พระราชดำรัสจากในหลวงรัชกาลที่ 9 มงคลสูงสุดแห่งชีวิต

น้อยคนนักที่จะรู้ว่า ศาสตราจารย์ระพี สาคริก เป็นหนึ่งในผู้ร่วมวงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ กับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ออกอากาศทางวิทยุในปี พ.ศ.2495

พระราชดำรัสจากในหลวงรัชกาลที่ 9 มงคลสูงสุดแห่งชีวิต

รวมรวมเรื่องราวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้พระราชทานแก่บุคลต่างๆ ที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แม้จะเป็นเพียงพระราชดำรัสสั้นๆ แต่ก็สร้างความปลาบปลื้มประทับอย่างไม่สิ้นสุด

ให้ทำแบบเดิมๆ

พยงค์ ทรัพย์มีชัย วัย 59 ปี เป็นชาวอรัญญิก อยู่ในจังหวัดพิษณุโลก มีอาชีพตีมีดมานานกว่า 40 ปี เคยเป็นผู้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเคียวเกี่ยวข้าวแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เคียวเกี่ยวข้าวนั้นเรียกว่า “เคียวนกกระสา” โดยที่ด้ามฝังมุกสวยงาม ส่วนโค้งของสันเคียวแกะสลักเป็นลายไทย ใช้เวลาในการทำนานสองสัปดาห์

พระองค์ตรัสว่า “ให้ยึดถือวิถีชีวิตเช่นนี้ ให้ทำแบบเดิม”

ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเกี่ยวข้าวด้วยเคียวที่เขาทำขึ้น ยังความปลาบปลื้มปีติเป็นที่สุด และเมื่อวันใดที่เขารู้สึกท้อใจก็จะระลึกถึงพระราชดำรัสของพระองค์ท่านที่มีต่ออาชีพของเขาเสมอ

โดยเขาตั้งมั่นว่าจะอนุรักษ์งานฝีมือที่สื่อถึงเอกลักษณ์ของชาติ เพื่อให้ได้ภูมิใจในศิลปะที่สวยงามของอาชีพหัตถกรรม

 

อย่าท้อนะ

น้อยคนนักที่จะรู้ว่า ศาสตราจารย์ระพี สาคริก เป็นหนึ่งในผู้ร่วมวงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ กับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ออกอากาศทางวิทยุในปี พ.ศ.2495

ศาสตราจารย์ระพี สาคริก ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งกล้วยไม้ไทย ตลอดชีวิตการทำงาน แม้จะมีอุปสรรคก็ไม่อาจทำลายความมุมานะในการทำงานลงได้ ขณะที่ท่านมีอายุครบ 7 รอบ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ในครั้งนั้น พระองค์ประทับรออยู่แล้วและตรัสว่า

“อาจารย์ นี่ติดตามผลงานอาจารย์มาตลอด อย่าท้อนะ อีกกี่สิบปีก็ยังสู้นะ”

พระราชดำรัสในครั้งนั้นทำให้ท่านมีกำลังใจอย่างเต็มเปี่ยมและทำงานมาจนถึงวันนี้ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นในสิ่งที่พระองค์ทรงริเริ่มขึ้นเพื่อประเทศชาติ

 

เหนื่อยไหม

วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2516 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปยังเกาะพลับพลา อ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน เพื่อเสวยพระกระยาหารกลางวันบนเรือ ในครั้งนั้น ประไพ มีอิ่ม ได้มีโอกาสตาม   เสด็จฯ ด้วย โดยทำหน้าที่ยกพระกระยาหารในเรือให้เลขาฯ ของพระองค์ แม้จะเป็นการถวายงานในหน้าที่เพียงเล็กน้อย แต่เธอก็ภูมิใจเป็นที่สุด

พระองค์เสวยก๋วยเตี๋ยวที่กรมชลประทานจัดถวายครานั้น โดยไม่คาดคิดว่าพระองค์จะตรัสถามเธอว่า

“สบายดีไหม เหนื่อยไหม”

เธอทูลตอบว่า “สบายดีค่ะ ไม่เหนื่อยค่ะ” ซึ่งแม้จะเป็นเพียงประโยคปฏิสันถารเพียงสั้นๆ แต่กลับติดตรึงอยู่ในความทรงจำถึงน้ำพระราชหฤทัยของพระองค์ที่ทรงให้กำลังใจในทุกสุขของเหล่าข้าราชบริพารอย่างไม่ถือพระองค์

คนไทยต้องช่วยเหลือกัน ไม่ทอดทิ้งกัน

วินัย ขวัญเริงใจ อาสาสมัครกู้ภัย มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถาน พัทยา ได้เฝ้ารับเสด็จพระราชดำเนิน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2550 เพราะเขาได้ไปร่วมอบรมลูกเสือชาวบ้าน รุ่นเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระชนมายุ 80 พรรษา ที่ศูนย์ฝึกอาชีพวัดธรรมมงคล ทำให้เขาและคณะลูกเสือชาวบ้านภาคตะวันออกได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ในระยะใกล้ชิด

สิ่งสำคัญที่ทำให้เขาซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ นอกเหนือจากการได้เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จฯ พระองค์ท่านก็คือพระราชดำรัสของพระองค์ ซึ่งมีใจความตอนหนึ่งว่า

“เราเป็นคนไทยต้องช่วยเหลือกัน และไม่ทอดทิ้งกัน”

นั่นทำให้เขามุ่งมั่นที่จะเป็นอาสาสมัครที่ทำประโยชน์แก่สังคมและผู้อื่น และจะนำคำสอนนี้ไปถ่ายทอดสู่อาสาสมัครรุ่นน้องต่อไป

เรียบเรียงจาก : หนังสือพ่อของแผ่นดิน

 

แสดงความคิดเห็น