รายได้ที่ลดลง ไม่ได้มาจากสภาวะทางเศรษฐกิจถดถอยเพียงอย่างเดียว !?

ค้าขายไม่ดี อาจไม่ใช่ที่ภาวะ ศก. ปรับมุมมองการทำธุรกิจ SME เมื่อต้องเข้าสู่ตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรงสูง

การลดลงของตัวเลขทางการเงินที่เกิดขึ้น ผู้ประกอบการไทยหลายรายที่บ่นกรนถึงปัญหาสภาวะทางเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงซบเซา แต่ก็มีไม่น้อยที่ธุรกิจยังเติบโตและสามารถสร้างกำไรได้อย่างงดงาม เป็นผลสะท้อนบางอย่างที่เกิดขึ้น หมายความว่ารายได้ที่ลดลงนั้นอาจไม่ได้มาจากสภาวะทางเศรษฐกิจที่เป็นปัจจัยภายนอกเสมอไป แต่ธุรกิจที่กำลังประสบปัญหาอยู่ อาจเป็นผลมาจากโครงสร้างอันเกิดมาจากสภาพการแข่งขันของตลาดในปัจจุบันที่มีความรุนแรง จนไม่สามารถปรับตัวได้ทัน อีกทั้งหลังจากการเปิดประชาคมอาเซียนที่ผ่านมา นอกจากการใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษทางภาษีและการเคลื่อนย้ายสิ่งต่าง ๆ อย่างเสรีแล้ว เท่ากับเป็นการเปิดตลาดให้มีการแข่งขันอย่างเสรีมากขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ปรับตัวไม่ทันจากสถานการณ์ดังกล่าวจะมี 3 ปัญหาหลักที่ตามมา คือ
1.   สงครามราคา  (Price War)
2.   ขายสินค้ามาก แต่กำไรน้อยลง
3.   สูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาด

ทั้ง 3 สถานการณ์ดังกล่าวนั้น ล้วนเป็นปัญหาที่ทุกภาคส่วนของไทยกำลังเผชิญ ทั้ง เกษตร อุตสาหกรรม สิ่งทอ ท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ฯลฯ โดยมีไม่น้อยที่แก้ไขสถานการณ์การแข่งขันทางการตลาดที่รุนแรงด้วยการหั่นราคาขายให้ถูกลง (Price War ) จนขาดทุน และสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดในที่สุด อย่างเช่น ไทยสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดสินค้าเกษตรให้กับเวียดนาม จากปัจจัยตลาดมีการแข่งขันอย่างเสรี ทำให้ผู้เล่นรายใหม่อย่างเวียดนามที่มีต้นทุนการทำในราคาที่ต่ำกว่าไทย สามารถขึ้นมาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดได้ โดยผู้ประกอบการไทยก็ยังไม่มีความพร้อมมากพอที่จะเข้าแข่งขันกับตลาดที่เสรีอย่างแท้จริง

ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเรียนรู้ว่าการจะก้าวเข้าสู่ตลาดที่มีการแข่งขันอย่างเสรีนั้น ไม่ใช่การลดราคา หรือการมุ่งเน้นพัฒนาแต่ตัวผลิตภัณฑ์เท่านั้น เนื่องจากการสร้างความแตกต่างในสายตาผู้บริโภคให้ตระหนักถึงคุณค่าของสินค้ามากขึ้น จะสามารถช่วยเรื่องการเพิ่มมูลค่าขายให้สินค้าไทยได้ รูปแบบตัวอย่างธุรกิจที่อยู่ในตลาดการค้าเสรีจึงหันเข้าสู่การทำแบรนด์ (Branding) ซึ่งเป็นเป็นการแก้ปัญหาให้ผู้ประกอบการไทยยังสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดในการค้าเสรีโลกได้อย่างเติบโตและยั่งยืน

การทำแบรนด์จึงไม่ใช่แค่การทำโลโก้หรือตราสินค้า เนื่องจากเป้าหมายสูงสุดของการสร้างแบรนด์ คือ ความเชื่อมั่น และความภักดีในตราสินค้า (Brand Royalty) ราคาสูงแค่ไหนผู้บริโภคก็พร้อมจ่าย และกลายเป็นหนทางรอดในธุรกิจที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งกรณีตัวอย่างที่เห็นภาพได้ชัดเจนมาก คือ แบรนด์จากญี่ปุ่นที่ค่อย ๆ หายไป โดยพื้นฐานนิสัยคนญี่ปุ่นเดิมนั้น มีความเชื่อที่ว่าสินค้าดีแล้วจะขายได้เอง การทำธุรกิจจึงมุ่งหาแต่จะพัฒนาตัวสินค้า จนกระทั่งวันหนึ่งที่ Samsung แบรนด์จากเกาหลี และสินค้าจากจีนอย่าง Huawei จากเดิมที่รับจ้างผลิตให้กับบริษัทอื่น เพื่อนำสินค้าไปตีแบรนด์เนม (Brand Name) และไปเพิ่มมูลค่าสินค้า ก็เริ่มหันมาทำแบรนด์ของตัวเอง

จนในปัจจุบันทั้ง Samsung  และ Huawei ได้กลายเป็นบริษัทชั้นนำของโลกในด้านของเทคโนโลยี นวัตกรรม และสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าได้มากขึ้นจากเดิมที่ไม่มีแบรนด์ เพราะผู้บริโภคไม่ได้สนใจสินค้าที่ผลิตเท่ากับชื่อแบรนด์ที่ใช้ การสร้างแบรนด์ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าต่อผู้บริโภคให้ไม่เปลี่ยนใจไปใช้สินค้าแบรนด์อื่น เป็นการเติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืน

เช่นเดียวกับการแข่งขันในอาเซียนที่เกิดขึ้น การเปิดอาเซียนมีความหมายถึงการที่ผู้ประกอบการนำตัวเองเข้าสู่ตลาดการค้าเสรีโลกอย่างเต็มรูปแบบ การที่ผู้ประกอบการนั่งพร่ำบ่นถึงเศรษฐกิจโลกซบเซา ในขณะที่มีผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และต่างชาติอื่น ๆ มากมายประสบความสำเร็จได้ สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของตัวผู้ประกอบการหรือไม่ ที่ไม่มีศักยภาพพอที่จะสู้ในตลาดที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรงได้?

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน 9 สาขาใน 10 ประเทศเพื่อให้บริการท่าน สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล: [email protected] สายด่วน 1333

%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2-aec_%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88

 

แสดงความคิดเห็น