พระมหากษัตริย์ผู้มัธยัสถ์

สมเด็จนครินทราบรมราชชนนี ทรงสอนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในเรื่องการบริหารเงิน เรื่องเงินเป็นเรื่องที่ต้องสอนและได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก

ซึ่งสมเด็จย่ามีวิธีการสอนอย่างไร เพื่อให้เป็นพระมหากษัตริย์นักออมเงิน สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงพระกรุณาประทานพระดำรัส ในหนังสือ “สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีกับการพัฒนาคุณภาพประชากร” ว่า

“ในการประหยัดนั้นก็ได้จัดให้มีเงินค่าขนมหรือพ็อกเก็ตมันนี่ ท่านเองเคยได้รับสัปดาห์ละครั้งและเดือนละครั้ง ท่านสังเกตแล้วว่าสัปดาห์ละครั้งดีกว่ามาก เพราะว่าเดือนละครั้งขาดทุน ได้น้อยกว่าต่อปี (ผู้ฟังหัวเราะ) ท่านก็เลยมาให้ลูก ๆ ท่านสัปดาห์ละครั้งตามอายุและก็ได้ไม่มากนัก พอที่จะซื้อขนมพวกลูกกวาดหรือช็อกโกแลต แต่อาจจะซื้อหนังสือหรือของเล่นไม่ได้ ซึ่งของพวกนี้ต้องซื้อเอง เพราะของเล่นนั้นส่วนมากแล้วแม่จะไม่ได้ซื้อให้ เว้นแต่ปีละ 2 ครั้ง คือในวันขึ้นปีใหม่และวันเกิด จะได้ของเล่นที่สำคัญและใหญ่โต เราอยากได้อะไรก็ขอไป บอกว่าอยากได้ของเล่นพวกนี้ท่านก็บอกว่าถึงวันเกิดจะซื้อให้ จะไม่ซื้อพร่ำเพรื่อ แต่ของเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นเราจะต้องซื้อเอง และท่านก็สอนให้เอาเงินไปฝากธนาคารเมื่อมีจำนวนพอแล้ว”

“สมัยที่แม่ได้รับทุนของสมเด็จพระพันวัสสาฯ ไปเรียนที่สหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2460 และพักอยู่กับครอบครัวอดัมเสน (Adamsen) ที่เมืองเบอร์คลี่ (Berkeley) แม่ควรได้รับเงินค่าใช้จ่ายส่วนตัวสัปดาห์ละ 1 เหรียญ แต่มิสซิสอดัมเสนให้แม่ 4 เหรียญต่อเดือน ปีหนึ่งแม่จึงได้ 48 เหรียญ หากแม่ได้รับสัปดาห์ละเหรียญ แม่จะได้รับปีละ 52 เหรียญ จึงทำให้ขาดทุนไปปีละ 4 เหรียญ”

ในเรื่องการประหยัดมัธยัสถ์นั้น  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเก็บออมเพื่อซื้อของใช้ส่วนพระองค์ โดยเมื่อมีพระชนมายุได้ 15 พรรษา ทรงสนพระทัยดนตรีอย่างจริงจัง ทรงซื้อแซกโซโฟนมือสองในราคา 300 ฟรังก์ มาทรงหัดเล่น โดยใช้เงินสะสมส่วนพระองค์ครึ่งหนึ่งและสมเด็จย่าออกให้อีกครึ่งหนึ่ง

และเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชยังร่ำเรียนหนังสืออยู่ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ทรงตรัสกับสมเด็จย่าว่าอยากได้จักรยาน เพราะเพื่อน ๆ มีจักรยานกันหมดแล้ว สมเด็จย่ารับสั่งตอบว่า “ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็เก็บสตางค์ที่แม่ให้ไปกินที่โรงเรียนไว้ซิ” พระองค์จึงหยอดกระปุกวันละเหรียญสองเหรียญ เมื่อได้มากพอก็เอาไปซื้อจักรยาน

ต่อมาเมื่อถึงวันขึ้นปีใหม่ สมเด็จย่าตรัสว่า “ปีใหม่แล้ว เราไปซื้อจักรยานกัน” และเมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชแคะกระปุกดูว่ามีเงินเท่าไหร่ แล้วสมเด็จย่าก็สมทบเงินเพิ่มให้ไปอีกก้อนหนึ่งซึ่งมากกว่าเงินที่สะสมอยู่ในกระปุกเสียอีก

จะเห็นได้ว่า พระองค์ทรงมีความพากเพียรพยายามในการเก็บเล็กผสมน้อย เพื่อจะได้นำเงินสะสมนี้ไปซื้อของที่พอพระทัย เหล่านี้ถือว่าเป็นวิถีแห่งความพอเพียงที่เกิดขึ้นในขณะที่ยังทรงพระเยาว์อยู่ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่พสกนิกรได้เห็นว่าพระองค์นั้น “พอเพียง” หรือเป็น “กษัตริย์นักมัธยัสถ์”  เช่น พระองค์ทรงซื้อกล้องถ่ายรูปส่วนพระองค์กล้องแรก นั่นคือ กล้อง Coronet Midget โดยซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์เองในช่วงที่มีพระชนมายุได้เพียง 8 พรรษาเท่านั้น
แม้ว่าในช่วงที่ยังทรงพระเยาว์อยู่นั้น พระองค์จะได้เงินค่าขนมทุกอาทิตย์ แต่ยังทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดพันธุ์เพื่อปลูกเพิ่มต่อไป

พระองค์ทรงได้รับการอบรมในเรื่อง “การให้” จากสมเด็จย่า ซึ่งทรงตั้งกระป๋องออมสินที่เรียกว่า “กระป๋องคนจน” เมื่อพระองค์นำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไรจะต้องถูกเก็บภาษี ด้วยการต้องนำมาหยอดใส่กระปุกนี้ 10% ทุกสิ้นเดือน แล้วสมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อสอบถามความคิดเห็นว่า จะนำเงินสะสมที่ได้จากการ “เก็บภาษี” ในกระป๋องนี้ไปใช้ทำอะไร เช่น อาจจะนำไปมอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน

อีกหลาย ๆ เรื่องที่เผยให้เห็นว่าพระองค์เป็นกษัตริย์นักมัธยัสต์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ก็คือ เมื่อช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง  ทรงเบิกดินสอมาใช้แค่เดือนละ 1 แท่ง หรือปีละ 12 แท่งเท่านั้น หรืออย่างฉลองพระบาท ซึ่งเป็นรองเท้าหนังสีดำ มีสภาพชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งานนับสิบปี ภายในรองเท้ามีสภาพผุกร่อนหลุดลอก แต่พระองค์ท่านกลับทรงให้เจ้าหน้าที่นำไปซ่อมแซมเพื่อใช้งานต่อ

5870 Total Views 2 Views Today
แสดงความคิดเห็น