กล้องคู่พระหัตถ์ตัวแรกเมื่อพระชนมายุ 8 พระชันษา

“การถ่ายภาพเป็นงานศิลปะ เป็นของดีมีประโยชน์ ขออย่าได้ถ่ายภาพกันเพื่อความสนุกสนานหรือความสวยงามเท่านั้น จงใช้ภาพให้เกิดคุณค่าแก่สังคมให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม งานศิลปะจะได้ช่วยพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้อีกแรงหนึ่ง”

พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะกรรมการบริหารสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงถ่ายภาพทั้งในยามเสด็จพระราชดำเนินไปในที่ต่าง ๆ ในการประกอบพระราชกรณียกิจ เพื่อนำมาศึกษาในการช่วยเหลือราษฎร เมื่อยามว่างก็ทรงถ่ายภาพเพื่อบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ อีกทั้งยังศึกษาวิธีการล้าง อัด ด้วยตัวพระองค์เองได้อย่างดีเยี่ยม ทรงใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และทรงศึกษาจนชำนาญ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ มีพระปรีชาสามารถในศิลปะแขนงต่าง ๆ เป็นอย่างยิ่ง ทั้งศิลปะด้านมัณฑนศิลป์ จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม วรรณศิลป์ การดนตรี ฯลฯ แต่งานที่ทรงเชี่ยวชาญและพอพระราชหฤทัยเป็นพิเศษคือ ศิลปะด้านการถ่ายภาพ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงสนพระราชหฤทัยในการถ่ายภาพมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ดังที่ประชาชนมักจะได้เห็นภาพพระองค์ทรงคล้องกล้องไว้ที่พระศออยู่เสมอ พระองค์ทรงมีกล้องถ่ายภาพเล็กส่วนพระองค์ตัวแรกคู่พระหัตถ์ตั้งแต่พระชนมายุเพียง 8 พระชันษา (ราวปี พ.ศ. 2479) ซึ่งนับตั้งแต่ครั้งทรงเยาว์พระชันษาจนกระทั่งตราบทุกวันนี้ ได้ทรงใช้งานอดิเรกด้านนี้ในพระราชกรณียกิจต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาตินานัปการ

สำหรับกล้องตัวแรกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ คือ Coronet Midget โดยสมเด็จพระบรมราชชนนีได้พระราชทานซื้อให้แก่พระองค์ ซึ่ง โคโรเน็ต มิดเจ็ต เป็นกล้องถ่ายรูปสีเขียวปะดำ ผลิตขึ้นที่เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ซึ่งกล้องตัวนี้มีขนาดเล็กมาก มีคำโฆษณาว่าเล็กที่สุดในโลก ราคาเพียง 2 ฟรังก์สวิส และใช้ฟิล์มราคา 25 เซนต์ เป็นฟิล์มขนาด 16 mm. ถ่ายได้ 6 ภาพต่อหนึ่งม้วน โดยมีความเร็วชัตเตอร์ความเร็วเดียวที่ 1/30 และค่ารูรับแสงที่ f/10 ส่วนการปรับความชัดของภาพนั้นใช้การเคลื่อนกล้องเข้า-ออกจากวัตถุ โดยระยะที่สามารถถ่ายได้คือ 5 ฟุตถึงระยะอนันต์ ซึ่งปัจจุบันกล้องรุ่นนี้เป็นกล้องหายาก และเป็นกล้องสะสมในหมู่นักสะสมกล้องโบราณ

กล้องตัวนี้เป็นกล้องที่ต้องวัดแสงและจัดองค์ประกอบต่าง ๆ ด้วยพระองค์เอง โดยมีบันทึกคำบอกเล่าของสมเด็จพระบรมราชชนนีที่ชวนให้ขบขันไว้ว่า ในครั้งแรกที่ถ่ายภาพนั้น ฟิล์มหนึ่งม้วนสามารถถ่ายได้ 6 ภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ถ่ายเสียไป 5 ภาพ และดี 1 ภาพ ซึ่งภาพที่ดีนั้นคนอื่นเป็นผู้ถ่าย

ในระยะแรกนั้นแม้จะทรงไม่ประสบความสำเร็จในการถ่ายภาพมากนัก ทรงมุ่งมั่นและไม่ทรงย่อท้อในการฝึกฝน จนพระองค์มีความเชี่ยวชาญและและกลายเป็นนักถ่ายภาพที่มีพระปรีชาสามารถยิ่งในเวลาต่อมา

ด้วยในสมัยก่อนเป็นที่ทราบกันดีว่าอุปกรณ์การถ่ายภาพต่าง ๆ ยังไม่มีความทันสมัยอย่างในปัจจุบันนี้ ไม่มีกล้องอัตโนมัติ เวลาจะถ่ายภาพแต่ละครั้งต้องทำการปรับหน้ากล้อง ตั้งความเร็วของชัตเตอร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ก็ทรงศึกษาและฝึกฝนด้วยตัวพระองค์เอง เริ่มทรงกล้องถ่ายภาพคู่พระหัตถ์และทรงใช้ฟิล์มขนาดต่าง ๆ กล้องที่ทรงใช้ในระยะแรกเป็นกล้องที่ไม่มีเครื่องวัดแสงภายในตัว จึงต้องทรงใช้พระราชวิจารณญาณอย่างรอบคอบละเอียดถี่ถ้วน

แม้ในปัจจุบันกล้องถ่ายภาพจะมีการพัฒนาอุปกรณ์ มีการวิวัฒนาการทำให้การถ่ายรูปง่ายและสะดวกมากขึ้นกว่าสมัยก่อน แต่พระองค์ก็มิทรงใช้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ยังทรงใช้กล้องคู่พระหัตถ์แบบมาตรฐานอย่างที่นักเล่นกล้องมืออาชีพทั้งหลายใช้กัน

ซึ่งภาพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงถ่ายไว้นั้น  นับว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศและพสกนิกรไทยเป็นอย่างยิ่ง ดังเช่นทุกครั้งที่พระองค์เสด็จฯ ไปในสถานที่ต่าง ๆ ทั่วทุกแห่งในประเทศเพื่อลงพื้นที่ในพระราชกรณียกิจ พระองค์จะทรงนำภาพถ่ายฝีพระหัตถ์มาใช้ประกอบการทำงานของพระองค์อยู่เสมอดังที่พวกเราชาวไทยทราบกันดี ซึ่งนอกจากประโยชน์ดังกล่าวแล้ว เรื่องราวต่าง ๆ ผ่านเลนส์ด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์ยังเป็นบันทึกที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และความงดงามของภาพทุกภาพยังทรงคุณค่าทางศิลปะเป็นอย่างยิ่ง

เรียบเรียงจาก : หนังสือราชันย์ผู้สร้างสรรค์ ดนตรี กีฬา ศิลปะ ของพระเจ้าแผ่นดิน

410 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น