สีชัง One Fine Day

ถ้าหากนึกถึงเกาะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวมายาวนาน เกาะแรก ๆ ที่นึกถึงก็น่าจะเป็นเกาะสีชัง ซึ่งเป็นเกาะที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากฝั่งแผ่นดินจังหวัดชลบุรี และอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก จนหลายคนอาจจะมองข้ามเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ไป แต่ในวันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับเกาะแสนเงียบสงบแห่งนี้ให้มากขึ้นกว่าเดิมกันนะคะ

การเดินทางไปเกาะสีชังนั้นแสนจะสะดวกสบายเป็นอย่างยิ่ง ขับรถสบาย ๆ จากกรุงเทพฯ มาที่อำเภอศรีราชา เลยไปยังท่าเรือก็จะมีที่จอดและรับฝากรถให้บริการอยู่ทั้งสองข้างทาง ซึ่งแต่เดิมท่าเรือข้ามไปเกาะสีชังนั้นเราต้องไปขึ้นเรือที่เกาะลอย สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ฝั่งอำเภอศรีราชาไปยังเกาะสีชัง แต่ในปีนี้ท่าเรือเกาะลอยกำลังปิดซ่อมบำรุง ปรับปรุงภูมิทัศน์ เราเลยจะข้ามฝั่งไปจากท่าเรือจรินทร์ ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับท่าเรือเกาะลอยเดิมนั่นแหละค่ะ เรือโดยสารข้ามไปเกาะสีชังจะออกทุกชั่วโมง เริ่มตั้งแต่ 06.00 น. จนถึง 19.00 น. ค่าโดยสารคนละ 50 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที เราก็จะมาถึงท่าเรือที่เกาะสีชัง โดยที่ท่าเรือนี้มีบริการให้เช่ามอเตอร์ไซค์ ราคาวันละ 250 บาท หรือหากมากันเป็นหมู่คณะมากกว่า 2 คนขึ้นไปเราแนะนำให้ใช้บริการรถสามล้อเครื่อง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า รถสกายแลป ค่าบริการคันละ 250 บาทเช่นกัน

ซึ่งพี่คนขับจะพาไปจุดท่องเที่ยวสำคัญ ๆ 5 จุด ซึ่งเราสามารถให้เวลาในแต่ละจุดได้อย่างเต็มที่ตามต้องการ เพียงแค่ขอเบอร์พี่คนขับรถไว้ เมื่อต้องการจะไปต่อก็เพียงโทร.บอก พี่คนขับก็จะมารับเราไปส่งอีกแห่ง เนื่องจากถ้ามาในช่วงวันหยุดจะมีนักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ รถก็จะเวียนรับส่งไปยังจุดต่าง ๆ โดยรอบเกาะ แต่หากมาวันธรรมดาแล้ว สามารถให้พี่คนขับจอดรอเราตามจุดต่าง ๆ ได้เลย  เมื่อเราเดินทางมาถึงเกาะประมาณเที่ยงวัน แนะนำให้เริ่มที่จุดแรก คือไหว้ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ต่อจากนั้นก็ไปชมรอยพระพุทธบาท ซึ่งอยู่บริเวณใกล้ ๆ กัน จากนั้นให้พี่คนขับพาไปส่งที่หาดถ้ำเขาพัง เพื่อแวะหาอะไรรับประทานในมื้อกลางวัน และนอนรับลมทะเล โดยบริเวณหาดจะมีบริการเก้าอี้ผ้าใบและร่มให้เราได้นอนรับลมกันอย่างเต็มที่

เมื่อได้เวลาบ่าย ๆ เราจะเดินทางไปยังจุดที่สี่ที่เป็นไฮไลต์ของเกาะสีชัง นั่นก็คือ พระจุฑาธุชราชฐาน พระราชวังที่รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดฯ ให้สร้างเพื่อเป็นพระราชวังตากอากาศ ถือเป็นพระราชวังแห่งเดียวของไทยที่ตั้งอยู่บนเกาะ บรรยากาศโดยรอบมีต้นลีลาวดีขนาดใหญ่เรียงรายกันอยู่คู่กับทางเดินริมทะเล เราสามารถนั่งเล่นพักผ่อนตามเก้าอี้ไม้ยาวริมทะเล หรือเก็บภาพย้อนอดีตสวย ๆ ที่สะพานไม้สีขาวที่เป็นแลนด์มาร์กของเกาะสีชัง อย่างสะพานอัษฎางค์
เมื่อเก็บภาพกันเต็มที่แล้ว เราจะเดินทางไปยังจุดหมายสุดท้าย คือ ช่องเขาขาด เพื่อไปชมวิวพระอาทิตย์ยามเย็น  ระหว่างทางไปนั้นแอบกระซิบพี่คนขับให้จอดดื่มกาแฟและกินขนมเจ้าอร่อยที่ร้าน Flower Blue กันสักนิด ก่อนแวะไปยืนชมพระอาทิตย์ตกดินที่ช่องเขาขาด จากนั้นจึงเดินทางไปท่าเรือเพื่อข้ามฝั่งกลับมายังตัวอำเภอศรีราชา หากใครมีวันว่าง ๆ สักวัน ยังไม่รู้จะไปเที่ยวไหนที่บรรยากาศดี ๆ แนะนำให้แวะไปทักทายเกาะสีชังกันสักครั้งนะคะ

321 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น