ครูภาษาไทยของในหลวงรัชกาลที่ 9 “เปรื่อง ศิริภัทร์”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถโดดเด่นในด้านภาษา พระองค์ทรงเจริญวัยในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จึงทรงภาษาฝรั่งเศสและเยอรมัน รวมทั้งภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี

ในขณะเดียวกันพระองค์ยังทรงมีพระอัจฉริยภาพในการใช้ภาษาไทยได้อย่างยอดเยี่ยม สะท้อนได้จากพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทในวโรกาสต่างๆ พระราชนิพนธ์ หรือพระราชนิพนธ์แปล เช่น พระมหาชนก ทองแดง นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ หรือเรื่องติโต ภาษาของพระองค์สั้น กระชับ ได้ใจความ แต่มีพลังลุ่มลึก ให้จินตภาพและงดงาม

แต่มีคนส่วนน้อยที่จะทราบว่าพระองค์ทรงมีพระอาจารย์ที่ดีเป็นผู้แนะนำสั่งสอนด้านภาษาไทยที่ติดตามไปทำหน้าที่ถึงสวิตเซอร์แลนด์ โดยทำหน้าที่พระอาจารย์ถวายพระอักษรภาษาไทยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ระหว่าง 2481-2490 รวม 9 ปี

ท่านผู้นั้นมีชื่อว่า อาจารย์เปรื่อง ศิริภัทร์ หรือ “มหาเปรื่อง” เปรียญธรรม 6 ประโยค

ย้อนไปเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2481 ครอบครัวสกุล “มหิดล” อันประกอบด้วยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้พาพระโอรส ธิดา เสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยประทับที่ตำหนักจิตรลดารโหฐาน เป็นเวลา 1 เดือนเศษ

สมเด็จพระศรีนครินทราฯ ทรงดำริว่า ด้วยเหตุที่พระโอรสและพระธิดายังทรงพระเยาว์และยังต้องศึกษาศิลปวิทยาการที่ต่างประเทศ น่าจะได้เรียนรู้ภาษาไทยและขนบธรรมเนียมไทยอันเป็นรากเหง้าวัฒนธรรมของชาติ รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้นจึงได้จัดหาพระอาจารย์ถวาย

ซึ่ง นายเปรื่อง ศิริภัทร์ หรือ มหาเปรื่อง อดีตภิกษุเปรียญ 6 ประโยค จากสำนักวัดอนงคาราม ที่ขณะนั้นรับราชการอยู่สำนักงานโฆษณาการ (ปัจจุบันคือกรมประชาสัมพันธ์) เป็นผู้ที่รัฐบาลเห็นว่ามีคุณสมบัติอันเหมาะสม มหาเปรื่องจึงได้เดินทางตามเสด็จสู่กรุงโลซาน สวิตเซอร์แลนด์ ในฐานะพระอาจารย์

มหาเปรื่อง เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม 2444 ที่ตำบลเตาปูน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี มีพี่น้องร่วมพ่อแม่เดียวกัน 3 คน พี่ชายคนโตต่อมาได้บวชเรียนและเจริญในทางธรรม เป็นพระมหาโพธิวงศาจารย์ เจ้าอาวาสวัดอนงคาราม เมื่ออายุได้ 6 ขวบ พ่อแม่ ได้ส่งเด็กชายเปรื่องมาอยู่กรุงเทพฯ กับพระพี่ชาย หลังจากได้รับการศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนประถมวัดอนงคารามอยู่สองปี ก็ได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมสุขุมาลัยอยู่ 3 ปี จนสอบได้ชั้นมัธยมปีที่ 3 จากนั้นในวัย 12 ปี จึงได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดอนงคาราม เมื่ออายุได้ 20 ปีบริบูรณ์จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม พุทธสรมหาเถระ) เจ้าอาวาส เป็นพระอุปัชฌาย์

ชีวิตในร่มกาสาวพัสตร์ ภิกษุเปรื่องได้ศึกษาพระธรรมวินัยและบาลีที่สำนักวัดอนงคาราม จนสามารถสอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค และลาสิกขาเมื่อพ.ศ. 2471 ขณะอายุได้ 27 ปี หลังจากสึกหาลาเพศ ก็ได้เข้าศึกษา ณ โรงเรียนกฎหมาย 5 ปี สอบไล่ได้ภาค 1 และเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง จนได้รับอนุปริญญา ในระหว่างศึกษาอยู่โรงเรียนกฎหมายได้เข้ารับราชการในกรมร่างกฎหมายและโอนมารับราชการที่สำนักโฆษณาการในเบื้องต่อมา

หลังจากรัฐบาลได้ส่งมาเป็นพระอาจารย์ที่สวิตเซอร์แลนด์ จึงได้โอนย้ายมารับราชการที่สำนักงานเลขานุการในพระองค์ และดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกการในพระองค์ มหาเปรื่องได้ทำหน้าที่พระอาจารย์ถวายพระอักษรภาษาไทยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา จนถึงปี 2490 รวมระยะเวลา 9 ปี จึงได้กราบถวายบังคมลา เพื่อกลับมารับราชการที่กรุงเทพฯ โดยโอนมาอยู่ในกรมโฆษณาการเช่นเดิมจนเกษียณอายุราชการ

อาจารย์เปรื่อง เป็นผู้มีอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทยที่มีภูมิรู้และได้รับยกย่องนับถือในแวดวงวิชาการ หลังเกษียณแล้วท่านยังไปช่วยราชการที่กรมประชาสัมพันธ์ ได้ชื่อว่าเป็นข้าราชการรุ่นแรกที่บุกเบิกงานประชาสัมพันธ์ของรัฐ นอกจากนี้ยังรับใช้งานของวัดอนงคารามด้วยการเป็นไวยาวัจกรวัดมายาวนาน

นอกจากมีความรอบรู้ด้านภาษาศาสตร์แล้ว มหาเปรื่องยังมีความชำนาญการประพันธ์ร้อยแก้ว ร้อยกรอง ได้ประพันธ์คำถวายพระพรชัยมงคล และค้นคว้าราชาศัพท์หลายคำซึ่งยังใช้แพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน เช่น คำว่าพระบรมราชูปถัมภ์ พระบรมราชินูปถัมภ์ ฯลฯ ซึ่งในการเขียนบทความต่างๆ เผยแพร่ มักใช้นามว่า “ป.ศ.” ที่มาจากชื่อ-สกุลย่อ

เป็นที่น่าเสียดายที่แทบจะไม่มีบุคคลใดกล่าวถึงชีวิตของอาจารย์เปรื่องได้มากนัก ลูกชายคนโตและลูกสาวบุญธรรมก็ไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ ขณะที่ลูกชายคนสุดท้องก็เสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ เกือบทั้งหมดของข้อเขียนชิ้นนี้มาจากหนังสือพระราชทานเพลิงศพอาจารย์เปรื่องทั้งสิ้น

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายกัลย์ อิศรเสนา ณ อยุธยา อดีตองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ไปในการพระราชทานเพลิงศพ “พระอาจารย์เปรื่อง” ณ เมรุวัดอนงคาราม เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2520

ที่มา : วารสารวัฒนธรรม ฉบับที่ 55 เมษายน-มิถุนายน 2559

 

4806 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น