ประวัติศาสตร์จารึก ในหลวง ร.9 ทรงเรือใบ 17 ชม.ข้ามอ่าวไทย

“การแล่นใบ สอนให้คนคิดเอง ทำเอง เพราะเมื่อเราลงไปเล่นเรือใบแล้วเรือไม่วิ่ง จะไม่มีใครมาคอยสอน เราต้องคิดเอง ทำเอง ว่าลมมาทางไหน ลมแรงขนาดนี้ เราสู้ไหวไหม ถ้าไหวเราก็สู้ แต่ถ้าไม่ไหวแล้วเรายังสู้ เรือก็จะคว่ำ”

การแล่นใบ สอนให้คนคิดเอง ทำเอง เพราะเมื่อเราลงไปเล่นเรือใบแล้วเรือไม่วิ่ง จะไม่มีใครมาคอยสอน เราต้องคิดเอง ทำเอง ว่าลมมาทางไหน ลมแรงขนาดนี้ เราสู้ไหวไหม ถ้าไหวเราก็สู้ แต่ถ้าไม่ไหวแล้วเรายังสู้ เรือก็จะคว่ำ”

ส่วนหนึ่งจากพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เกี่ยวกับการแล่นเรือที่สะท้อนข้อคิดในการใช้ชีวิต

เป็นที่ทราบกันดีว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงโปรดกีฬาเรือใบ ทรงเป็นนักกีฬาเรือใบชั้นยอด ได้รับชัยชนะในการแข่งขันระดับนานาชาติ อีกทั้งยังเป็นที่ยอบรับในเรื่องพระอัจฉริยภาพในเชิงช่างที่ทรงออกแบบและต่อเรือด้วยพระองค์เอง

นอกจากนี้ยังทรงสร้างเหตุการณ์ให้ทุกคนได้จดจำ ด้วยการแล่นเรือข้ามอ่าวไทย ซึ่งไม่เป็นเพียงแค่บันทึกหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความวิริยะอุตสาหะ พระราชหฤทัยที่หนักแน่นของพระองค์ อันเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องความอดทนและพยายาม

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเรือใบ ประเภทโอเค ชื่อ เวคา เสด็จข้ามอ่าวไทย จากพระราชวังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไปขึ้นฝั่งที่หาดเตยงาม ณ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี  ซึ่งมีระยะทางประมาณ 60 ไมล์ทะเล (97 กิโลเมตร) ด้วยพระองค์เองเพียงพระองค์เดียว  ทรงใช้เวลาแล่นเรือใบนานถึง 17 ชั่วโมง

จากนั้นพระองค์ทรงฉลองพระองค์ชุดสนามทหารนาวิกโยธิน เสด็จนำธงราชนาวิกโยธินมาปักไว้เหนือก้อนหินใหญ่บนชายหาดกลางอ่าวเตยงาม ท่ามกลางเสียงบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ “มาร์ชราชนาวิกโยธิน”

กองทัพเรือได้ขอพระราชทานพระมหากรุณาฯ ให้ทรงลงพระปรมาภิไธย พระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธยบนแผ่นศิลาจารึกบนก้อนหินใหญ่เพื่อเป็นสิริมงคล และเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่กองทัพเรือสืบไป

พล.ร.อ.ยุทธนา เชิดบุญเมือง อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ผู้อยู่ในเหตุการณ์ได้เล่าว่าทุกคนเฝ้ารอคอยพระองค์ท่านด้วยความเป็นห่วงและกังวล เพราะขณะนั้นเป็นเวลามืดแล้ว อีกทั้งในสมัยก่อนการสื่อสารยังไม่สะดวก อีกทั้งมีทหารเรือติดตามอารักขาแค่ลำเดียว และการแล่นเรือข้ามอ่าวนั้นอันตราย แต่เมื่อในหลวง รัชกาลที่ 9 มาถึง ทุกคนต่างปลาบปลื้มกันถ้วนหน้า

ในเรื่องนี้มีนักข่าวอาวุโสท่านหนึ่ง ได้บันทึกไว้ว่า

สมัยที่ผมเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ผมจดบันทึกข่าวไว้ชิ้นหนึ่ง ซึ่งถือเป็นประวัติการณ์ของข่าว เป็นประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองและของคนไทย บันทึกนั้นมีดังนี้

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ.2509 มีชายสูงศักดิ์ผู้หนึ่งใช้เรือใบลำเล็กๆ ขนาด 4 เมตร กว้าง 1.5 เมตร น้ำหนัก 95 กิโลกรัม แล่นตัดตรงไปสัตหีบ ด้วยการฝ่าคลื่นลม เปลวแดด และกระแสลมที่พัดจัดในท้องทะเลอ่าวไทย เป็นระยะทาง  17 ชั่วโมง และถึงที่หมายสำเร็จเรียบร้อยโดยสวัสดิภาพ ชายผู้นั้นคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

ในวันนั้นเวลานั้น พวกเรานักข่าวหนังสือพิมพ์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เมื่อส่งเสด็จที่หัวหินเสร็จแล้ว ก็รีบขับรถไปยังสัตหีบเพื่อรอรับเสด็จ และเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาถึงนักข่าวต่างประเทศคนหนึ่งทูลถามเป็นเชิงสัมภาษณ์ว่า “ตลอดเวลาที่ทรงบังคับเรือใบลำเล็ก ๆ แล่นฝ่าคลื่นลมในท้องทะเลมานั้น พระองค์ทรงทำอะไรบ้าง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระกระแสตอบนักข่าวอย่างสั้น ๆ ว่า “ฟังยี่เกจากวิทยุที่นำติดกระเป๋ามา”

นับเป็นประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของวงการเรือใบที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงสร้างขึ้น ด้วยพระองค์ทรงฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ทั้งอากาศและคลื่นลมที่แปรปรวนเป็นระยะทางที่ยาวไกล สิ่งนี้เป็นแบบอย่างที่ดีในด้านการใฝ่เรียนรู้ใฝ่ฝึกฝน ฝึกร่างกายให้แข็งแกร่ง พร้อมทั้งมีวิริยะอุตสาหะ อดทน มีจิตใจที่หนักแน่น และการปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ ดังเช่นพระราชดำรัสที่ทรงตรัส เกี่ยวกับการแล่นเรือในเชิงปรัชญาชีวิตไว้ว่า

การแล่นใบ สอนให้คนคิดเอง ทำเอง เพราะเมื่อเราลงไปเล่นเรือใบแล้วเรือไม่วิ่ง จะไม่มีใครมาคอยสอน เราต้องคิดเอง ทำเอง ว่าลมมาทางไหน ลมแรงขนาดนี้ เราสู้ไหวไหม ถ้าไหวเราก็สู้ แต่ถ้าไม่ไหวแล้วเรายังสู้ เรือก็จะคว่ำ ถ้าลมเบา เราจะต้องทำอย่างไรเรือจึงจะวิ่งแล้วถ้าไม่มีลมเราจะทำอย่างไร เราก็ควรจะนั่งรอสักครู่ให้ลมมา ถ้าเราเล่นเรือเป็น ดูทิศทางลมเป็น ถ้าเราเป็นตัวนี้ เด็กไทยเป็นตัวนี้แล้วนำมาใช้ในชีวิต นำมาใช้ในกิจการงานได้ ไม่มีทางขาดทุน เพราะรู้เทคนิคการใช้ชีวิต เด็กไทยจะรู้จักและเข้าใจในการคิดเอง ทำเอง”

 

เรียบเรียงจาก : หนังสือ ๙๙ เรื่องที่ยิ่งใหญ่ ในหลวงรัชกาลที่ ๙

5236 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น