“ป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง” ทฤษฎีการพัฒนาฟื้นฟูป่าไม้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ความเติบโตก้าวหน้าของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ล้วนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ป่าไม้ของประเทศไทยถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว จากแรงผลักดันทางเศรษฐกิจที่มุ่งค้าขายทำกำไร โดยใช้ป่าเป็นปัจจัยสำคัญในเชิงพาณิชย์

จนเกิดผลกระทบทำให้พื้นที่ป่าต้นน้ำถูกทำลาย เกิดภาวะแห้งแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ในฤดูฝนก็เกิดน้ำหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และมีการพังทลายของดินอย่างรุนแรง จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการทำการเกษตร เป็นทุกข์ร้อนของแผ่นดินที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงตระหนักถึง โดยเฉพาะเรื่องป่าไม้ ซึ่งพระองค์ทรงห่วงใยเป็นอย่างมากนับตั้งแต่เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นต้นมา

ด้วยความสนพระราชหฤทัยในการแก้ไขปัญหาป่าไม้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจึงทรงศึกษาและคิดค้นนานาวิธีที่จะอนุรักษ์ป่าไม้ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ดังเช่นในระยะแรกที่ทรงเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล เป็นประจำแทบทุกปีโดยรถไฟพระที่นั่ง ซึ่งต่อมามีการปรับปรุงเส้นทางคมนาคมดีขึ้น จึงเสด็จฯ โดยรถยนต์พระที่นั่ง เมื่อประมาณ พ.ศ. 2503 – 2504 ขณะเสด็จพระราชดำเนินผ่านอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีต้นยางขนาดใหญ่ปลูกเรียงรายทั้งสองข้างทาง จึงได้มีพระราชดำริที่จะสงวนบริเวณป่ายางนี้ไว้ให้เป็นสวนสาธารณะ แต่ในระยะนั้นไม่อาจดำเนินการได้เนื่องจากต้องจ่ายเงินค่าทดแทนในอัตราที่สูง เพราะมีราษฎรมาทำไร่ทำสวนในบริเวณนั้นจำนวนมาก พระองค์จึงทรงเริ่มทดลองปลูกต้นยางด้วยพระองค์เอง โดยทรงเพาะเมล็ดยางในกระถางบนพระตำหนักเปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล และได้ทรงปลูกต้นยางนั้นในแปลงป่าไม้ทดลองพร้อมข้าราชบริพารเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2504 จำนวน 1,250 ต้น ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ทั่วประเทศมาปลูกในบริเวณที่ประทับสวนจิตรลดาในลักษณะป่าไม้สาธิต นอกจากนี้ใน พ.ศ. 2508 ยังได้สร้างพระตำหนักเรือนต้นขึ้นในบริเวณป่าไม้สาธิตนั้น เพื่อทรงศึกษาธรรมชาติวิทยาของป่าไม้ด้วยพระองค์เองอย่างใกล้ชิดและลึกซึ้งอีกด้วย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีความเข้าใจในธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง และทรงให้ความสำคัญกับการปลูกป่า  ทรงต้องการให้ประชาชนใกล้ชิดกับทรัพยากรธรรมชาติ โดยสร้างความตระหนักให้มีความรักป่าไม้ด้วยจิตสำนึกร่วมกัน (Awareness and Sharing Participation) มากกว่าวิธีการใช้อำนาจบังคับ จึงได้พระราชทานพระราชดำริต่าง ๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาและพัฒนาป่าไม้มาโดยตลอด หนึ่งในแนวทางการแก้ไขปัญหาป่าไม้ที่ได้พระราชทานพระราชดำรินั้น คือ การปลูก “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” โดยการปลูกต้นไม้ 3 ชนิดที่แตกต่างกัน คือ ไม้ผล ไม้โตเร็ว และไม้เศรษฐกิจ เพื่อจะทำให้เกิดป่าไม้แบบผสมผสาน และสร้างความสมดุลแก่ธรรมชาติอย่างยั่งยืน สามารถตอบสนองความต้องการของรัฐและวิถีประชาในชุมชน ดังพระราชดำรัสที่ได้พระราชทานเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2523 ณ โรงแรมริมคำ จังหวัดเชียงใหม่ ความตอนหนึ่งว่า

“..การปลูกป่าถ้าจะให้ราษฎรมีประโยชน์ให้เขาอยู่ได้ ให้ใช้วิธีปลูกไม้สามอย่าง แต่มีประโยชน์สี่อย่าง คือ ไม้ใช้สอย ไม้กิน ไม้เศรษฐกิจ โดยปลูกรองรับการชลประทาน ปลูกรับซับน้ำและปลูกอุดช่วงไหล่ตามร่องห้วย โดยรับน้ำฝนอย่างเดียว ประโยชน์ที่สี่คือ ได้ระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ…”

นอกจากนี้ยังมีพระราชดำริที่สำคัญ ซึ่งต่อมาได้ยึดเป็นทฤษฎีในการพัฒนาด้านป่าไม้ โดยปลูกฝังจิตสำนึกแก่ประชาชน นั่นคือ “…เจ้าหน้าที่ป่าไม้ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อนแล้วคนเหล่านั้นก็พากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง…”

นับเป็นทฤษฎีที่เป็นปรัชญาในด้านการพัฒนาป่าไม้ที่ยิ่งใหญ่โดยแท้

2857 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น