เผย พระปรีชาสามารถอันสูงยิ่ง “น้ำดีไล่น้ำเสีย”

กลยุทธ์ใช้ “น้ำดีไล่น้ำเสีย” แปลตรง ๆ ตัวก็คือ ใช้ศักยภาพของน้ำที่ยังมีคุณภาพดี มาช่วยบรรเทาน้ำที่เริ่มจะเสียให้มีสภาพเจือจาง โดยการดึงน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา หรือจากแหล่งน้ำภายนอกส่งไปตามคลองต่าง ๆ เช่น คลองบางเขน คลองบางซื่อ คลองแสนแสบ คลองเทเวศร์ หรือคลองบางลำภู เป็นต้น แล้วน้ำจะไหลไปตามคูคลองต่าง ๆ ที่เชื่อมกับแม่น้ำเจ้าพระยา

ดังนั้นเมื่อวงรอบของน้ำที่ไหลไปตั้งแต่ปากคลองจนถึงปลายคลองได้ตลอดแล้ว จะช่วยเจือจางน้ำที่เน่าเสียและชักพาสิ่งสกปรกออกไปได้อย่างดี

เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2528 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปทอดพระเนตรสภาพน้ำเน่าเสียตามแหล่งน้ำคู่คลองต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ เช่น ประตูระบายน้ำปากคลองเทเวศร์ คลองลาดพร้าว และคลองแสนแสบ ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานพระราชดำริว่า

“…การจัดระบบควบคุมระดับน้ำในคลองสายต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดระบบระบายน้ำในกรุงเทพฯ นั้น สมควรวางระบบให้ถูกต้องตามสภาพการณ์และลักษณะภูมิประเทศ ซึ่งควรแบ่งออกเป็น 2 แผนด้วยกัน คือแผนสำหรับใช้กับในฤดูฝนหรือในฤดูน้ำมากนี้ ก็เพื่อประโยชน์ในการป้องกันน้ำท่วม และเพื่อบรรเทาอุทกภัยเป็นสำคัญ แต่แผนระบายน้ำในฤดูแล้งนั้นก็ต้องจัดอีกแบบหนึ่งต่างกันไป เพื่อการกำจัดหรือไล่น้ำเน่าเสียออกจากคลองดังกล่าวเป็นหลัก ซึ่งทั้งสองระบบนี้ควรจะพิจารณาถึงวิธีการระบายน้ำ โดยอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลกให้มากที่สุด ทั้งนี้เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการควบคุมระดับน้ำตามลำคลองเหล่านี้…”

จึงบังเกิดกรรมวิธีในการบำบัดน้ำเสีย 2 ประการตามแนวพระราชดำริ “น้ำดีไล่น้ำเสีย” คือ

วิธีที่ 1 ให้เปิดประตูอาคารควบคุมน้ำ

โดยรับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาตอนจังหวะที่น้ำขึ้น และระบายออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนที่น้ำลดระดับลง ซึ่งมีผลทำให้น้ำตามลำคลองมีการไหลถ่ายเทกันไปมามากขึ้นกว่าเดิม เกิดการหมุนเวียนของน้ำที่มีสภาพเน่าเสีย กลิ่นเหม็น กลายเป็นน้ำที่มีคุณภาพดีขึ้น

วิธีที่ 2 เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2531

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปทอดพระเนตรที่บริเวณปากคลองเปรมประชากร ต.กระสั้น อ.บางประอิน จ.พระนครศรีอยุธยา จากนั้นก็เสด็จฯ โดยรถยนต์พระที่นั่งเลียบคลองเปรมประชากร ยาวไปจนถึงปากคลองวัดหลักสี่เขตบางเขน กรุงเทพฯ ซึ่งได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสียว่า

“…คลองเปรมประชากรช่วงตอนล่างเป็นคลองสายหนึ่งที่สามารถรับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไปช่วยบรรเทาน้ำเสีย โดยส่งกระจายไปตามคลองต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ จึงควรขุดลอกคลองนี้พร้อมกำจัดวัชพืช เพื่อให้เป็นคลองสายหลักในการผันน้ำคุณภาพดีไปช่วยบรรเทาให้น้ำเสียให้เจือจางลง…”

แนวพระราชดำรินี้ แสดงถึงพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่าทรงเชี่ยวชาญในด้านการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ในวโรกาสที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยที่ประจำการในต่างประเทศ 77 นาย เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2538 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐานนั้น ได้พระราชทานพระราชดำรัสว่า

“…Notorious Problem Ecology ของกรุงเทพฯ ที่เราก็ต้องการแก้ไขมาตั้งเท่าไร 8-9 ปี แล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำ เพิ่งมาทำเอาเมื่อปีที่แล้ว คือว่า เรามีกำลังที่ได้มาโดยเปล่า ฟรี ไม่ต้องใช้ไบโอโลจิคอลซิสเต็ม (Biological System) ก็มีพลังของแสงอาทิตย์ พลังของพระอาทิตย์กับพระจันทร์ร่วมกัน คือน้ำขึ้นลงเวลานี้ขึ้นในแม่น้ำเจ้าพระยา น้ำเจ้าพระยาจะขึ้นจนเลยนนทบุรีเลยปทุมธานีไปเกือบถึงอยุธยา เวลาน้ำขึ้นก็ขึ้นไปถึงโน่น เวลาน้ำลงก็ลงไปในทะเลแถวเทเวศร์ เวลาน้ำขึ้นประมาณ 1 เมตร เวลาน้ำลงประมาณ 1 เมตร รวมแล้ว 2 เมตร…”

“…ความแตกต่างหมายความว่า ถ้าเราทำอะไรด้วยกำลังของน้ำที่ขึ้นและลงนี่ ก็จะได้กำไรมากขึ้น เมื่อ 8 ปีแล้ว 9 ปี ไปที่ปากคลองเทเวศร์ คลองเทเวศร์นี้ก็ผ่านกรุงเกษม แล้วไปออกที่โรงแรมรอยัลออคิดฯ ตรงนั้นทำประตูน้ำ แต่ก็ปิดเอาไว้ น้ำในคลองเทเวศร์ก็โสโครก เด็กจะลงในน้ำเป็นอหิวาทั้งนั้น แล้วก็ไปบอกว่าขอใช้ไฟฟ้าสักนิดได้มั้ย ใช้ไฟฟ้าเปิดประตูตอนนั้นน้ำขึ้น เวลานั้นเดือนเมษายน ฝนก็ไม่ตก ก็เปิด เวลานั้นเป็นวันที่ 30 เมษายน 2529 เปิดประตูน้ำก็ฟู่เข้าไป เพราะว่าน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งก็นับว่าใช้ได้เข้าไปในคลองเทเวศร์ซึ่งดำเมี่ยม เวลาน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาลดลงไปด้วยน้ำลง ถึงจังหวะน้ำลงก็ปิด น้ำนี่ก็ไหลไปที่อื่นไม่ได้ไหลไปปากคลองตลาด ไหลไปมันก็ไล่น้ำโสโครกไปอย่างนี้ทุกวัน…”

“…แต่เวลาน้ำขึ้นน้ำลง เขาก็บอกว่ามีโทรศัพท์ที่จุดปากคลอง เขาก็มีให้โทรศัพท์ไปที่อุทกศาสตร์ ว่าเวลานั้นเวลาไหนน้ำขึ้นน้ำลง เวลาน้ำขึ้นเต็มที่เปิด เวลาน้ำลงปิด ทางโน้นตรงกันข้ามเวลาน้ำขึ้นปิด ภายในไม่กี่วันผ่านผดุงกรุงเกษมกับคลองเทเวศร์ เด็กฉลองสงกรานต์ว่ายน้ำสบายเลย สนุกสนานและไม่เป็นโรคเพราะว่าน้ำสะอาด เสียเงินนิดเดียวค่าไฟฟ้าสำหรับเปิดประตูน้ำไม่ต้องสูบ….”

จะเห็นได้ว่า พระราชดำริบำบัดน้ำเสียโดยหลักการนี้เป็นวิธีที่ง่าย ประหยัดพลังงาน และสามารถปฏิบัติได้ตลอดเวลา ซึ่งแสดงถึงพระปรีชาสามารถอันสูงยิ่งในพระวิริยะอุตสาหะที่ทรงทุ่มเท เพื่อความสุขของปวงชนทั้งหลาย

2041 Total Views 2 Views Today
แสดงความคิดเห็น