ถอดรหัสอุปสรรคการค้าในเวียดนาม

6 ปัญหาปวดหัวทำการค้าในเวียดนามที่ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมแผนรับมือ แรงงาน ภาษี และกฎระเบียบ

“เวียดนาม” ดำเนินนโยบายการค้าและเศรษฐกิจเป็นระบบการตลาดแบบสังคมนิยม เพื่อก้าวเข้าสู่ประเทศที่กำลังพัฒนาและทันสมัยภายในปี 2563 โดยมีการปรับระบบเศรษฐกิจให้เป็นแบบเสรี  ไม่ผูกขาดการค้า ทำให้เศรษฐกิจมีความเป็นสากลมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีข้อตกลงทางการค้าทั้งอาเซียนและ TPP ที่สนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติที่ส่งผลให้เวียดนามเป็นประเทศที่น่าลงทุนที่สุดในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ CLMV (กัมพูชา เมียนมา ลาว และเวียดนาม) จากความที่เป็นประเทศที่มีการพัฒนาในด้านต่าง ๆ มากที่สุด รวมถึงสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน เสถียรภาพทางการเมือง ขนาดประชากร กำลังซื้อ และที่ดินก็มีราคาถูกกว่าในเมียนมา ทำให้เวียดนามกลายเป็นตัวเลือกสำหรับนักลงทุนที่น่าสนใจไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาและอุปสรรคทางการค้าเป็นสิ่งที่ต้องพบเจอและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ผู้ประกอบการไทยที่มีความสนใจเข้าไปลงทุน  อาจต้องเตรียมแผนธุรกิจเพื่อรองรับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยที่ผ่านมาปัญหาด้านการทำธุรกิจที่พบในเวียดนามจะประกอบไปด้วย

1. แรงงานในเวียดนามยังขาดทักษะ

เวียดนามยังขาดแคลนผู้บริหารในระดับกลาง  โดยมีแรงงานเพียง 1 ใน 4 ที่จบการศึกษาเท่านั้นที่สามารถตอบโจทย์ตลาดแรงงานได้ ส่วนที่เพิ่งจบการศึกษาจำเป็นต้องได้รับการฝึกทักษะและอบรม (Training)

2. พฤติกรรมผู้บริโภคมีความแตกต่างสูง
เวียดนามมีภูมิประเทศเป็นลักษณะรูปร่างยาวกว่า 3,300 กิโลเมตร และพฤติกรรมของผู้บริโภคก็แตกต่างกันตั้งแต่ภาคเหนือของประเทศจรดภาคใต้ สินค้าที่จะเข้าทำตลาดในเวียดนามจึงต้องมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละภูมิภาค สินค้าที่ประสบความสำเร็จในภาคเหนือของเวียดนาม  ก็ไม่ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จในภาคใต้หรือภาคกลาง

3. กฎระเบียบที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ผู้ประกอบการไทยต้องติดตามและศึกษาข้อมูลกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ ควรสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมไว้ก่อนว่ารัฐบาลเวียดนามพยายามแก้ไข ปรับปรุง กฎระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้า การลงทุน ซึ่งสามารถขอข้อมูลกับหน่วยงานภายใต้กระทรวงวางแผนและการลงทุน (MPI) ของแต่ละจังหวัดได้

4. ภาษี
ระบบการคิดคำนวณอัตราอากรศุลกากรนำเข้ายังคงเป็นปัญหาพิธีการ และแบบฟอร์มศุลกากรแตกต่างกันไปในแต่ละเมือง ทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความมั่นใจในการลงทุนหรือเข้าไปทำธุรกิจในเวียดนาม  โดยภาษีนำเข้าทั่วไปของเวียดนามยังอยู่ระดับสูง  โดยเฉพาะสินค้าที่เวียดนามสามารถผลิตเองได้ อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค เรียกเก็บภาษีนำเข้าเฉลี่ยสูงถึง 30–40% เสื้อผ้าสำเร็จรูป (ภาษีนำเข้า 30 + VAT 10%)  และอัญมณีสำเร็จรูป (ภาษีนำเข้า 40 + VAT 10%) เป็นต้น

5. ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าไทยและการปลอมแปลงสินค้า
มีไม่น้อยที่ตกม้าตายหลังจากสินค้าได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม แต่กลับถูกผู้ประกอบการท้องถิ่นหรือสินค้าจากจีนลอกเลียนแบบ  เนื่องจากเป็นสินค้ายอดนิยม  ความผิดพลาดของผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่มาจากการไม่จดเครื่องหมายการค้าในเวียดนามก่อนเข้าไปลงทุน ด้วยความที่ไม่มั่นใจว่าสินค้าจะขายได้หรือไม่ ซึ่งสิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกเมื่อคิดจะเข้าไปทำการค้าแม้ว่ายังไม่มั่นใจว่าสินค้าจะขายได้หรือไม่ก็คือ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

6. ปัญหาลักลอบค้าขายตามแนวชายแดนของเวียดนามกับประเทศเพื่อนบ้าน (สปป.ลาว กัมพูชา และจีน)
ต่อจากข้อที่ 5 สาเหตุของสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่นั้นถูกลักลอบขนส่งเข้ามาจากทางชายแดน อีกทั้งยังไม่เสียภาษีอย่างถูกกฎหมาย  ส่งผลให้สินค้าลอกเลียนแบบที่มีคุณภาพต่ำและราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้าน  สามารถเข้ามาแย่งพื้นที่ส่วนแบ่งทางการตลาดกับสินค้าจากผู้ประกอบการไทยได้

หากผู้ประกอบการไทยต้องการเข้าตลาดเวียดนาม ควรเตรียมพร้อมศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคและทดสอบตลาดก่อน  โดยการจัดนิทรรศการสินค้าไทยในเวียดนาม ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ของไทยได้จัดขึ้นหลายครั้งในหลายจังหวัดของเวียดนาม ถ้าผลตอบรับดี จะมีตัวแทนจำหน่ายในท้องถิ่นเวียดนามมากมายเข้ามาหาในงานนิทรรศการนั้น และหลังจากนั้นผู้ประกอบการไทยก็สามารถส่งออกสินค้ามาเวียดนามได้โดยผ่านตัวแทนจำหน่ายในท้องถิ่น  แต่ผู้ประกอบการไทยสามารถตั้งบริษัทจำหน่ายสินค้าในเวียดนามได้  โดยการนำเข้าและจำหน่ายสินค้าในเวียดนามด้วยตนเองก็ได้

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน 9 สาขาใน 10 ประเทศเพื่อให้บริการท่าน สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล: [email protected] สายด่วน 1333

code3

 

แสดงความคิดเห็น