แนะ SME ใช้ “แม่สอด” บุกพม่า !

ชูจุดแข็ง SME ไทย ใช้ชายแดน “แม่สอด” เป็นประตูการค้า ย้ำ ! เมียนมาไม่ใช่หมูเคี้ยวง่าย ต้องทำแผนการลงทุน

ผืนป่าเขียวขจีปกคลุมทั่วดินแดน “แม่สอด” ขยายกว้างลับสายตาไล่จากแนวภูเขา เลาะสองริมฝั่งแม่น้ำเมยที่คั่นกลางระหว่างไทย–เมียนมา โดยมีสะพานมิตรภาพฯ เป็นเส้นทางเชื่อมการคมนาคมและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสะพานดังกล่าว ตั้งอยู่สุดทางหลวงหมายเลข 105 จากอำเภอแม่สอดข้ามผ่านแม่น้ำเมยสู่เมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา

“แม่สอด” ยังกลายเป็นเมืองที่มีการค้าคึกคักมากที่สุด ด้วยความที่เป็นหนึ่งในเส้นทางเศรษฐกิจตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก–ตะวันตก การเดินทางสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้ามาทำการค้าชายแดนก็สามารถทำได้ง่ายมากขึ้น  เพราะ “แม่สอด” มีความพร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐานอันจำเป็นต่อคมนาคมอย่างเส้นทางถนนและสนามบิน หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ ท่าอากาศยานแม่สอด แต่เดิมเป็นสนามบินที่ใช้ในกิจการทหารในความดูแลของกองทัพอากาศ สร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ไว้ใช้เป็นฐานปฏิบัติการ ซึ่งในปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลกรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม

ที่ผ่านมาเมียนมายังมีความต้องการสินค้าจากไทยอย่างต่อเนื่องผ่านด่านพรมแดนระหว่างแม่สอดที่เป็นจุดการค้าผ่านแดนถาวร ไปสู่เมียวดีในรัฐกะเหรี่ยงของเมียนมา และยังสามารถเชื่อมจากเมียวดีต่อไปยังเมืองเศรษฐกิจอย่างย่างกุ้งและเมาะละแหม่งได้

ข้อมูลจากการค้าชายแดนล่าสุดในไตรมาสแรกของ 2559 ยังยืนยันการเติบโตของการค้าชายแดนด่านแม่สอดที่มีความแข็งแกร่งต่อเนื่อง ซึ่งมีการขยายตัวถึงร้อยละ 20 มูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ด้านสินค้าสำคัญที่ส่งออกผ่านด่านชายแดนแม่สอด ประกอบไปด้วยกลุ่มสินค้าอุปโภคและบริโภค วัสดุก่อสร้าง รวมถึงสินค้าขั้นต้น ขั้นกลาง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรม เช่น เม็ดพลาสติก เป็นต้น นอกจากนี้ เมียนมายังขาดแคลนการลงทุนในด้านอุตสาหกรรมอย่างโรงกลั่นและโรงงานปิโตรเคมี

ดร.ธนิต โสรัตน์ อนุกรรมาธิการและเลขานุการคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการเกษตร สภาขับเคลื่อนประเทศไทย (สปท.) และรองประธานสภาองค์กรนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ได้วิเคราะห์เศรษฐกิจและการเมืองเมียนมาภายในงานสัมมนา  “จับตาทิศทางการค้าและการลงทุนเมียนมา ใต้เงารัฐบาลใหม่” ว่า เมียนมาเปรียบเสมือนอัญมณี แต่ยังไม่ผ่านการเจียระไน การมองเมียนมาจึงต้องมองในหลายมิติทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม แล้วนำมาผนวก จึงเห็นโอกาสในการทำการค้า ซึ่งหลังจากการเปิดประเทศและการเลือกตั้งเมื่อปลายปี 2558 ส่งผลให้เศรษฐกิจเมียนมาเติบโตอย่างมาก โดยนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาลชุดใหม่ที่มุ่งเน้นส่งเสริมด้านการลงทุน ปรับปรุงภาคการเงิน ภาษี และโลจิสติกส์ เพื่อลดปัญหาการค้าใต้ดิน และทำให้เป็นสากลมากขึ้น

การค้าระหว่างไทยและเมียนมาถูกเชื่อมโยงเข้ากันด้วย 5 ด่าน และกว่า 10 จุดผ่อนปรนสินค้า มีอัตราการเติบโตมีละ 2% ทุกปี ชายแดนจึงกลายเป็นจุดแข็งที่สุดสำหรับผู้ประกอบการไทยที่สามารถเชื่อมโยงไปยังย่างกุ้งและใช้เป็นเส้นทางส่งออกสินค้าไปยังเมืองเศรษฐกิจอื่น ๆ ในเมียนมาได้อีก

“การค้าชายแดนถือว่าเป็นจุดแข็งที่สุด จากโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และกำลังซื้อ โดยที่ผ่านมาการค้าขายในเมียนมา 70% ผ่านถนน ซึ่งสินค้าไทยส่งออกไปเมียนมาแล้วมีศักยภาพอย่างมาก คือ เครื่องสำอาง สินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า สินค้าอุปโภค บริโภค ซึ่งสินค้าไทยดังกล่าวในสายตาชาวเมียนมาถือว่าเป็นสินค้าแบรนด์เนม“

การลงทุนในเมียนมานั้น ผู้ประกอบการไทยอาจยังไม่ต้องคิดถึงขั้นอุตสาหกรรม ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถลงทุนในรูปแบบร้านค้า บริการ ร้านอาหาร ท่องเที่ยว ฯลฯ โดยก่อนที่จะเข้าไปลงทุน ผู้ประกอบการไทยจะต้องทำการศึกษาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความเป็นรัฐซ้อนรัฐ การเงิน ภาษี และกฎหมาย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญ

นอกจากนี้ การทำแผนการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก ก่อนที่ผู้ประกอบการไทยจะลงทุนในเมียนมา จะต้องเขียนแผนธุรกิจ เนื่องจากการลงทุนมีความเสี่ยง นักลงทุนหลายรายมองเมียนมาเป็นของเคี่ยวง่าย ซึ่งมีผู้ประกอบการไทยไม่น้อยที่ประสบปัญหาขาดทุนมาแล้ว เพราะฉะนั้นแผนธุรกิจจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง  จะต้องตั้งเป้าหมายไว้ว่าขาดถึงแค่น้อยแล้วถอยกลับไทย อย่าฝืนเด็ดขาด อย่าลงทุนตามกระแส และอย่าลงทุนโดยที่ไม่รู้อะไรเลย

%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2-aec_%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0-sme-%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-%e0%b9%81%e0%b8%a1

แสดงความคิดเห็น