ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

คำกล่าวที่ว่า “ไม่มีพื้นที่แห่งใดเลยในประเทศไทย ที่พระองค์ไม่เคยเสด็จพระราชดำเนินไปถึง” นั้น เห็นเป็นคำกล่าวที่ถูกต้องแล้ว

ด้วยตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์นั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรทั่วทุกภูมิภาคในทุกถิ่นทุรกันดารอย่างต่อเนื่อง ยังความปลาบปลื้มปิติมาสู่พสกนิกรทั่วทุกภูมิภาคที่มีโอกาสได้เฝ้าฯ รับเสด็จเป็นอย่างยิ่ง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือภูมิภาคแรกที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎร โดยเมื่อวันที่ 2-20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498 ระหว่างที่ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรนั้น ทำให้ทรงได้รับทราบด้วยพระองค์เองว่า ราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นต้องประสบปัญหาความทุกข์ยากแร้นแค้นยิ่งนัก อีกทั้งการคมนาคมในหลายพื้นที่ยังทุรกันดารยากลำบากมาก ข้อมูลต่าง ๆ ที่ทรงได้รับทราบจากการเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนั้น จึงกลายมาเป็นข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้นที่สำคัญในด้านการพัฒนา และเป็นรากฐานสู่การพัฒนาศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านนานกเค้า ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร

ในจารึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับต้นเหตุปัญหาของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จากเอกสารข้อมูลส่วนพระองค์ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่สำนักงาน กปร. (สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ)  มีความตอนหนึ่งว่า

“…ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอำเภอเมืองจังหวัดสกลนครเดิมเป็นป่าโปร่ง คนไปตัดไม้เป็นฟืนและใช้พื้นที่สำหรับทำการการเกษตรกรรม ป่าไม้ที่อยู่เหนือพื้นที่ถูกทำลายไปมาก จึงไม่มีน้ำในหน้าแล้งน้ำไหลแรงในหน้าฝนทำให้มีการชะล้าง (Erosion) หน้าดิน (Top Soil) บางลงและเกลือที่อยู่ข้างใต้จะขึ้นเป็นหย่อม ๆ…”

พร้อมกันนี้ได้พระราชทานข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาของดินบริเวณศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯว่า

“…เป็นดินทรายดินเค็มขาดน้ำ…”
%e0%b8%a8%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%9e%e0%b8%b2ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2525 ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์ องคมนตรี และนายสุนทร เรืองเล็ก อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยนายเล็ก จินดาสงวน เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ กรมราชองครักษ์ สวนจิตรลดา และได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯเป็นครั้งแรก โดยทรงให้พิจารณาวางโครงการจัดหาน้ำสนับสนุนโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานตามพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทดลองงานพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ อันได้แก่ การพัฒนาป่าไม้ การเกษตรต่าง ๆ ตามความเหมาะสม รวมทั้งการดำเนินงานด้านเกษตรอุตสาหกรรม สำหรับเป็นตัวอย่างอันจะนำไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเองได้ต่อไป และได้ให้ราษฎรนำไปปฏิบัติในพื้นที่ของตนเอง โดยได้พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำตาดไฮใหญ่ที่พิกัด  48 QUD 961-909  แผนที่มาตราส่วน 1 : 50,000  ระวาง 5843 III  เพื่อจัดหา

น้ำสนับสนุนศูนย์ฯ พื้นที่โครงการประมาณ 1,800 ไร่ ให้สามารถมีน้ำใช้ทำการศึกษาและทดลองได้ตลอดทั้งปี

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2526 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จทอดพระเนตรตรวจสภาพพื้นที่บริเวณบ้านนานกเค้า โดยเสด็จพระราชดำเนินเข้าไปถึงพื้นที่บริเวณที่จะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำตาดไฮใหญ่ และได้พระราชทานพระราชดำริให้พิจารณานำน้ำจากอ่างเก็บน้ำตาดไฮใหญ่มาสนับสนุนพื้นที่เกษตรกรบริเวณบ้านนานกเค้า โดยทรงคัดเลือกพื้นที่จัดตั้งศูนย์ฯ ณ บริเวณบ้านนานกเค้า ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ด้วยพระองค์เอง เพื่อเป็นพื้นที่ตัวแทนของภูมิภาคทั้งหมด ด้วยพื้นที่นี้มีลักษณะสภาพธรรมชาติแวดล้อมและวงจรชีวภาพที่คล้ายคลึงกับภูมิภาคโดยทั่วไปของภาคอีสานนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงได้ถือกำเนิดขึ้น เพื่อเป็นแบบจำลองของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นพื้นที่ส่วนย่อที่สอดคล้องกับการแก้ปัญหาและสามารถศึกษาวิธีการพัฒนาของภูมิภาคนี้ได้อย่างเหมาะสม

ปัจจุบันศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ยังเป็นสถานศึกษาทดลองด้านการพัฒนาทุกรูปแบบ และถ่ายทอดเทคโนโลยีแผนใหม่ให้แก่เกษตรกร และยังส่งเสริมให้มีการบำรุงรักษาและพัฒนาป่าไม้ในเขตปริมณฑลของศูนย์ฯ ภูพานด้วยระบบชลประทานอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ และนำผลผลิตทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นสินค้าเกษตรกรรม และส่งเสริมการพัฒนาอาชีพทางการเกษตรต่าง ๆ ให้แก่ราษฎร เช่น กสิกรรม การประมง และการปศุสัตว์ เป็นต้น

การพัฒนาในทุกด้านควบคู่กันไปจนประสบความสำเร็จ ทำให้ราษฎรได้อยู่ดีกินดี มีชีวิตที่ดีขึ้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ ล้วนเกิดขึ้นได้ด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงมีต่อพสกนิกรอย่างทั่วถึง และด้วยความทุ่มเททั้งพระวรกายและพระราชหฤทัยทรงงานหนักมาโดยตลอด ทั้งหมดนี้ก็เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามอย่างแท้จริง

350 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น