เรื่องเล่าจากข้าราชบริพารที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาทใกล้ชิด ร.9

เปิดแนวคิด ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ข้าราชบริพารที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาท ตลอดรัชสมัยการครองราชย์ของรัชกาลที่ 9

เมื่อไม่นานมานี้เพจเฟซบุ๊ก “สานต่อที่พ่อทำ” ได้เปิดเผยเรื่องราวของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล โดยยกตอนหนึ่งขณะกล่าวปาฐกถาในงานโครงการจัดกิจกรรมและสัมมนาผู้สูงอายุร่วมสร้างคุณค่าวัฒนธรรมไทยสู่ประชาคมอาเซียน ณ อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2555 ใจความว่า  “ผมเคยเข้าเฝ้าฯ กราบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันที่ผมอายุ 60 ปี เป็นวัยที่ต้องเกษียณ พระองค์รับสั่งว่า

“แล้วฉันล่ะ”

….วันนั้นผมอายุ 60 ปี แต่พระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา นับตั้งแต่วันนั้นผมไม่กล้าเอ่ยถึงคำว่าเกษียณอีกเลย ผมจึงเปลี่ยนเป็นขอพระราชทานพรในวันคล้ายวันเกิดแทน พระองค์ทรงมักจะให้พรในทำนองว่า “ขอให้แข็งแรงนะ ขอให้มีพละกำลังกายที่แข็งแรงเพื่อที่จะทำประโยชน์ให้คนอื่นได้” หรือ “ขอให้มีความสุขในการทำประโยชน์เพื่อคนอื่น”

….คำพระราชทานมักจบลงด้วยงานหรือการทำเพื่อคนอื่น

แต่ในปีนี้ผมเข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลพระองค์ว่าอายุครบ 72 ปี พระองค์ทรงนิ่งไปสักพักหนึ่ง แล้วทรงยกพระหัตถ์มาจับบ่าผมเขย่าแล้วรับสั่งว่า

“สุเมธ งานยังไม่เสร็จ….สุเมธ งานยังไม่เสร็จ”

…พระองค์ทรงห่วงเรื่องงานอย่างแท้จริง

– ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

สำหรับ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (กปร.) ในช่วง พ.ศ. 2524 – 2542 โดยเป็นข้าราชบริพารที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด

ดร.สุเมธ เกิดในตระกูลคหบดีชนบท ที่จังหวัดเพชรบุรี เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา 5 สมัย และยังเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรงเกษตรและสหกรณ์

บทบาทที่สำคัญของ ดร.สุเมธ คือ การเป็นปัญญาชนของโครงการในพระราชดำริ 2 ช่วงเวลา ดังนี้ ช่วงเวลา พ.ศ. 2516 – 2524 เป็นช่วงก่อนการตั้งสำนักงาน กปร. ภายใต้แนวคิด “การพัฒนาเพื่อความมั่นคง” ผลักดันโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้เป็นวาระเห็นชาติ (Nation Agenda) โดยนำแนวคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เข้ามาอยู่ใน “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5”

ด้านในช่วงที่ 2 คือ พ.ศ. 2524 เป็นต้นมา เป็นช่วงหลังจากมีการก่อตั้ง สำนักงาน กปร. โดยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (กปร.) ในช่วง พ.ศ. 2524 – 2542  และเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาตั้งแต่ปี 2531  ควบคู่ไปกับการดำรงตำแหน่งสำคัญของหน่วยงานรัฐ 3 หน่วยงาน ได้แก่ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานพัฒนาชนบทแห่งชาติ และที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนให้กับสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ซึ่งการเข้ารับราชการของ ดร.สุเมธ มาจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2512 ก่อนหน้านั้นเรียนระดับปริญญาตรีที่เวียดนาม มีประสบการณ์ที่ฝรั่งเศส ก่อนได้มีโอกาสเข้ามาดูแลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ย้อนกลับไปเมื่อ วันที่ 27 เมษายน 2549 ณ สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขณะที่บรรยายเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ความตอนหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับการได้รับกระแสแนวคิดมาจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ของดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ได้พูดถึงแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” อย่างหนึ่งว่า ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การพัฒนาโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงฐานรากของประเทศ ซึ่งมีฐานในภาคการเกษตร แต่กลับมุ่งไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่มีความต้องการปัจจัยสำคัญ 3 เรื่อง คือ 1. เงิน ซึ่งประเทศไทยอาจมีไม่พอก็ไปกู้มาเพิ่ม 2. เทคโนโลยี ซึ่งประเทศไทยไม่เคยสร้างอะไรขึ้นมาเองก็จะนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาใช้ และ 3. คน ซึ่งมาตรฐานการศึกษาของไทยต่ำลง มหาวิทยาลัยมากขึ้นแต่คุณภาพลดลง

การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยตั้งอยู่บนฐานของคนอื่นทั้งสิ้น และเมื่อมีการย้ายฐานการลงทุนออกไป เศรษฐกิจก็ล้มในที่สุด สถานการณ์นี้เป็นวัฏจักรของการพัฒนาเหมือนกับวัฏจักรเชิงพุทธ คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้ทรงยึดหลักการพอดีตั้งแต่แรก โดยให้มีการพัฒนาไปตามขั้นตอน เป็นระยะ ๆ

“เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เศรษฐกิจสำหรับคนยากคนจน พระองค์ท่านรับสั่งว่า ให้ร่ำรวย แต่ร่ำรวยแล้วต้องรักษาให้คงอยู่ ต้องยั่งยืน และต้องกระจายอย่างทั่วถึง”

ซึ่งหลักสามประการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 แนะแนวทางไว้ให้พัฒนาประเทศประกอบด้วย
1.   ใช้เหตุผลอย่าใช้กิเลสตัณหาเป็นเครื่องนำทาง อย่าเอาแต่กระแส ต้องมีความกล้าหาญเพียงพอที่จะเลือกหนทางว่าประเทศไทยต้องการจะพัฒนาไปทางไหนไม่จำเป็นต้องตามกระแสของโลก
2.   ทำอะไรพอประมาณ การพอประมาณคือตรวจสอบศักยภาพของตนเองก่อน ฐานของตนเองอยู่ตรงไหน การจะพัฒนาอะไรต้องดูจากศักยภาพที่มีความเข้มแข็งก่อน
3.   มีภูมิคุ้มกันตลอดเวลา เพราะไม่รู้พรุ่งนี้จะมีอะไรเกิดขึ้น ปัจจุบันสถานการณ์ต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การวางแผนพัฒนาทำได้ยาก มีปัจจัยความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา จึงต้องมีวิสัยทัศน์ ตัวอย่างเช่น เรื่องราคาน้ำมันต้องมองในอนาคต ถ้านำไบโอดีเซลมาใช้จะช่วยลดความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันได้หรือไม่ เป็นต้น

จากการทำงานของ  ดร.สุเมธ สะท้อนให้เห็นถึงหน้าที่ในการเชื่อมโยงโครงการฯ เข้ากับหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึง การวางแผนระบบการทำงานเพื่อสนองแนวทางในพระราชดำริ ในฐานะผู้เชื่อมประสานงานกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และยังเป็นผู้เผยแพร่อุดมการณ์พัฒนาตามแนวพระราชดำริ ผ่านงานเขียน บทความ และการบรรยาย โดยเฉพาะ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”

ความพยายามในช่วงหลายทศวรรษตลอดรัชสมัยการครองราชย์ของรัชกาลที่ 9 ในฐานะข้าราชบริพารที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาทใกล้ชิด ของ ดร.สุเมธ ในหลายสิบปีที่ผ่านมา จึงแตกต่างจากแง่มุมการนำเสนอทฤษฎีการพัฒนาทั่วไป เป็นการบุกเบิกประชาสัมพันธ์โครงการฯ โดยการวิพากษ์แนวทางของระบบทุนนิยมจากรัฐบาล และชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของ ทฤษฎีจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พัฒนาจากแนวคิดการปฏิบัติให้มาสู่ “ทฤษฎี” เพื่อสื่อสารและสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนอย่างเป็นระบบ

13558 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น