“นายอินทร์” และ “ติโต” พระราชนิพนธ์แปลเพื่อคนไทย

“นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” และ “ติโต” พระราชนิพนธ์แปลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ที่คนไทยควรอ่าน

พระอัจฉริยภาพด้านวรรณกรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เป็นที่ประจักษ์ชัด โดยเฉพาะในด้านการแปล เหตุผลมาจากการที่ทรงมีพระปรีชาสามารถในหลากหลายภาษา ทำให้พระองค์ทรงเข้าพระราชหฤทัยในการที่จะพระราชนิพนธ์ หรือแปลได้อย่างผู้ที่เข้าถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้เขียนต้นฉบับ สำหรับพระราชนิพนธ์แปล จะทรงแปลตามความมากกว่าแปลตามคำ ด้วยเหตุที่ทรงเลือกสรรถ้อยคำให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมที่ผู้อ่านจะสื่อเรื่องราวได้ ทำให้พระราชนิพนธ์แปลของพระองค์มีอรรถรสแบบไทย อ่านเข้าใจง่าย เหมาะสมกับคนไทยเป็นอย่างยิ่ง

ดังพระราชนิพนธ์แปล 2 เรื่อง คือ “นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” และ “ติโต” ที่สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพ และพระปรีชาสามารถด้านภาษาและวรรณกรรมได้อย่างชัดเจน

นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ

เรื่องนี้เป็นพระราชนิพนธ์แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษชื่อ “A Man Called Intrepid” ของ William Stevenson   เขียนในรูปแบบบันทึกส่วนตัวขณะทำหน้าที่หัวหน้าจารกรรมในสงครามโลกครั้งที่ 2
เนื้อหาเป็นการเปิดเผยข้อมูลของกิจกรรมด้านจารกรรมตั้งแต่สหรัฐอเมริกายังไม่ได้เข้าร่วมรบในสงครามโลกอย่างเป็นทางการ ขณะนั้นสตีเวนสันเป็นสายลับพิเศษของเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล ส่งข่าวมายังประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์) ในขณะนั้น เปิดเผยแผนลับของฮิตเลอร์ จอมเผด็จการแห่งเยอรมัน ที่จะใช้วิธีการอันเหี้ยมโหดตลบตะแลงก้าวขึ้นเป็นเจ้าโลกให้ได้ เมื่ออังกฤษพ่ายแพ้ปราชัย ฮิตเลอร์จะกรีธาทัพใหญ่เข้าบุกสหรัฐอเมริกาทันที

Intrepid (นายอินทร์) เป็นนามรหัสของ Sir William Stevenson ตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานรักษาความปลอดภัยของอังกฤษ (B.S.C. = British Security Coordination) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นหัวหน้าข่ายราชการลับทำหน้าที่ประสานงานกิจการยุทธศาสตร์ของสหรัฐ (O.S.S. = U.S. Office Strategic Service) จนกระทั่งเยอรมันหรืออำนาจฝ่ายอักษะ (Axis Power) ยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ ค.ศ. 1945 สำนักงาน B.S.C. จึงสลายตัวหมดสภาพไปโดยปริยาย

ผู้ประพันธ์ได้บรรยายเหตุการณ์ต่าง ๆ อันน่าระทึกใจที่ผู้นำทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหารต้องตัดสินใจและปฏิบัติการซึ่งเป็นผลต่อเนื่องอย่างจริงจังตั้งแต่ต้นจนอวสาน แบบเรื่องจริงซึ่งยังไม่เคยเปิดเผยอย่างชัดเจนถูกต้องมาก่อน ต้นฉบับภาษาอังกฤษพิมพ์ครั้งแรก เมื่อปี ค.ศ.1976 (พ.ศ. 2519) เป็นหนังสือที่มีผู้อ่านมากที่สุดเล่มหนึ่งทั้งในยุโรปและอเมริกาเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน

โดยข้อคิดที่ได้จากเรื่องนั้นทำให้รู้ว่า “นายอินทร์” และผู้ร่วมในงานนี้ เป็นตัวอย่างของผู้กล้าหาญที่ยอมอุทิศชีวิตเพื่อความถูกต้อง ยุติธรรม เสรีภาพ และสันติภาพ โดยไม่หวังลาภยศสรรเสริญใด ๆ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงใช้เวลาว่างวันละเล็กละน้อยแปลเรื่องนี้ ทรงเริ่มแปลหน้าแรกเมื่อ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2520 และแปลเสร็จเมื่อ 23 มีนาคม พ.ศ. 2523 โดยใช้เวลาในการแปลรวมทั้งสิ้น 2 ปี 9 เดือน 3 วัน ได้พระราชทานแก่ผู้ทรงรู้จักคุ้นเคย และต่อมาได้จัดพิมพ์ขึ้นในวโรกาสที่ทรงมีพระชนมายุ 66 พรรษา ณ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2536 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จำหน่ายเพื่อหารายได้สมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนา

ติโต

เรื่องนี้ทรงแปลจากเรื่อง Tito ของ Phillis Auty ใน พ.ศ.2519 เพื่อให้ข้าราชบริพารได้รู้จักบุคคลที่น่าสนใจคนหนึ่งของโลก ฐานะผู้นำคนแรกของประเทศยูโกสลาเวีย ที่มีความกล้าหาญชาญชัยถึงขนาดท้าทายอิทธิพลทางการเมืองทุกรูปแบบรวมทั้งแสนยานุภาพอันเกรียงไกรทางทหารของโซเวียต (สมัยจอมพลโจเซฟ สตาลิน) ด้วยการดำเนินนโยบายอิสระทั้งด้านการปกครอง เศรษฐกิจ และการต่างประเทศ รวมไปถึงการปฏิรูปสังคม เป็นผลให้ยูโกสลาเวียถูกขับออกจากกลุ่มประทศคอมมิวนิสต์ซึ่งมีโซเวียตเป็นผู้นำ กลายเป็นคอมมิวนิสต์นอกคอกแห่งยุโรปตะวันออก

พระราชนิพนธ์แปลเรื่องนี้แสดงให้เห็นการดิ้นรนต่อสู้ของติโตตั้งแต่วัยเด็ก จนกระทั่งก้าวเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางการเมือง การปฏิบัติงานที่เสี่ยงชีวิตในองค์กรคอมมิวนิสต์สากล (Comintern) การนำขบวนการผู้รักชาติเข้าต่อต้านการยึดครองของฝ่ายอักษะอย่างเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นโดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและความยากลำบาก มีความพยายามที่จะรวมชาติซึ่งแตกแยกทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ให้กลับมารวมกันเป็นปึกแผ่นในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมทั้งชี้ให้เห็นคุณลักษณะพิเศษเฉพาะตัวของติโต ลูกชาวนาผู้ยากจนได้ส่งให้เขากลายเป็นวีรบุรุษของชาติและผู้นำประเทศที่ทั่วโลกยอมรับ

โดยข้อคิดที่ได้จากเรื่องทำให้รู้ว่า “ติโต” นั้นเป็นแบบอย่างแห่งผู้นำที่มีความเพียร เป็นผู้ที่ฟันฝ่าอุปสรรคในทุกวิถีทางเพื่อสร้างความเป็นไท นอกจากนี้ยังทำให้ทราบว่า ความสามัคคีหากจะเกิดขึ้นได้ ส่วนหนึ่งต้องมาจากการมีผู้นำที่ดีและมีความยุติธรรม

หนังสือติโตนี้ได้จัดพิมพ์เป็นเล่มและวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2537 ซึ่งรายได้จากการพิมพ์จำหน่ายหนังสือพระราชนิพนธ์แปลเรื่องนี้ได้พระราชทานสมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งเป็นองค์การที่ทรงตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้พ้นจากพิษภัยแห่งมลภาวะทั้งหลายทั้งปวง สมควรแล้วที่ได้รับการสนับสนุนจากนักอ่านและบุคคลทั่วไปอย่างกว้างขวางแพร่หลายมากที่สุดเล่มหนึ่งในเมืองไทย

พระราชนิพนธ์แปลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้แฝงข้อคิดคติธรรมที่มีคุณค่าสำหรับผู้อ่านสามารถนำไปเป็นหลักคิดและการดำเนินชีวิตที่ดีต่อไปได้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อปวงชนชาวไทยที่ทรงสละความสุขส่วนพระองค์ในการค้นคว้าและสร้างสรรค์วรรณกรรมที่มีคุณค่าและมีประโยชน์เพื่อส่วนรวม นอกจากนี้แล้ว ด้วยน้ำพระราชหฤทัยจากพระองค์ท่านที่มีต่อพสกนิกร รายได้จากการพิมพ์จำหน่ายหนังสือพระราชนิพนธ์แปลทั้งสองเรื่องนี้ยังพระราชทานสมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนาในการสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อสาธารณประโยชน์อีกด้วย

เรียบเรียงจาก : หนังสือชุดพระมหากษัตริย์บรมราชจักรีวงศ์ 9 รัชกาล

2230 Total Views 7 Views Today
แสดงความคิดเห็น