5 เรื่องพระราชอารมณ์ขัน ในหลวง ร.9

พระราชอารมณ์ขันของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้น เป็นที่กล่าวถึงกันอย่างแพร่หลาย และเมื่อราษฎรได้ยินได้ฟัง ไม่ว่าจากสื่อประเภทใด ต่างก็รู้สึกประทับใจและปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง

บทความนี้ขออนุญาตนำพระราชอารมณ์ขันของ ในหลวง ร.9 ที่นักเขียนชื่อดังอย่าง คุณวิลาศ มณีวัต ได้รวบรวมไว้ในหนังสือเรื่อง “พระราชอารมณ์ขันของในหลวง” ซึ่งมติชนออนไลน์ได้นำมาเผยแพร่ไว้  จึงขออนุญาตนำบางส่วน 5 เรื่องราวมาเผยแพร่ต่อดังนี้

1. เรื่องมิกกี้เมาส์ เมื่อครั้งพระองค์พระชนมพรรษา 72 พรรษา มีการผลิตเหรียญที่ระลึกออกมาหลายรุ่น เจ้าของกิจการนาฬิกายี่ห้อหนึ่งได้ยื่นเรื่องขออนุญาตนำพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์มาประดับที่หน้าปัดนาฬิกาเป็นรุ่นพิเศษ เมื่อพระองค์ทรงทราบเรื่องแล้ว จึงตรัสกับเจ้าหน้าที่ว่า “ไปบอกเค้านะ เราไม่ใช่มิกกี้เมาส์”

2. เรื่องเป็นหมอ ครั้งหนึ่งได้มีพิธีการถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางนิติศาสตร์ พระองค์รับสั่งกับมหาดเล็กใกล้ชิดว่า “ฉันได้เป็นหมอความแล้ว” ต่อมาเมื่อมีการถวายปริญญาทางดิน ก็รับสั่งว่า “ตอนนี้เราเป็นหมอดินแล้ว” ไม่นานก็มีการถวายปริญญาทางดนตรีอีก จึงรับสั่งอีกว่า “ในตอนนี้เราเป็นหมอลำ”

3. เรื่องคนในแบงก์ เมื่อคราวที่ทูลกระหม่อมฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ประทับที่โรงพยาบาลศิริราช ช่วงเช้าตรู่มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พยาบาลที่ถวายงานอยู่จึงไปรับสาย ก็มีเสียงปลายทางพูดมาว่า “ขอสายฟ้าหญิง” พยาบาลที่รับสายจึงถามกลับไปว่า “ขอประทานโทษค่ะ ใครจะเรียนสายด้วยคะ” อีกฝ่ายตอบกลับมาว่า “บอกเขาว่าคนในแบงก์โทร.มา”  พยาบาลจึงถามกลับไปว่า “ธนาคารไหนคะ” และคิดในใจว่ายังเช้าอยู่อย่างนี้ธนาคารจะโทร.มาเรื่องอะไร แต่พอกลับมานั่งทบทวนว่าคนในแบงก์โทร.มา ถึงกับตื่นเต้นตกใจขนลุกขนพอง เพราะคนในแบงก์ก็คือ ในหลวง นั่นเอง

4. เรื่องพวกเดียวกัน ในการเสด็จออกเยี่ยมราษฎรที่อยู่ไกล ๆ ในทุรกันดารนั้น บางครั้งกำนันก็อยากกราบบังคมทูลด้วยราชาศัพท์ แต่อันที่จริงนั้นไม่ต้องก็ได้ พระองค์มิได้ทรงเห็นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทรงถือว่าความจงรักภักดีและความเคารพในหัวใจนั้นสำคัญยิ่งกว่าราชาศัพท์ แต่ถึงกระนั้นกำนันบางคนก็ยังอยากจะกราบบังคมทูลให้ถูกต้องตามแบบแผน จึงอุตส่าห์ไปซ้อมเสียหลายวัน ท่องมาจนจำขึ้นใจ แต่เมื่อพระองค์ทรงเสด็จฯ มาถึงเข้าจริง ๆ กำนันก็รายงานตัวไปว่า “ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า…” พระองค์จึงรับสั่งด้วยความเมตตาอย่างพ่อพูดกับลูกว่า “เราพวกเดียวกันนะ…”  กำนันเห็นว่าทรงพระกรุณาเช่นนั้น ก็เปลี่ยนใจมากราบบังคมทูลด้วยภาษาธรรมดาแทน

5. เรื่องกี่กิโล สำหรับเรื่องนี้ ม.ล.ปิ่น มาลากุล เคยเล่าให้ คุณวิลาศ มณีวัต ฟังว่า ที่มหาวิทยาลัยประสานมิตรในปีหนึ่ง เมื่อพระราชทานปริญญาบัตรเสร็จแล้ว มีพระราชดำรัสแก่ ม.ล.ปิ่น ว่า “วันนี้ฉันได้ให้ปริญญาบัตรไปกี่กิโล” ม.ล.ปิ่น อึกอักจนด้วยเกล้าฯ เพราะมิได้ให้ปลัดกระทรวงหรืออธิบดีชั่งน้ำหนักก่อนเพื่อกราบบังคมทูล แต่ในปีต่อมา ในโอกาสเช่นเดียวกัน อธิการบดีของมหาวิทยาลัยได้เตรียมพร้อมชั่งน้ำหนักใบปริญญาบัตรจำนวนทั้งหมดไว้เรียบร้อยแล้วล่วงหน้า ม.ล.ปิ่น จึงกราบทูลเสียงดังว่า “วันนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานปริญญาบัตรไปจำนวนทั้งหมด 230 กิโลกรัม”  ในทันทีนั้นก็มีพระราชดำรัสถาม ม.ล.ปิ่น ว่า “ฉันจะต้องได้อาหารสักกี่แคลอรี จึงจะพอชดเชยกับแรงงานที่ได้เสียไป”

ขอบคุณข้อมูลจาก “หนังสือพระราชอารมณ์ขันของในหลวง” เขียนโดย วิลาศ มณีวัต

5709 Total Views 4 Views Today
แสดงความคิดเห็น