“สวนหลวง ร.9” แก้มลิงและสวนสาธารณะของคนกรุงเทพฯ

“สวนหลวง ร.9 นี่เกิดขึ้นมาอย่างนี้ คือ มีคนมาถามว่า ตอนอายุ 60 ปี จะทำอะไรให้ดีก็บอกว่าไม่อยากให้ทำอะไรที่ต้องลงทุนมากมาย ไม่อยากไปรบกวนใคร ๆ ไม่อยากให้รบกวนประชาชน

ลงทุนมากแล้วบางทีก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ถ้าจะมีการทำจริง ๆ ก็อยากให้เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่จะได้ประโยชน์ให้ทำ คนได้เป็นเจ้าของ สวนนี้ก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นสาธารณะสถานที่ทุกคนจะไปใช้ได้ ไปเที่ยวได้ คนทั่วไปจะมีที่ไปพักผ่อนหย่อนใจเพิ่มขึ้นอีกแห่งหนึ่ง เราก็เลยตกลงจะทำสวนกัน”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เกี่ยวกับสวนหลวง ร.9 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

สวนหลวง ร.9 เป็นสวนสาธารณะระดับเมือง (City Park) แห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ในเขตประเวศ มีเนื้อที่ 500 ไร่ การริเริ่มการจัดสร้างสวนหลวง ร.9 มิได้มีที่มาจากพระราชดำริโดยตรง แต่มาจากความสอดคล้องในความประสงค์ของคณะเอกชนกับหน่วยงานของรัฐ กล่าวคือในปี พ.ศ. 2525 คณะเอกชน ซึ่งนำโดยท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค มีความประสงค์จะสร้างสวนสาธารณะเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เพื่อเฉลิมฉลองพระชนมายุ 60 พรรษา และได้ดำเนินการหาพื้นที่หลายแห่ง แต่ยังไม่ได้พื้นที่ที่เหมาะสม ส่วนกรุงเทพมหานครได้มีนโยบายในปี พ.ศ. 2520 ให้ใช้ที่ดินที่ซื้อไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 บริเวณหนองบอน เขตประเวศในปัจจุบัน เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและเป็นสนามกีฬาของประชาชน

ในเวลาใกล้เคียงกัน หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เมื่อปี พ.ศ. 2523   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้พระราชทานพระราชดำริว่า พื้นที่บริเวณหนองบอน วัดตากล่ำ และวัดดอกไม้ มีสภาพเป็นที่ลุ่ม ควรจะใช้เป็นที่รับน้ำก่อนระบายออกแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2526 พลเรือเอก เทียม มกรานนท์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จึงได้ปรับนโยบายเกี่ยวกับพื้นที่หนองบอนให้เป็นพื้นที่รับน้ำตามพระราชดำริ และในปี พ.ศ. 2527 ได้มีการประสานนโยบายของกรุงเทพมหานคร หาพื้นที่และหาทุนในการสร้างสวนสาธารณะ และได้ขอพระราชทานใช้ชื่อว่า  “สวนหลวง ร.9”
นอกจากพระราชดำริที่ให้ใช้พื้นที่สวนเป็นที่รับน้ำ ซึ่งนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของแก้มลิงแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ยังได้พระราชทานข้อแนะนำด้านการวางแผนการใช้พื้นที่ โดยให้ทำง่าย ๆ คงพื้นที่ลุ่มธรรมชาติเหมือนเดิมและปรับพื้นที่ด้วยการขุดดินทำเป็นสวนน้ำ ดังพระราชดำรัสว่า

“ตอนแรก ๆ ก็ไม่ได้แนะนำ ไม่ได้เป็นที่ปรึกษาอะไรหรอก แต่ทีนี้เขาตั้งชื่อว่า สวนหลวง ร.9 เราก็เป็น ร.9 ใช่ไหม ก็เลยต้องแนะเขาบ้าง ไม่อยากให้เขาทำอะไรใหญ่ ๆ โต ๆ ที่ต้องใช้ทุนทรัพย์มากแล้วไม่ได้ประโยชน์อะไรคุ้มค่า อยากให้ทำง่าย ๆ ปรับที่ให้ดี แล้วปลูกต้นไม้ ที่ตรงนั้นเป็นหลุมเป็นบ่อ เป็นพรุเหมือนทางภาคใต้ จำได้ไหม ทำอะไรก็ทำไม่ได้ ถ้าขุดดินก็จะได้ทั้งที่ราบและได้สระได้คูเป็นสวนน้ำได้ด้วยแล้ว น้ำก็เอามารดต้นไม้ ส่วนตรงที่เป็นพรุก็ทิ้งเอาไว้บ้าง ชาวกรุงจะได้รู้จักว่าพรุเป็นอย่างไร

อยากให้ทำให้เป็นธรรมชาติที่สุด สงวนพันธุ์ไม้ สงวนป่าไม้ แล้วก็สงวนสัตว์ป่า นี่เป็นสิ่งสำคัญเป็นเอกลักษณ์ของชาติเหมือนกันนะ ใช่ไหม สวนนี้เมื่อปลูกต้นไม้มาก ๆ อีกหน่อยต้นไม้โต นกกาก็มาเกาะมาอาศัย อีกสิบกว่าปีอาจจะมีนกมาอาศัยแยะ พอฉลอง 6 รอบของ ร.9 สวนนี้อาจเป็นสวนนกไปด้วยก็ได้นะ”

คณะทำงานได้น้อมนำแนวพระราชดำริ มาพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นสวนสาธารณะที่มีความสมบูรณ์แห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินเปิดสวนหลวง ร.9 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2530

จากแนวพระราชดำริสู่การปฏิบัติ สวนหลวง ร.9 เป็นสาธารณูปการอีกแห่งหนึ่งที่มาจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ที่ได้ทรงใช้โอกาสในการเฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษา จัดหาสวนสาธารณะซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และเป็นความต้องการอย่างยิ่งของประชาชนในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร ซึ่งพระบารมีของพระองค์ได้ส่งผลให้การดำเนินการสร้างสวนหลวง ร.9 ประสบความสำเร็จ เป็นความร่วมมือที่มาจากทั้งหน่วยงานเอกชน หน่วยงานราชการ และประชาชนทั่วไป ทั้งในด้านการรวบรวมที่ดิน การหาทุน รวมทั้งการจัดส่วนต่าง ๆ ของพื้นที่ ซึ่งนอกจากจะเป็นสวนสาธารณะและเป็นพื้นที่รับน้ำที่ได้ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานครแล้ว สวนหลวง ร.9  ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติในเมืองที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งด้วย

พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ  ในการจัดสร้างสวนหลวง ร.9 ที่ทรงเน้นการสร้างสิ่งที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะที่ได้ประโยชน์หลายประการในคราวเดียว การประหยัด การรักษาสภาพธรรมชาติดั้งเดิม การอนุรักษ์พันธุ์พืชและสัตว์ต่าง ๆ ในพื้นที่ ทำให้เกิดประโยชน์มากมายต่อประชาชนที่ทุกคนสามารถน้อมนำมาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตให้เกิดประโยชน์สุขแก่ตนเอง ครอบครัว และสังคมได้เป็นอย่างดี

เรียบเรียงจาก : หนังสือบทบาทและแนวคิดในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการพัฒนาเมือง ชุมชน และสถาปัตยกรรม ตามแนวพระราชดำริ

456 Total Views 2 Views Today
แสดงความคิดเห็น