เผยความประทับใจของ “ครูดิลก” ล่ามประจำพระองค์

เป็นที่ทราบกันดีว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มักจะทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนพสกนิกรยังต่างจังหวัดหรือถิ่นทุรกันดารมาแล้วทั่วประเทศ ซึ่งแต่ละท้องถิ่นก็จะมีภาษาถิ่นมาแต่ดั้งเดิม อย่างเช่น เมื่อครั้งที่พระองค์ได้ทรงเสด็จไปเยี่ยมเยียนพี่น้องชาวไทยมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นยะลา นราธิวาส และปัตตานี ก็จะทรงศึกษาหาข้อมูลภาษาท้องถิ่นไว้อยู่เสมอ ๆ

และนอกจากนี้พระองค์ยังมีล่ามพิเศษอีกด้วย ซึ่งก็คือ ว่าที่ร้อยโทดิลก ศิริวัลลภ หรือครูดิลก ผู้เป็นล่ามภาษามลายูประจำพระองค์ เรื่องนี้น้อยคนนักที่จะรู้

ครูดิลกเล่าย้อนอดีตก่อนที่จะมาเป็นล่ามภาษามลายูประจำพระองค์ ว่า “วันหนึ่งหลังจากเยี่ยมประชาชนเสร็จแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าฯ รับสั่งกับผมว่า คุณดิลก ฉันจะชวนเธอไปเป็นล่ามให้กับพระเจ้าอยู่หัว และกับฉัน โดยให้คุณดิลกตามไปที่อื่น ๆ ด้วย อย่างนี้จะได้ไหม ผมก็บอกว่า ได้พระพุทธเจ้าข้า แต่ต้องขอนายอำเภอก่อนพระพุทธเจ้าข้า”

สมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้ฟังแล้วทรงนิ่งไปสักครู่หนึ่ง ไม่ได้ตรัสเรื่องใด ๆ ต่อ แต่ครูดิลกตกใจมาก เกรงว่าตนเองจะเผลอไผลพูดอะไรผิดไป แต่สุดท้ายก็มิได้เป็นอย่างที่คิด เนื่องจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงรอพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินกลับจากเยี่ยมเยียนพสกนิกร เพื่อทูลแจ้งเรื่องชักชวนครูดิลกไปเป็นล่ามภาษามลายูประจำพระองค์

“พอพระเจ้าอยู่หัวมาถึง สมเด็จพระนางเจ้าฯ ก็ทูลพระเจ้าอยู่หัว พระเจ้าอยู่หัวจึงเรียกหานายอำเภอ ไม่นานนักนายอำเภอก็วิ่งมา พร้อมทำหน้าตระหนกตกใจ มือไม้สั่น เพราะนึกว่าทำอะไรผิดเข้าแล้ว แต่พระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งกับนายอำเภอว่า เราจะขอคุณดิลกไปเป็นล่าม ตามเราไปในพื้นที่ต่าง ๆ คุณดิลกเต็มใจจะไป แต่คุณดิลกบอกให้เราขออนุญาตนายอำเภอก่อน นายอำเภอจะอนุญาตไหม นายอำเภอตอบเสียงดังลั่นว่า อนุญาตพระพุทธเจ้าข้า”
ครูดิลกยังเล่าต่อด้วยความรู้สึกปลื้มปริ่มว่า “ผมเป็นครูบ้านนอกคนหนึ่งแต่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นล่ามแปลพระเจ้าแผ่นดิน ที่สุดของชีวิตนี้จึงเพียงพอแล้ว”

ความประทับใจที่ครูดิลกมีต่อพระองค์ท่านซึ่งจะจดจำแบบไม่มีวันลืม นั่นก็คือ เมื่อครั้งในช่วงฤดูฝนที่พระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินจะไปเปิดงานที่ วัดโต๊ะโม๊ะ จ.นราธิวาส แต่สะพานที่เชื่อมหมู่บ้านได้รับความเสียหายจากน้ำป่าซัด ส่งผลให้สะพานเหล็กถูกน้ำพัดพาขวางเส้นทางที่จะเสด็จผ่าน

เมื่อคณะเจ้าหน้าที่ผู้ติดตามประเมินสถานการณ์แล้วสรุปว่าหมดหนทางแก้ปัญหานี้จริง ๆ จึงกราบทูลฯ ให้เสด็จกลับ แต่พระองค์ท่านปฏิเสธ และให้วิทยุ (ว.) ไปถามผู้ปกครองหมู่บ้านในพื้นที่ เพื่อสอบถามว่ามีชาวบ้านมารอรับเสด็จหรือไม่ แล้วก็ได้คำตอบว่าชาวบ้านนับพันคนมานั่งรอตั้งแต่ 6-7 โมงเช้าแล้ว

ซึ่งเรื่องนี้ครูดิลก เล่าว่า “พระองค์ท่านทรงคิดหนัก จากนั้นกลับเข้าไปนั่งที่รถยนต์พระที่นั่งในฝั่งคนขับ ไม่นานมีเสียงวิทยุดังขึ้น  แจ้งให้รถทุกคันลุยฝ่าแม่น้ำสายบุรีที่ไหลเชี่ยวไปด้วยความระมัดระวัง คณะเจ้าหน้าที่จึงต้องปฏิบัติแม้จะกลัวจนตัวสั่นก็ตาม ดั่งปรากฏเป็นภาพที่พสกนิกรทั่วหล้าได้เห็นตีพิมพ์รถพระที่นั่งขับฝ่าสายน้ำเชี่ยว”

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่พระองค์ทรงกล้าตัดสินใจไปเยี่ยมเยือนพสกนิกรในพื้นที่ทุรกันดารอย่างหนัก ทั้งเส้นทางป่าเขา ห้วยหนองคลองบึง แบบที่ไม่เคยมีข้าราชการคนใดเคยเข้าไปถึง แต่พระองค์ทรงเสด็จฯ ไปเยือนมาแล้วนักต่อนัก นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สร้างความประทับใจให้แก่ชุมชนบ้านเขาเต่า อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นอย่างยิ่ง

วันหนึ่งในปี พ.ศ.2501 ขณะที่นายพนม ช่อจันทร์ ซึ่งเป็นเด็กนักเรียนชั้น ป.4 (ในขณะนั้น) กำลังวิ่งเล่นกับเพื่อน ๆ อีก 2-3 คน อยู่ที่โรงเรียนบ้านเขาเต่า จู่ ๆ เขาก็หันไปเห็นรถจิ๊ปสีเขียวหลังคาผ้าเต็นท์ติดหล่มอยู่ในดินขี้เลน แล้วเห็นชายคนหนึ่งขับรถจิ๊ปนี้มาคนเดียว กำลังเร่งเครื่องให้รถขึ้นมาจากหลุมขี้เลนอยู่นาน แต่ไม่ได้ผล

ด.ช.พนม จึงชวนเพื่อน ๆ อีก 2 คน วิ่งไปช่วย ท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง เมื่อไปถึงก็ช่วยกันลงแรงอยู่นานนับชั่วโมง ล้อรถก็ยิ่งจมลงไปในหลุมขี้เลนนั้น ทำเอาทุกคนหมดแรง เจ้าของรถจิ๊ปคันนั้นก็หยิบแบงก์ใบละหนึ่งบาทมาให้เด็กนักเรียน 3 คน แล้วถามขึ้นว่า “หนูเคยเห็นคนนี้ที่ไหน” ด.ช.พนม ตอบว่า “เคยเห็นแต่ในแบงก์ แต่ไม่เคยเห็นตัวจริง” ชายเจ้าของรถจิ๊ปถอดหมวกออก แล้วถามขึ้นอีกว่า “เหมือนเราไหม”

ทันทีที่เด็กนักเรียน 3 คนนี้เห็น ก็เข่าอ่อนลงไปทรุดกับพื้น รีบก้มกราบลงแทบพระบาท พระองค์ท่านทรงตรัสว่า “ลุกขึ้น ลุกขึ้นเถิด อย่านั่งเลย มันเลอะ”

จากนั้นพระองค์ทรงพระอักษรใส่กระดาษ ให้เด็กนักเรียน 3 คนนี้ เอาไปส่งต่อให้ครูที่โรงเรียนบ้านเขาเต่า เมื่อครูได้อ่านจดหมายนี้ก็ยังไม่นึกว่าจะเป็นพระองค์ท่านจริง ๆ นึกว่าเป็นชาวบ้านธรรมดา ๆ คนหนึ่ง แต่ด้วยความที่น้ำจิตน้ำใจอยากช่วยเหลือ จึงเกณฑ์เด็กนักเรียนกลุ่มใหญ่ให้รีบไปช่วยทันที จนในที่สุดรถพระที่นั่งก็ขึ้นมาจากหล่มได้สำเร็จ

เหตุการณ์นี้นำความปลาบปลื้มมาสู่ ด.ช.พนม เพื่อน ๆ และครูทุกคนในโรงเรียนบ้านเขาเต่า เพราะนึกไม่ถึงว่าถิ่นทุรกันดารที่เดินทางมายากลำบาก จนรถติดหล่มแบบนี้ จะมีใครกล้ามาเยือนได้ นี่จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ความกล้าหาญในการตัดสินพระทัยของพระองค์ท่าน ด้วยเพราะทรงห่วงใยพสกนิกรอย่างแท้จริง

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.bangkokbiznews.com/ และ http://www.thairath.co.th/

500 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น