รัชกาลที่ 9 หยุด “กระแสคอมมิวนิสต์” ในไทย แก้ปมเหตุจากเหตุความแร้นแค้นของพสกนิกร

รัชกาลที่ 9 ใช้พระเมตตาสูงสุด หยุด “คอมมิวนิสต์” ในไทย

ตั้งแต่สมัยก่อนเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในปี พ.ศ. 2475 กระแสคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยเริ่มแผ่ขยายมากขึ้น จากประเทศที่รายล้อมไทยอย่าง กัมพูชา ลาว เวียดนาม จนกระทั่งรุกรานมาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง  และมีการจัดตั้งพรรคอย่างเป็นทางการขึ้นภายใต้ชื่อ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  (พคท.)

สถานการณ์ทางการเมืองของไทยในช่วงนั้นค่อนข้างยุ่งเหยิง เนื่องจากรัฐบาลที่ปกครองประเทศนั้นมาจากทหาร และทำให้ประเทศถูกปกครองอยู่ในระบอบเผด็จการ โดยมีประชาธิปไตยครึ่งใบ และมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  แต่เนื่องจากหลังเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ทำให้กฎหมายรัฐธรรมนูญจำกัดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ทำได้เพียงเป็นที่ปรึกษาและปรับเปลี่ยนรูปการใช้พระราชอำนาจเดิมโดยไม่ได้ลดหรือทำลาย แต่ปรับให้อยู่ในรูปแบบใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

“พระมหากษัตริย์ของไทยจึงทรงอยู่เหนือการเมือง และไม่ทรงยุ่งเกี่ยวกับการเมือง” เป็นหลักการในทางปฏิบัติของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ปัญหาคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยจึงถึงจุดที่เลวร้ายที่สุด เนื่องจากทางการได้ใช้มาตรการที่รุนแรงด้วยการเข้าปราบปราม โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์เข้าล้อมปราบปรามนักศึกษาในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนทำให้กลุ่มนักศึกษาปัญญาชนฝ่ายซ้ายบางส่วนที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์หันหนีเข้าป่าและรวมกลุ่มกับกองกำลังติดอาวุธ พคท.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ตลอดรัชสมัยการครองราชย์แม้ว่าบ้านเมืองจะอยู่ในจุดที่วุ่นวายถึงเพียงใด ก็จะทรงยึดหลักทางการกฎหมายอย่างเคร่งครัด ว่าจะไม่ทรงเข้ามาก้าวก่ายทางการเมือง แทรกแซงการบริหารประเทศนอกเหนือไปจากที่กฎหมายกำหนดให้เป็นพระราชอำนาจ ซึ่งการแก้ปัญหาของพระองค์จึงอยู่ในขอบเขตของการใช้พระราชอำนาจ  ในการแก้ปัญหาที่ผ่านมาจึงอยู่ในรูปแบบพระราชกรณียกิจในการเสด็จเยือนเพื่อศึกษาปัญหาในประเทศทั่วทุกพื้นที่ พระราชทานพระบรมราโชวาท พระบรมราชดำรัส และพระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เช่นเดียวกันกับสถานการณ์ในช่วงทฤษฎีโดมิโน ในปี พ.ศ. 2518 เมื่อระบอบการปกครองสังคมนิยมคอมมิวนิสต์แผ่ขยายมาในอาเซียนรอบประเทศไทย หลังเขมรแดงได้รับชัยชนะในกัมพูชา ตามมาด้วยเวียดนาม และเจ้าสุภานุวงศ์โค่นเจ้าพี่สุวรรณภูมิเปลี่ยนลาวเป็นคอมมิวนิสต์ จนสุดท้ายในพม่า ซึ่งขณะนั้นทำให้หลายฝ่ายเริ่มมีความวิตกกังวลว่าไทยก็จะเริ่มกลายเป็นแบบประเทศเพื่อนบ้าน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงสามารถต้านทานกระแสคอมมิวนิสต์ที่กำลังครอบงำประชาชนได้อย่างเต็มรูปแบบ  ด้วยความที่เข้าใจปัญหาว่าต้นเหตุใดที่ทำให้ประชาชนนั้นหันไปหาคอมมิวนิสต์ มาจากปัญหาความเดือดร้อนในความเป็นอยู่ พระองค์จึงทรงเสด็จเยี่ยมทหาร และทรงช่วยเหลือประชาชนที่ด้อยโอกาสและยากจนอย่างไม่ย่อท้อ พื้นที่ในประเทศไทยทั้งหมดยังไม่เคยมีที่ใดที่พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 ไม่เคยไป แม้พื้นที่ที่อันตรายที่สุด ยากลำบากที่สุด พื้นที่ที่ไม่มีถนน ต้องเดินเท้า ฝ่าน้ำ โคลน สูงสุดแดนสยาม และสามจังหวัดชายแดนใต้ พระองค์รู้ดีว่าพวกเขาเป็นกลุ่มที่ถูกโน้มน้าวไปได้ง่ายที่สุด จากปัญหาความเดือดร้อนแร้นแค้น

จากพระราชกรณียกิจที่ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับปัญญาชนส่วนใหญ่ที่อยู่ใน พคท. ไทยเริ่มเห็นว่าระบอบคอมมิวนิสต์ไม่น่าใช่หนทางออกของการแก้ไขปัญหาสังคมไทย ส่งผลให้กระแสคอมมิวนิสต์ไม่อาจขยายตัวในไทยได้จากการที่รัชกาลที่ 9 ทรงใช้วิธีแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ  แทนที่จะใช้กำลังแบบในเวียดนามและเขมรแดง เมื่อปัญหาทั้งหมดมาจากเรื่องปากท้องและการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน พระองค์ก็แก้ไขด้วยการเสด็จเยี่ยมให้ทราบถึงปัญหา และระดมหาแนวทางแก้ไขออกมาเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้ประเทศสามารถรอดพ้นช่วงเวลาที่ต้องตกเป็นประเทศคอมมิวนิสต์มาได้ และได้มีการนิรโทษกรรมแก่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ในที่สุดเมื่อปี พ.ศ. 2523 เพื่อการปรองดองภายในประเทศ และให้เยาวชนนักศึกษาได้ออกจากป่าเพื่อกลับมาเรียนอีกครั้ง

ด้วยพระอัจฉริยภาพของในหลวง รัชกาลที่ 9 ประเทศไทยจึงรอดวิกฤตระดับชาติมาได้ ไม่เพียงแต่ในครั้งนี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเหตุการณ์อย่าง 14 ตุลา ปี 16 เหตุการณ์ 6 ตุลา ปี 19 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 35 หากไม่มีพระหัตถ์จากพระมหากษัตริย์พระองค์นี้เข้ามาช่วย  คงไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่า ประเทศไทยจะอยู่จุดไหน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นเป็นแค่เศษเสี้ยวหนึ่งในพระราชกรณียกิจทั้งหมด โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ยังมีพระราชกรณียกิจอีกนับไม่ถ้วน และมีโครงการมากถึง 4,350 โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ทรงดำเนินการเป็นเสาหลักให้กับแผ่นดินไทยมาอย่างยาวนานตลอดรัชสมัยการครองราชย์นับ 70 ปี

953 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น