ทรงเลี่ยงคำสั่งแพทย์ห้ามเป่าแซกโซโฟน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ สนพระราชหฤทัยดนตรีมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงได้รับการฝึกฝนตามแบบฉบับการศึกษาวิชาดนตรีอย่างแท้จริง คือการเขียนโน้ตและบรรเลงแบบคลาสสิก โดยแนวดนตรีที่พระองค์สนพระราชหฤทัยคือแนวแจ๊ส (Jazz) ด้วยพระปรีชาสามารถในการทรงดนตรี ทรงพระราชนิพนธ์เพลงและเรียบเรียงเสียงประสาน ทรงเป็นครูสอนดนตรีแก่ข้าราชบริพารใกล้ชิด อีกทั้งยังทรงเครื่องดนตรีได้ดีหลายชนิด

ทั้งนี้ ในบรรดาเครื่องดนตรีหลายชิ้นที่ทรงเล่นได้ ทั้ง แซกโซโฟน, เปียโน, ทรัมเปต, กีตาร์, ไวโอลิน, ขลุ่ย, คลาริเนต, แตร ที่ทรงโปรดที่สุดก็คือแซกโซโฟน ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทรงหัดเล่นมาตั้งแต่อายุ 13 พรรษา ขณะประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กับครูชาวอัลซาส ชื่อ นายเวย์เบรชต์ (Wey-brecht)

โดยแซกโซโฟนที่ทรงเล่นตัวแรกนั้น ก็หาได้เป็นของใหม่ราคาแพงมีความหรูหราแต่อย่างใด หากแต่เป็นของเก่า หรือที่เรียกกันว่าของมือสอง ราคา 300 ฟรังก์สวิส ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระราชทานเงินสนับสนุน 150 ฟรังก์ ส่วนอีก 150 ฟรังก์ ใช้เงินจากสโมสรปาตาปุม (เงินที่พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ทรงเข้าหุ้นกัน)

สำหรับเรื่องของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ กับการทรงแซกโซโฟนนั้น หนังสือจ้าวแผ่นดินไทย ราชันแห่งโลก ได้กล่าวถึงหม่อมเจ้าจักรพันธุ์ เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ที่ประทานเล่าถึงความที่ทรงฝักใฝ่ในการทรงดนตรีของพระองค์ท่านไว้ว่า ในสมัยที่ทรงจำเริญพระชันษาขึ้นวัยรุ่นแล้ว ขณะประทับอยู่ที่พระตำหนักวิลลาวัฒนา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ครั้งหนึ่งประชวรด้วยพระโรคทางเดินหายใจ (หวัด) แพทย์ถวายการรักษาแล้วขอพระราชทานพระราชานุญาตห้ามทรงดนตรีเครื่องเป่าไว้สักระยะหนึ่ง

แต่เมื่อ “พระอารมณ์ศิลปิน” เกิดขึ้น ทรงพระราชดำริทำนองเพลงปรากฏขึ้นมาในพระจินตนาการ ก็ทรง “รอไม่ได้” เพราะทรงเกรงว่าถ้ารอไว้อาจจะทรงลืมเลือนหรือแปรเปลี่ยนไปเสียอีก ดังนั้นอีกครู่หนึ่งต่อมา เสียงแซกโซโฟนก็กังวานแว่วขึ้นได้ยินไปทั่วพระตำหนักอย่างไพเราะเพราะพริ้ง

สมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ และบรรดาข้าราชบริพารได้ยินเสียงก็พากันตกพระทัย ต่างรีบไปห้องประทับอย่างชุลมุน พลางคิดหาคำพูดไว้กราบบังคมทูลทัดทานและประเมินผลสำเร็จอยู่ในใจ เพราะต่างรู้กันอยู่ว่า “หมอห้าม”

แต่แล้วทุกพระองค์และทุกคนต่างก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ และอดที่จะขำขันกับภาพที่ได้เห็นนั้นไม่ได้ เพราะที่เห็นคือ หม่อมเจ้าจักรพันธุ์ฯ ประทับนั่งขัดสมาธิอยู่กับพื้น มีแซกโซโฟนห้อยอยู่ที่คอ โอษฐ์ทรงอมลิ้นแซกโซโฟน เป่าจนแก้มโป่ง สองกรยันองค์อยู่  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับคุกพระชานุ (เข่า) อยู่เบื้องปฤษฎางค์ (หลัง) ของหม่อมเจ้าจักรพันธุ์ สองพระกรโอบองค์หม่อมเจ้าจักรพันธุ์ไป ทรงไล่นิ้วแซกโซโฟนอยู่ข้างหน้า เป็นอันว่าหม่อมเจ้าจักรพันธุ์ทรงเป่าลมให้ออกเสียง ส่วนสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงไล่นิ้วเสียงให้เป็นไปตามทำนองเพลง เป็นภาพที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ จะทรงเป็นเช่นนี้เสมอมา คือ เมื่อทรงสนพระราชหฤทัยในสิ่งใดจะทรงทุ่มเท ฝักใฝ่จริงจังกับสิ่งนั้น  ไม่สำเร็จไม่รู้ผลจะไม่ทรงเลิกราเป็นอันขาด แม้ในการเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมประชาชนก็เช่นเดียวกัน เมื่อทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าวันนี้จะเสด็จไปไหน ไปถึงไหนแล้ว ไม่ว่าจะค่ำมืดดึกดื่น หนทางจะทุรกันดารเพียงไร จะต้องเสด็จฯ จนครบตามจุดหมายที่ทรงกำหนดไว้เสมอ

ขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือจ้าวแผ่นดินไทย ราชันแห่งโลก

1511 Total Views 2 Views Today
แสดงความคิดเห็น