บางกอกแล็ปฯ ปฏิวัติอุตสาหกรรมยาสมุนไพรไทยเทียบคุณภาพสากล

บางกอกแล็ปฯ เผยหัวใจการผลิต คืองานวิจัย และการควบคุมมาตรฐานที่เข้มข้น ภายใต้ในแนวคิด “ยาสมุนไพรแผนปัจจุบัน”

“ยาจากสมุนไพรไทย” กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง เมื่อกระแสผู้บริโภคหันมาสนใจผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งปกติผลิตภัณฑ์ที่จากสมุนไพรไทยจะถูกทำให้ภาพจำมาจากสินค้า OTOP เป็นการรวมกลุ่มกันระหว่างชุมชนสร้างอาชีพ สินค้าจากสมุนไพรไทยจึงเป็นกลุ่มที่ไม่มีผลวิจัยรับรอง การควบคุมมาตรฐานและการเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์จึงยังมีน้อย จากแรงบันดาลใจดังกล่าว  ส่งผลให้ 3 เภสัชกร คุณสุวิทย์ งามภูพันธ์ คุณศุภชัย สายบัว และคุณสมชัย พิสพหุธาร เริ่มก่อตั้งบริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด

บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด เป็นโรงงานผลิตภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพขนาดใหญ่ลำดับต้น ๆ ของประเทศ และผลงานวิจัยยังได้รับการยอมรับในโรงพยาบาลทั่วประเทศ อาทิ เจลสกัดจากพริก รักษาอาการแก้ปวดเรื้อรัง สารสกัดจากขมิ้นชัน เพื่อพัฒนาเป็นยาสำหรับแก้และรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ป้องกันกรดไหลย้อน และสารสกัดกระชายดำสำหรับบำรุงร่างกาย

คุณศุภชัย สายแก้ว ผู้อำนวยการโรงงาน และ 1 ใน 3 ผู้ก่อตั้ง บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด กล่าวว่า การผลิตยาสมุนไพรในความหมายของบริษัทฯ ไม่ใช่การนำสมุนไพรมาบดแล้วอัดเป็นแคปซูลอัดเม็ด หรือเป็นเจลทาผิวอย่างเช่นสมุนไพรในท้องตลาด แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะมีรูปแบบเป็นยาเม็ดหรือแคปซูล แต่ภายในบรรจุไว้ด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ อาทิ เทคโนโลยีการสกัด นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีการผลิต เทคโนโลยีห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพที่ทันสมัย ฯลฯ

“การผลิตยาสมุนไพรของเราแต่เดิมมีพื้นฐานมาจากยาแผนปัจจุบัน ซึ่งมีความต้องการที่จะพัฒนายาจากสมุนไพรไทยในแนวคิด ‘ยาสมุนไพรแผนปัจจุบัน’  โดยผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ตลาดได้รับความเชื่อถือจากแพทย์ เภสัชกร และบุคลากรการแพทย์อย่างดีในปัจจุบัน  โดยมีศูนย์วิจัย BLC (BLC Research Center) ของบริษัทฯ และงานวิจัยด้านสมุนไพรอีกหลายตัวในกระบวนการผลิต เพื่อรองรับความมั่นใจว่ายามีประสิทธิภาพจริง”

คุณศุภชัยกล่าวถึงโอกาสการส่งออกของอุตสาหกรรมยาไทยอีกว่า มีสัญญาณที่ชัดเจนจากรัฐบาลที่จะให้การสนับสนุน ซึ่งในประเทศที่อยู่ติดตอนเหนือของไทยสามารถส่งออกไปได้ทั้งหมด โดยเฉพาะในเมียนมาที่ยาไทยได้รับการเชื่อถืออย่างมาก ส่วนประเทศที่อยู่ติดทางใต้ของไทยอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ จะขายยากกว่า เนื่องจากติดปัญหาฮาลาลของประเทศมุสลิม อีกทั้งยังไม่เชื่อในมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของไทย

อุปสรรคที่ผ่านมาของการทำอุตสาหกรรมยามาจากมาตรฐานของผู้ตรวจ เนื่องจากที่ผ่านมา องค์การอาหารและยา (อย.) เพิ่งผ่านการตรวจได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับสากลจากการตรวจประเมินยาแห่งสหภาพยุโรป (Pharmaceutical Inspection Co-operation Scheme: PIC/S) ในช่วงต้นปี 2559 ที่ผ่านมา ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าวมาแล้วหลายปี การได้รับการรับรองของ อย. จะทำให้สินค้าจากไทยส่งออกได้ง่ายมากขึ้น

“งานวิจัยเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยที่ผ่านมา บางกอกแล็ปฯ ส่งเสริมงานวิจัยมาโดยตลอด เป็นเสมือนหัวใจหลักของอุตสาหกรรมยา เนื่องจากเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยี หากขาดงานวิจัย  องค์กรไม่มีทางไปรอด สักแต่ว่าทำยาปั้ม ๆ ขาย ไม่มีคุณภาพ ไม่มีการควบคุมการผลิต ไม่มีมาตรฐานการตรวจสอบ ไม่มีงานวิจัยรองรับว่าเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนเท่ากับยาแผนปัจจุบัน องค์กรก็ไปต่อไม่ได้ งานวิจัยจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคไว้วางใจในยา”

ด้านประโยชน์หลังจากการเปิดอาเซียน  คุณศุภชัย  อธิบายอีกว่า หลังจากเปิดอาเซียนที่ผ่านมา บางกอกแล็ปฯ  ไม่มีผลกระทบมากนัก เนื่องจากวัตถุดิบอย่างสมุนไพรก็หาได้ในประเทศ ส่วนสารตั้งต้นในการผลิตอื่น ๆ ก็ไม่มีในอาเซียน เพราะฉะนั้นจึงอยากให้ทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับยาที่สกัดมาจากสมุนไพรไทย เนื่องจากวัตถุดิบสามารถหามาได้จากในประเทศ ส่วนยาที่ทำจากเคมีล้วนต้องนำเข้าวัตถุดิบทั้งสิ้น

คุณพิชญาพร รัศมี ผู้จัดการฝ่ายควบคุมคุณภาพ บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันบางกอกแล็ปฯ ผลิตยาแผนปัจจุบันเป็นหลัก  ซึ่งมีความพยายามที่จะผลักดันยาสมุนไพรไทยที่สกัดออกมาอยู่ในรูปแบบยาแผนปัจจุบัน โดยสมุนไพรหลายตัวตอนนี้ถูกเข้าบัญชียาหลักแห่งชาติ ทางผู้บริหารได้มีนโยบายผลักดันยาที่สกัดจากสมุนไพรไทยแผนปัจจุบัน  โดยเน้นการทำวิจัยให้เป็นเครื่องการันตี

ส่วนการนำเข้าวัตถุดิบมีทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถ้าเป็นสมุนไพรจะเป็นส่วนที่ใช้ภายในประเทศ ส่วนถ้าเป็นยาแผนปัจจุบันจะนำเข้าจากสหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์ อิตาลี สเปน จีน และสิงคโปร์ โดยจะดูจากแหล่งวัตถุดิบที่มั่นคง มีคุณภาพ ซึ่งวัตถุดิบที่สั่งมาก่อนเข้ากระบวนการผลิตจะต้องส่งตัวอย่างมาให้ที่แผนกตรวจสอบคุณภาพ  เพื่อทำการวิเคราะห์ร่วมกับทางฝ่ายศูนย์วิจัยและการผลิตว่าผลิตภัณฑ์ตั้งต้นมีคุณภาพสำหรับการผลิต เพื่อขึ้นทะเบียนแหล่งวัตถุดิบ แต่ถ้าเป็นแหล่งวัตถุดิบใหม่จะไม่สามารถส่งเข้ามาได้ เนื่องจากบริษัทฯ จะรับขึ้นแต่แหล่งวัตถุดิบที่ขึ้นทะเบียนไว้เท่านั้น

“เราไม่ได้ดูแค่ว่าสินค้าเขามีคุณภาพหรือไม่ แต่เราดูถึงว่าโรงงานที่ผลิตผลิตภัณฑ์ตั้งต้นนั้นได้มาตรฐานหรือไม่ นอกจากส่งตัวอย่างวัตถุดิบแล้วยังต้องส่งระบบการรับรองต่าง ๆ ทั้งหมดมาให้การพิจารณา ซึ่งสิ่งสำคัญคือ GMP (Good Manufacturing Practice หรือหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตจัดทำขึ้นโดยหน่วยงานมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ หรือโคเด็กซ์ (CODEX) เพื่อให้สมาชิกทั่วโลกใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค หากไม่มี GMP ทางบริษัทฯ ก็ไม่พิจารณาทันที”

คุณพิชญาพร ยังกล่าวอีกว่า สภาวะทางการตลาดของอุตสาหกรรมยาแผนปัจจุบันที่สกัดมาจากสมนุไพรไทยยังไม่สูงมาก  แต่ถ้าสูงจะเป็นการแข่งกับสมุนไพรจากชาวบ้าน หรือ OTOP เพราะว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก ไม่มีการควบคุมคุณภาพ  ไม่มีงานวิจัย “ซึ่งทางบริษัทฯ มีการควบคุมการผลิตเทียบเท่ายาแผนปัจจุบัน และมีงานวิจัยรับรอง ราคาจึงต่างกันมาก”

ด้าน คุณนรินทร บูรณปรีชา ผู้จัดการศูนย์วิจัย BLC บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ดำเนินการในฐานะรับจ้างผลิต ส่วนการส่งออกไปต่างประเทศทำผ่านบริษัทลูกในเครือ และตัวแทนจัดจำหน่าย (Distributor) ที่ดูแลเรื่องการตลาด แต่ยังไม่มีการส่งออกไปในแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งอย่างไรตามเนื่องจากการผลิตยา ทะเบียนยาเป็นชื่อของโรงงาน แม้ว่าฉลากจะจัดจำหน่ายในชื่อแบรนด์อื่น แต่ทะเบียนยาและเครดิตการผลิตยังคงเป็นชื่อบริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด

“ทางโรงงานจะมีบริษัทในเครือที่ดูแลเรื่องงานทะเบียนโดยเฉพาะ  รับผิดชอบดูแลทั้งในประเทศและในต่างประเทศ โดยบริษัทที่มาจ้างโรงงานผลิตจะสามารถนำไปติดแบรนด์และทำการตลาดเอง ซึ่งในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ออกจากโรงงานนั้นพร้อมขายได้ทันที เพราะเรารวมการขึ้นทะเบียนยาและเครื่องสำอางไว้ให้แล้วในกระบวนการผลิต ในปัจจุบันโรงงานรับจ้างผลิตเฉพาะบริษัทในเครือ แต่ในอนาคตกำลังจะเปิดรับผลิตให้กับบริษัทอื่น ๆ ด้วย”

จากนั้น คุณสุรพล ชามาตน์ รองผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ยังกล่าวถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมยาที่ผ่านมาอีกว่า การส่งออกยามีการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากการได้รับการยอมรับของประเทศคู่ค้าต่อยาจากไทย ที่ได้มาตรฐาน PIC/S โดยในภูมิภาคอาเซียนปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสัดส่วนของประชากรที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้ยาเพิ่มขึ้นตาม

“ไทยจะสามารถส่งออกยาไปอาเซียนมากขึ้นจากการเข้าเป็นสมาชิก ASEAN Listed Inspection Service ซึ่งทาง สศอ.จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมยาไทยให้เติบโตอย่างมีทิศทางที่ชัดเจนในตลาดโลก” คุณสุรพล กล่าว

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน 9 สาขาใน 10 ประเทศเพื่อให้บริการท่าน สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล: [email protected] สายด่วน 1333

go-inter-case_%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%9b%e0%b8%af-%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%ad%e0%b8%b8

 

แสดงความคิดเห็น