พลังงานในพระดำริ ‘แก๊สโซฮอล-ไบโอดีเซล’ พลังงานทดแทนเพื่อพสกนิกรไทย

นับเป็นความโชคดีอย่างยิ่งของคนไทยที่ได้เกิดและอาศัยอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา พระปรีชาสามารถ และพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล อันเป็นที่ประจักษ์ชัดในหลากหลายด้าน

ย้อนไปกว่า 20 ปีที่แล้ว เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นสูง ส่งผลกระทบทำให้คนไทยต้องใช้น้ำมันในราคาแพง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจึงทรงเริ่มต้นศึกษาวิจัยด้านพลังงานทดแทนขึ้น เพื่อให้ประชาชนคนไทยได้มีทางเลือกในการใช้พลังงานทดแทนที่คนไทยสามารถผลิตได้เอง และช่วยลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันได้

จากหนังสือ “72 ปี แก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการพระราชวัง” ได้กล่าวถึงพระราชดำริเรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่มีมานานกว่า 50 ปีว่า

“พระองค์ทรงรับสั่งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2504 แล้ว ว่าค่ารถจะแพงก็แปลว่าน้ำมันจะแพง บังเอิญผมรู้จักกับพวกอุตสาหกรรมน้ำมันแล้วคุยเรื่องนี้เขาบอกว่าเขาแข่งขันกัน มันก็ต้องลดราคาลงไปเรื่อย ๆ พระองค์ก็รับสั่งให้ทดลองผลิตแอลกอฮอล์ทำน้ำมันเชื้อเพลิง ทำเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ดีโซฮอล์ในสวนจิตรลดา…”

นับเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเชื้อเพลิงชีวภาพของโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาใน พ.ศ. 2528 โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเริ่มต้นเป็นจำนวน 925,500 บาท การทดลองจึงเริ่มตั้งแต่การปลูกอ้อยหลากหลายพันธุ์เพื่อคัดเลือกพันธุ์ที่ดีที่สุดนำมาทำแอลกอฮอล์ มีการสร้างโรงงานแอลกอฮอล์ที่มีทั้งเครื่องหีบอ้อย ถังหมัก หอกลั่นขนาดเล็ก และเริ่มเดินเครื่องการผลิตครั้งแรกใน พ.ศ. 2529 สามารถผลิตแอลกอฮอล์ 91 เปอร์เซ็นต์ได้ในอัตรา 2.8 ลิตรต่อชั่วโมง ต่อมาเกิดมีวัตถุดิบไม่เพียงพอจึงเปลี่ยนมาใช้กากน้ำตาล และมีการสร้างอาคารศึกษาวิจัยหลังใหม่ภายในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา แอลกอฮอล์ที่ผลิตได้ในช่วงแรกนั้นยังไม่สามารถนำไปผสมกับเบนซินได้ จึงนำไปทำเป็นน้ำส้มสายชู และพัฒนาไปเป็นแอลกอฮอล์แข็ง โรงงานแอลกอฮอล์มีการปรับปรุงการกลั่นเรื่อยมาจนสามารถผลิตแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 95 เปอร์เซ็นต์ หรือที่เรียกว่า ‘เอทานอล’ ได้เป็นผลสำเร็จ
%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b4-%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%aa%e0%b9%82ด้านไบโอดีเซลนั้น พระบาทสมเด็จพระปริมนทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเห็นความสำคัญของน้ำมันจากพืชไบโอดีเซลอย่างต่อเนื่อง และได้ขยายผลไปสู่ภาคชนบท โดยใน พ.ศ. 2528 ทรงมีพระราชดำริให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ณ สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จังหวัดกระบี่ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ขนาดเล็กที่มีกำลังผลิตวันละ 110 ลิตร ขึ้น ณ ศูนย์การศึกษาพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส จากนั้นใน พ.ศ. 2543 กองงานส่วนพระองค์จึงได้ทำวิจัยพัฒนาและทดลองนำน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์หรือปาล์มดีเซลมาทดลองใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลของกองงานส่วนพระองค์ที่พระราชวังไกลกังวล จากความสำเร็จดังกล่าว ในวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2544 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ยื่นจดสิทธิบัตร ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์คือ “การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ดีเซล” สิทธิบัตรเลขที่ 10764 และในปีเดียวกันนี้เอง สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติได้อัญเชิญผลงานของพระบาทสมเด็จพระปริมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จำนวน 3 ผลงาน คือ ทฤษฎีใหม่ โครงการฝนหลวง และโครงการน้ำมันไบโอดีเซลสูตรสกัดจากน้ำมันปาล์ม ไปร่วมแสดงในงานนิทรรศการสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ “Brussels Eureka 2001” ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ซึ่งโครงการน้ำมันไบโอดีเซลสูตรสกัดจากน้ำมันปาล์ม ได้รับเหรียญทองประกาศนียบัตรสดุดีเทิดพระเกียรติคุณพร้อมถ้วยรางวัล แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพที่ไม่เพียงประจักษ์ในหมู่พสกนิกรชาวไทยเท่านั้น แต่ยังขจรขจายไปในนานาชาติอีกด้วย

และนับจากนั้นเป็นต้นมา หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และบริษัทผู้ค้าน้ำมัน จึงร่วมมือกันพัฒนาหน่วยผลิตต้นแบบในหลาย ๆ โครงการอย่างต่อเนื่อง จนสามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์ ทำให้ประชาชนคนไทยได้รับประโยชน์ต่อมาจนถึงปัจจุบัน

500 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น