สหประชาชาติ ยืนไว้อาลัย รัชกาลที่ 9 แต่ละคนยกย่องท่านแค่ไหน มาดู!!!

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2559 เวลา 21.00 น. ประชุมสมัชชา สหประชาชาติ ได้มีการจัดประชุมเพื่อสดุดีและถวายพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

นอกจากนั้นทาง สหประชาชาติ ยังยกย่องแนวทางพระราชดำริ และหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน อีกทั้งยังสรรเสริญรัชกาลที่ 9 ในด้านของความคิดสร้างสรรค์และมีมนุษยธรรม สามารถนำพาประเทศไทยผ่านพ้นช่วงวิกฤตทางการเมืองไปได้หลายต่อหลายครั้ง

นายปีเตอร์ ทอมสัน ประธานสมัชชาสหประชาชาติ (UN) กล่าวสดุดีและถวายพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นคนแรก ได้พูดถึงพระองค์ท่านเกี่ยวกับการครองราชย์อย่างยาวนานกว่า 70 ปี เป็นกระษัตริย์ที่ได้รับคำชื่นชมจากทั่วทุกมุมโลก พระองค์ทรงเป็นที่รักและเป็นศูนย์รวมจิตใจของผสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด อีกทั้งพระองค์ยังทรงแบ่งปันแนวความคิดในการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืนให้ประเทศอื่นได้นำไปใช้ โดยเฉพาะกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง

อีกทั้งรัชกาลที่ 9 ยังทรงได้รับกรทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลมากมาย เช่น รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ จากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) ทรงเป็นผู้นำในการดูแลดินและทรัพยากรธรรมชาติในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำให้สหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์เป็นวันดินโลก

นอกจากนั้น นายปีเตอร์ ทอมสัน ยังให้สมาชิกในที่ประชุมทุกคนลุกขึ้นยืนสงบนิ่ง เพื่อแสดงความอาลัยต่อการสูญเสียพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของโลกอีกด้วย

จากนั้น นายบัน คี-มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ขึ้นกล่าวสรรเสริญพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นคนต่อมา เกี่ยวกับพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่าน ที่ทรงเป็นพลังในการในการรักษาเสถียรภาพ นำพาประเทศผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความยุ่งเหยิงและตึงเครียดทางการเมืองหลายครั้ง นอกจากนี้ ยังทรงทรงทุ่มเทในพระราชกิจ เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน

นายบัน ยังย้ำอีกด้วยว่า โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลความสำเร็จอันสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ ซึ่งเป็นรางวัลสำคัญ และไม่เคยมีพระมหากษัตริย์พระองค์ไหนในโลกเคยได้รับทูลเกล้าฯ ถวายมาก่อน

ด้านประธานกลุ่มยุโรปตะวันออก ได้กล่าวสดุดีและถวายพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชว่า พระองค์ทรงงานอย่างหนักเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของคนไทยและเป็นแรงบันดาลใจของคนทั่วโลก อีกทั้งยังยกย่องถึงความเป็นผู้นำของพระองค์อีกด้วย

ประธานกลุ่มแอฟริกา ได้กล่าวสดุดีและยกย่องพระองค์ในฐานะกษัตริย์นักพัฒนา ประเทศไทยโชคดีที่มีพระองค์ทรงงานตลอด 70 ปี เป็นผู้นำพาประเทศผ่านความยากลำบาก นำไปสู่ความคลี่คลายยามเกิดความขัดแย้งในประเทศ

ในขณะที่ ซาแมนธา พาวเวอร์ ผู้แทนถาวรสหรัฐอเมริกาประจำสหประชาชาติ ในฐานะประเทศเจ้าภาพการประชุมในครั้งนี้ กล่าวถวายราชสดุดีว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับสหรัฐอเมริกา พระองค์ทรงประสูติที่นครบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งพระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีของพระองค์ก็มาทรงศึกษาด้านวิชาการที่สหรัฐอเมริกาเช่นกัน เป็นเหตุให้มีการเทิดพระเกียรติด้วยการสร้างจัตุรัสภูมิพลในเมืองเคมบริดจ์ขึ้น

“สมเด็จพระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีเคยเป็นนักศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และพระองค์ก็ทรงพระราชสมภพที่นั่น ถึงแม้จะประทับอยู่แค่เฉพาะตอนที่เป็นทารกก็ตาม แต่ดิฉันรู้สึกว่าพระองค์ไม่ได้จากไปไหน เมื่อไหร่ที่ฉันเดินผ่าน King Bhumibol’s Square และอีกหลาย ๆ สถานที่ในเคมบริดจ์ อย่างโรงพยาบาล Brigham and Women’s ที่เคยเป็นสถานที่ทำงานของพระบรมราชชนนี ก็จะเห็นคนมากมายแวะเวียนมาถ่ายรูปกันอยู่เป็นประจำ ไม่มีวันไหนเลยที่จะไม่ได้เห็นคนไทยนำช่อดอกไม้ ของขวัญ หรือข้อความบนกระดาษโน้ตมาวางไว้ นั่นคือการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ภูมิพลของคนไทย”

นอกจากนี้ ซาแมนธา พาวเวอร์ ยังเล่าถึงเรื่องราวกว่า 20 ปีก่อนอีกด้วยว่า มีนักข่าวเคยถามพระองค์ว่า “อยากจะให้ผู้คนจดจำพระองค์อย่างไร” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงตอบว่า “พระองค์ไม่ได้สนใจเลยว่าประวัติศาสตร์จะจารึกเรื่องของพระองค์ว่ายังไง” พระองค์ตรัสว่า “ถ้าพวกเขาอยากเขียนถึงเราในทางที่ดี พวกเขาควรเขียนว่าเราทำอะไรที่เป็นประโยชน์บ้าง” ซึ่งการทำประโยชน์ในความหมายของพระองค์ท่านคือ การแก้ปัญหาที่ส่งผลกระทบกับชีวิตของประชาชน และเพื่อเข้าใจปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ พระองค์ก็ทรงพระราชดำเนินไปเยือนทุกพื้นที่ที่ประสบปัญหาด้วยพระองค์เอง ไม่ว่าพื้นที่นั้นจะทุรกันดารเข้าถึงลำบากอย่างไรก็ตาม

ซาแมนธา พาวเวอร์ ยังยกย่องโครงการในพระราชดำริ “แก้มลิง” ว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์ ซึ่งเธอเล่าว่าโครงการนี้ พระองค์ทรงนำแนวคิดตอนเด็ก ๆ ที่ทรงสังเกตเวลาที่ลิงกักเก็บอาหารไว้ในกระพุ้งแก้มแล้วเอากลับมากินใหม่ภายหลัง สร้างแหล่งกักเก็บน้ำฝนแล้วค่อยปล่อยน้ำนั้นออกมาใช้ยามแล้ง ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมได้มาก และยังคงเป็นวิธีที่ยังคงใช้อยู่จนทุกวันนี้

เธอเล่าต่อไปว่า เมื่อปี 1960 พระองค์เสด็จเยือนอเมริกาและขึ้นพูดกับสภาคองเกรสเกี่ยวกับสิ่งที่มีค่าที่สุดของคนไทย นั่นก็คือการให้ความสำคัญกับครอบครัวและการให้ความช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทน
“คำพูดเหล่านี้ถูกสะท้อนออกมาผ่านการใช้ชีวิตของพระองค์ท่านมาโดยตลอด การใช้ชีวิตที่มีแต่การให้ โดยไม่หวังถึงสิ่งตอบแทนใด ๆ ไม่แม้แต่จะหวังถึงคำเยินยอสรรเสริญ เพราะทุกการกระทำของพระองค์ คือการทำให้กับคนในครอบครัวของพระองค์เอง”

ซาแมนธา พาวเวอร์ กล่าวทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า นับเป็นโชคดีของคนไทยทุกคน ที่ได้มีพระองค์เป็นหนึ่งในครอบครัว และเป็นโชคดีของเราทุกคน ที่ได้เรียนรู้และศึกษาวิถีที่พระมหากษัตริย์พระองค์นี้เลือกจะดำรงตลอดทั้งชีวิตของเขา

754 Total Views 4 Views Today
แสดงความคิดเห็น