ก็ยังทรงให้ความสนพระหฤทัยในกิจกรรมของกองทัพต่าง ๆ เสมอมา อาทิเช่น เสด็จฯ  พระราชทานกระบี่แก่นักเรียนนายร้อยของเหล่าทัพต่าง ๆ รวมทั้งนักเรียนนายร้อยตำรวจด้วยพระองค์เองหรือผู้แทนพระองค์ เสด็จฯ พระราชทานประกาศนียบัตรให้แก่นายทหารที่สำเร็จการอบรมเป็นเสนาธิการทหารของเหล่าทัพต่าง ๆ เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือจ้าวแผ่นดินไทย ราชันแห่งโลก

893 Total Views 4 Views Today
แสดงความคิดเห็น