ช่วงเวลาแห่งความสุขของราชสกุล “มหิดล”

ช่วงเวลาดังกล่าวบังเกิดขึ้นเมื่อพระอนุชาพระองค์เล็กประสูติ เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 เวลา 08.45 น. ณ โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

เป็นเหตุการณ์สำคัญอันน่ายินดียิ่งของครอบครัว “มหิดล” เมื่อหม่อมสังวาลย์ (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ประสูติพระโอรสองค์ที่สอง ซึ่งน่ารักและมีพระพลานามัยแข็งแรง ซึ่งหลังจากพระโอรสองค์นี้ประสูติไม่ถึง 3 ชั่งโมง สมเด็จฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) ทรงรีบส่งโทรเลขถวายสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทันที เพื่อถวายรายงานเรื่องพระพลานามัยของพระโอรสและทูลขอพระราชทานพระนามจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามว่า “พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช”

ในเวลานั้นพระนามที่คนทั่วไปเรียกพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลก็คือ พระองค์ชาย ส่วนพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดชนั้น พระนามที่เรียกกันก็คือ พระองค์เล็ก

อันที่จริงแล้วพระนามของ “พระองค์เล็ก” แต่เดิมเขียน “อดุลเดช” แต่ภายหลังได้มีการเขียน “อดุลยเดช” อีกแบบหนึ่ง และเขียนทั้งสองแบบกลับไปกลับมา ในที่สุดจึงเขียนแบบที่สองคือ “อดุลยเดช” ในปัจจุบัน
ซึ่งพระนามของพระองค์มีความหมายว่า

ภูมิพล – ภูมิ หมายความว่า “แผ่นดิน” และ พล หมายความว่า “พลัง” รวมกันแล้วหมายถึง “พลังแห่งแผ่นดิน”

อดุลยเดช – อดุลย หมายความว่า “ไม่อาจเทียบได้” และ เดช หมายความว่า “อำนาจ” รวมกันแล้วหมายถึง “อำนาจที่ไม่อาจเทียบได้”

ทั้งพระธิดาและพระองค์ชายซึ่งยังทรงพระเยาว์ทั้งคู่ต่างก็ทรงตื่นเต้นไม่แพ้ผู้ใหญ่กับการประสูติพระอนุชาพระองค์เล็กนี้ โดยเฉพาะพระองค์เจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา (สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์) ผู้เป็นพระเชษฐภคินี ที่ทรงวนเวียนอยู่กับพระองค์เล็กไม่ห่าง นับตั้งแต่พระองค์เล็กยังอยู่ในห้องเด็กของโรงพยาบาล พระองค์เจ้าหญิงพระองค์น้อยทรงมีพระอาการว่าอยากจะสัมผัสแตะต้องพระอนุชาเหลือเกิน สายพระเนตรคู่งามนั้นจับจ้องอยู่ที่ร่างน้อย ๆ ของพระองค์เล็กอย่างรักใคร่ หากไม่ติดที่ห้องเด็กมีกระจกกั้น พระองค์เจ้าหญิงพระองค์น้อยก็คงได้โอบอุ้มพระอนุชาบ้างแล้ว

กระทั่งเมื่อกลับถึงแฟลตที่ประทับ พระองค์เจ้าหญิงจึงได้โอกาส “แสดงความรัก” กับพระอนุชาสมพระทัย

ไม่ว่าพระพี่เลี้ยงจะสรงน้ำหรือแต่งพระองค์ให้กับพระอนุชา พระองค์เจ้าหญิงจะต้องทรงเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเสมอ จนในที่สุดพระพี่เลี้ยงทนไม่ไหวจึงไปทูลฟ้องหม่อมมารดา พระองค์จึงถูกห้ามไม่ให้ไปเกี่ยวข้องในเวลาดังกล่าวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สมเด็จฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ สมเด็จพระชนกของพระเจ้าวรวงศ์เธอทั้งสามพระองค์ แม้จะเป็นพระราชวงศ์ผู้สูงศักดิ์แต่ก็ทรงโปรดที่จะมีชีวิตเยี่ยงสามัญชนธรรมดา ๆ แม้ขณะที่พระองค์ทรงงานมากมาย ทั้งด้านการศึกษาและการดูแลนักเรียนไทยในต่างแดน แต่ก็ยังทรงปลีกเวลามาปฏิบัติพระภารกิจในฐานะ “หัวหน้าครอบครัว” และในฐานะ “พ่อ” ได้อย่างดีเยี่ยมเสมอมา

ส่วนหม่อมสังวาลย์ พระชนนีของหม่อมเจ้าทั้งสามพระองค์ ก็เป็นสตรีที่งดงามทั้งรูปกายและกิริยามารยาทอย่างที่จะหาสตรีใดเทียบได้ยากยิ่ง หม่อมฯ มีความรอบรู้ในหลากหลายสาขาวิชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านได้ดูแลพระสวามีได้ดีอย่างไม่มีบกพร่อง และยังทำหน้าที่ของมารดาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ทุกเหตุการณ์ในชีวิต ทั้งเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงเรื่องสำคัญมาก หม่อมสังวาลย์ไม่เคยละเลย หม่อมฯ มักมีกล้องเอาไว้ใกล้มืออยู่เสมอสำหรับบันทึกภาพระโอรสและพระธิดาในแต่ละพระอิริยาบถ ซึ่งแต่ละภาพก็มีการบรรยายเหตุการณ์และลงวันที่เอาไว้อย่างเรียบร้อยเสมอ

เพราะทั้งสมเด็จพระชนกและหม่อมฯ ล้วนเห็นความสำคัญของ “ครอบครัว” และเอาใจใส่ครอบครัวด้วยดีมาโดยตลอดนี้เอง ภาพแห่งความสุขสำราญและเสียงพระสรวลของ “พ่อ..แม่..ลูก” ในอิริยาบถต่าง ๆ จึงมีให้เห็นเป็นประจำทุกวันและทุกช่วงเวลาที่ทรงอยู่พร้อมหน้า

ในเวลานั้น ที่เมืองบอสตันแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติอันรื่นรมย์ จึงนับเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและสำราญยิ่งของราชสกุล “มหิดล” ที่ได้อยู่พร้อมหน้า ทั้งพระบิดา หม่อมมารดา พระราชธิดา และพระราชโอรสทั้งสองพระองค์ ท่ามกลางความงดงามของธรรมชาติในต่างแดนที่ก่อให้เกิดความสงบและเป็นสุขอย่างยิ่ง

เรียบเรียงจาก : หนังสือพระพี่ในพระราชหฤทัย สามดวงใจแห่งความผูกพัน

9956 Total Views 2 Views Today
แสดงความคิดเห็น