‘บ้านไร่ของรัชกาลที่ 9’ แบบอย่างความพอเพียงที่โครงการชั่งหัวมัน

พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่มีต่อปวงชนชาวไทยนั้น ยิ่งใหญ่และมากมายจนเหลือคณานับ แม้จะทรงเป็นถึงพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ หากแต่ใครจะคาดคิดว่าบ้านพักทรงงานที่รู้จักกันในนาม “บ้านเลขที่ 1”

ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ 5 บ้านหนองคอไก่ ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ภายในบริเวณโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำรินั้น จะเป็นบ้านพักทรงงานส่วนพระองค์ที่แสนธรรมดาและเรียบง่ายเพียงนั้น คือเป็นเพียงบ้านไม้ธรรมดาสองชั้นสีน้ำตาล ไม่ได้หรูหรา หรือตกแต่งอย่างงดงาม แสดงให้เห็นถึงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ซึ่งบ้านพักทรงงานแห่งนี้ ทรงถือโฉนด มีชื่ออยู่ในทะเบียน และทรงขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรทำไร่

โครงการชั่งหัวมันนับเป็นโครงการตามพระราชดำริล่าสุดที่เกิดขึ้นด้วยพระเมตตาและพระวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์พันธุ์พืชเศรษฐกิจในท้องถิ่น และการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรในพื้นที่ทุรกันดาร จึงทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการนี้ขึ้นบนพื้นที่ซึ่งแต่เดิมนั้นมีสภาพเป็นดินลูกรัง แห้งแล้ง และเป็นพื้นที่ปลูกไม้ยูคาลิปตัส โดยได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อซื้อที่ดินบริเวณอ่างเก็บน้ำหนองเสือประมาณ 120 ไร่ เมื่อ พ.ศ. 2551 ต่อมาใน พ.ศ. 2552 ทรงซื้อที่ดินแปลงติดกันเพิ่มอีก 130 ไร่ รวมเนื้อที่ทั้งหมด 250 ไร่ และมีพระราชดำริให้จัดทำเป็นโครงการตัวอย่างด้านการเกษตร และรวบรวมพันธุ์พืชเศรษฐกิจในพื้นที่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี และพื้นที่ใกล้เคียงมาปลูกไว้ โดยทรงโปรดเกล้าฯ ให้กองงานส่วนพระองค์ สำนักพระราชวัง เข้ามาพัฒนาพื้นที่ และทรงมีรับสั่งว่าเมื่อทำเสร็จจะเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโครงการด้วยพระองค์เอง โครงการนี้จึงได้เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ซึ่งหลังจากโครงการจัดสร้างแล้วเสร็จ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรและติดตามโครงการอยู่หลายครั้ง

ชื่อของโครงการ “ชั่งหัวมัน” นั้น มีที่มาจากเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่พระราชวังไกลกังวล และมีชาวบ้านได้นำมันเทศ ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกอยู่ในท้องถิ่นมาถวาย เมื่อต้องเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ จึงรับสั่งให้เจ้าหน้าที่นำหัวมันเทศนั้นไปวางบนตาชั่งในห้องทรงงาน เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับมาหัวหินทรงพบว่ามันเทศหัวนั้นแตกใบออกมา จึงมีรับสั่งให้นำหัวมันเทศนั้นไปปลูกใส่กระถางไว้ในวังไกลกังวล แล้วมีพระราชดำรัสให้จัดหาพื้นที่เพื่อทดลองปลูกมันเทศซึ่งเป็นพืชที่สามารถปลูกขึ้นได้ทุกที่ แม้ว่าจะวางตั้งทิ้งไว้บนตาชั่งนั่นเอง ต่อมาจึงได้พระราชทานพันธุ์มันเทศซึ่งออกมาจากหัวมันที่ตั้งโชว์ไว้บนตาชั่งในห้องทรงงาน ให้นำมาปลูกไว้ที่นี่ และพระราชทานชื่อโครงการว่า “โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ”
%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%adด้วยความแห้งแล้งทุรกันดารของพื้นที่แถบนี้ จึงทำให้แทบจะไม่มีใครคาดคิดว่า “ร.9” จะทรงสามารถพลิกฟื้นผืนดินกันดารแห่งนี้ ให้กลายมาเป็นแผ่นดินทอง เป็นพื้นที่ทดลองงานด้านเกษตรและพลังงาน เป็นแบบอย่างให้ราษฎรได้นำไปปฏิบัติ จนมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ ซึ่งหลังจากนำมันเทศมาทดลองปลูกและพบว่าสามารถปลูกขึ้นแล้ว ได้มีการพัฒนาพื้นที่ ปรับปรุงระบบน้ำที่อ่างเก็บน้ำหนองเสือเพื่อใช้ในโครงการ และได้มีการจัดสรรพื้นที่ภายในโครงการเป็นแปลงต่าง ๆ โดยเน้นปลูกพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ เช่น สับปะรด มะนาว มะพร้าว รวมถึงมันเทศด้วย

นอกเหนือจากพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ โครงการฯ ยังมีการปลูกไม้ผล พืชไร่ และพืชผักต่างๆ เช่น แก้วมังกร ชมพู่เพชร กล้วย ฟักทอง อ้อย กะเพรา โหระพา พริก มะเขือเทศราชินี ผักหวานบ้าน ฯลฯ และมีแปลงปลูกข้าว ทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว ปลูกยางพารา ซึ่งทั้งหมดนี้จะเน้นไม่ให้มีการใช้สารเคมี หรือหากจำเป็นต้องมี ก็ต้องมีในปริมาณที่น้อยที่สุด ส่วนด้านปศุสัตว์ได้มีการทดลองทำฟาร์มโคนมและฟาร์มไก่ ภายในโครงการชั่งหัวมันยังมีการใช้พลังงานจากทุ่งกังหันลมในการผลิตไฟฟ้าใช้ภายในโครงการด้วย และมีชาวบ้านมาสมัครเป็นลูกจ้างคอยดูแลพืชพรรณ ฟาร์มปศุสัตว์ และช่วยกันดำเนินงานต่าง ๆ ภายในโครงการ ถือเป็นความเสียสละและร่วมมือระหว่างชาวบ้านและภาครัฐ จนทำให้เกิดการเรียนรู้และสร้างอาชีพให้แก่ชาวบ้านในละแวกนี้ไปพร้อม ๆ กัน ถือเป็นความสำเร็จในการพัฒนาที่นำความก้าวหน้ามาสู่ราษฎรในท้องถิ่น ดังพระราชดำรัสที่พระราชทานเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2522 ความตอนหนึ่งว่า

“…คนที่ไปดูก็เห็นได้ว่า เริ่มต้นด้วยไม่มีอะไรเลย แต่ว่าต่อมาภายในวันเดียว ทุกคนที่อยู่ในท้องที่นั้นก็เข้าใจว่าต้องช่วยกัน และยิ่งในสมัยนี้ ในระยะนี้เราต้องร่วมมือกันทำ เพราะว่าถ้าไม่มีการร่วมมือกันก็ไม่ก้าวหน้า ไม่มีความก้าวหน้า ฉะนั้นการที่ท่านได้ทำ แล้วมีความก้าวหน้านี้เป็นสิ่งที่ดีมาก หลักการก็อยู่ที่ทุกคนต้องช่วยกันเสียสละ เพื่อให้กิจการในท้องที่ก้าวหน้าไปด้วยดี ก้าวหน้าได้อย่างไรก็ด้วยการช่วยเหลือกัน แต่ก่อนนั้นเคยเห็นว่ามีกิจการที่ทำมีกลุ่มคนหนึ่งทำ แล้วก็ทำให้ก้าวหน้า แต่อันนี้มันไม่ใช่กลุ่มหนึ่ง มันทั้งหมดร่วมกันทำ และก็มีความก้าวหน้าแน่นอน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์และเป็นสิ่งที่ทำให้มีความหวัง มีความหวังว่าประเทศชาติจะก้าวหน้า ประเทศชาติจะมีความสำเร็จ…”

1208 Total Views 3 Views Today
แสดงความคิดเห็น