‘ภาษีพลาสติก’ กติกาใหม่ลด Climate Change เติมโลกใบใหม่ให้สดใสด้วยเศรษฐกิจ BCG

SME Update
23/04/2023
รับชมแล้วทั้งหมด 2497 คน
‘ภาษีพลาสติก’ กติกาใหม่ลด Climate Change เติมโลกใบใหม่ให้สดใสด้วยเศรษฐกิจ BCG
banner
ขยะพลาสติกเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลกมายาวนาน จากการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจและการบริโภคที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งวิถีชีวิตของผู้คนที่ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น โดยเฉพาะการบริโภคอาหารก่อให้เกิดขยะพลาสติกมากถึง 242 ล้านตันต่อปี โดยประเทศที่มีขยะพลาสติกมากที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ สหรัฐอเมริกา (34 ล้านตัน) สหภาพยุโรป (30 ล้านตัน) อินเดีย (26 ล้านตัน) ขณะที่ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 12 (4.8 ล้านตัน) และเพื่อแก้ปัญหานี้ ก่อให้เกิดมาตรการเก็บ ‘ภาษีพลาสติก’ ที่ให้ประโยชน์แก่ธุรกิจที่มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย การแก้ปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน (Sustainability) นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การลดปริมาณการใช้ลงเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนแนวคิด ตลอดจนการออกแบบสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ และบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ ให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หลายครั้ง ตามแนวความคิด BCG Model ในเรื่อง เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหันมาประกอบธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น 



ก่อนอื่นมาทำความรู้จัก ‘ภาษีพลาสติก’ คืออะไร?

‘ภาษีพลาสติก’ (Plastic Tax) หรือ ‘ภาษีบรรจุภัณฑ์พลาสติก’ (Plastic Packaging Tax: PPT) เป็นมาตรการภาษีที่เรียกเก็บเงินหรือค่าธรรมเนียมจากผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือประเทศสมาชิกที่ผลิต นำเข้า หรือใช้ผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งและย่อยสลายยาก ที่ไม่รวมบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มาจากการรีไซเคิล ซึ่งการจัดเก็บภาษีพลาสติกจะทำให้ต้นทุนของบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หรือเลือกใช้สินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้หรือบรรจุภัณฑ์ที่นำมาใช้ซ้ำแทน จะส่งผลทำให้ปริมาณขยะพลาสติกลดลง 



มาดูมาตรการจัดเก็บ ‘ภาษีพลาสติก’ ในต่างประเทศ 

ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกได้ออกมาตรการลดขยะพลาสติก และรณรงค์ใช้ผลิตภัณฑ์รีไซเคิลเพื่อลดขยะพลาสติกในทะเล และลดมลภาวะจากขยะล้นเมือง ยกตัวอย่าง ประเทศสวีเดน ต้นแบบของการกำจัดขยะ และนำขยะกลับมาใช้เป็นพลังงานภายในประเทศ ได้ถึง 96%  ของขยะในประเทศ

หรือประเทศสหรัฐอเมริกา เดนมาร์ก อินโดนีเซีย และจีน มีการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจากผู้ผลิตถุงพลาสติกภายในประเทศ และมาตรการเก็บค่าธรรมเนียมจากถุงพลาสติก ในประเทศอังกฤษ กัมพูชา และมาเลเซีย นอกจากนี้หลายประเทศยังมีการรณรงค์เลิกใช้ถุงพลาสติกอีกด้วย



มาดูกันว่าประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีพลาสติก (Plastic Tax) หรือ ภาษีบรรจุภัณฑ์พลาสติก (Plastic Packaging Tax: PPT) ไปแล้ว และประเทศที่เตรียมจะจัดเก็บภาษีในอนาคตอันใกล้นี้ มีประเทศอะไรบ้าง

เริ่มจากประเทศที่จัดเก็บภาษีพลาสติกไปแล้ว ได้แก่ 

สหภาพยุโรป โดยเริ่มจัดเก็บตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 โดยกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องจ่ายภาษีให้กับสหภาพยุโรป โดยคำนวณจากปริมาณบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียว ในอัตรา 0.8 ยูโรต่อกิโลกรัม โดยประเทศสมาชิกอียูแต่ละประเทศ ยังสามารถที่จะออกมาตรการภาษีพลาสติกของตนเองที่แตกต่างกันได้ ยกตัวอย่าง อิตาลีและสเปน เก็บภาษีพลาสติกจากผู้ผลิต ผู้ขาย ผู้ซื้อ ซัพพลายเออร์ และผู้นำเข้า ในอัตรา 0.45 ยูโรต่อกิโลกรัม

สหราชอาณาจักร เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 65 โดยจัดเก็บภาษีบรรจุภัณฑ์พลาสติกจากผู้ผลิตและผู้นำเข้าบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีส่วนผสมจากพลาสติกรีไซเคิลน้อยกว่าร้อยละ 30 ในอัตรา 200 ปอนด์ต่อตัน ส่วนโปรตุเกส เตรียมจัดเก็บภาษีพลาสติกในอัตรา 0.30 ยูโรต่อกิโลกรัม ภายในปี 2566
.
ส่วนประเทศที่เตรียมจะจัดเก็บภาษี ได้แก่ 

สหรัฐอเมริกา ถือเป็นตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกอันดับ 1 ของไทย ปัจจุบันกำลังจัดทำร่างกฎหมาย Reduce Act of 2021 ที่จะจัดเก็บภาษีพลาสติกที่ไม่มีส่วนผสมจากพลาสติกรีไซเคิลและบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เป็นพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว ในอัตรา 0.2 – 0.5 ดอลลาร์ต่อปอนด์
.
ฟิลิปปินส์ เป็นอีกประเทศที่เตรียมจะจัดเก็บภาษีจากผู้ผลิตและผู้นำเข้าพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวเช่นกัน ในอัตรา 100 เปโซฟิลิปปินส์ต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 1.75 ดอลลาร์ฯ ภายในปี 2569



แล้วประเทศไทยได้รับผลกระทบอะไรบ้าง?

ทั้งนี้ จากข้อมูลสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ในปี 2564 ประเทศไทยมีการส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกไปตลาดโลก รวมมูลค่าทั้งสิ้น 140,772.17 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 2.07 % ของมูลการส่งออกรวม และมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกสำหรับใน 11 เดือนแรกของปี 2565 คิดเป็นมูลค่า 146,580.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า 14.09%

ในอนาคตมีแนวโน้มที่ตลาดเหล่านี้จะจัดเก็บภาษีพลาสติก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกอันดับ 1 ของไทย อยู่ระหว่างจัดทําร่างกฎหมาย Reduce Act of 2021 ซึ่งย่อมส่งผลให้ผู้ส่งออกมีต้นสูงขึ้น ดังนั้น ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมรองรับการปรับตัว และแสวงหาโอกาสทางการตลาดในการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต้องการ ของผู้บริโภค โดยตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย 5 อันดับแรก ได้แก่

สหรัฐอเมริกา สัดส่วน 19.26%
ญี่ปุ่น สัดส่วน 16.74%
เวียดนาม สัดส่วน 5.69%
ฟิลิปปินส์ สัดส่วน 4.94%
จีน สัดส่วน 4.75%

ด้านผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ตลาดสำคัญของไทยจะยังไม่มีการจัดเก็บภาษีพลาสติกในตอนนี้ แต่อนาคตอันใกล้นี้มีแนวโน้มที่ตลาดเหล่านี้จะจัดเก็บภาษีพลาสติก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกอันดับ 1 ของไทย อยู่ระหว่างจัดทำร่างกฎหมาย ซึ่งย่อมส่งผลให้ผู้ส่งออกมีต้นทุนสูงขึ้น 



โอกาส ผู้ประกอบการ SME ไทย รุกตลาดบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก

นอกจากภาษีพลาสติกที่หลายประเทศเริ่มจัดเก็บแล้ว แนวโน้มในเรื่องของการแบนพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งของทั่วโลกดูเหมือนว่าจะตื่นตัวมากขึ้น จึงเป็นโจทย์ที่ผู้ประกอบการ SME ไทยต้องเตรียมการรองรับ และปรับตัวเพื่อให้สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในทางออกในการช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม คือการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ก้าวหน้า ซึ่งก่อให้เกิดงานวิจัยเรื่องบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกเป็นจำนวนมาก โดยอาจใช้แนวทาง ดังต่อไปนี้



1. บรรจุภัณฑ์ชีวภาพ (Bio packaging) วิจัยและพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ ที่ผลิตจากอ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง สามารถย่อยสลายได้ใน 180 วัน บรรจุภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายด้วยวิธีทางชีวภาพ (Biodegradable packaging) สามารถใช้แทนกระดาษและโฟมพอลิสไตรีนได้ บรรจุภัณฑ์ดังกล่าวผลิตจากปูนขาว แป้งมันฝรั่ง และเส้นใยพืช ซึ่งอาจเป็นเส้นใยใหม่หรือจากกระดาษรีไซเคิล ผ่านการทำให้พองโดยใช้ไอน้ำแล้วอบในอุปกรณ์คล้ายกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตโคนไอศกรีม



2. บรรจุภัณฑ์บริโภคได้ (edible packaging) เช่น บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากสาหร่ายสีน้ำตาล กับสารประกอบแคลเซียม ใช้สำหรับบรรจุน้ำเปล่า หรือน้ำหวาน ทดแทนขวดและแก้วพลาสติก สามารถบริโภคได้โดยไม่เหลือทิ้งเป็นขยะ ซึ่งได้ทดลองใช้จริงในงานวิ่งมาราธอนในกรุงลอนดอน ช่วยลดขยะพลาสติกได้อย่างมาก


 
3. บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล (Recycle packaging) ผลิตจากพลาสติกชนิดเดียวกัน เช่น พอลิพรอพิลีน (polypropylene: PP) เนื่องจากรีไซเคิลง่ายใช้ต้นทุนต่ำ และสามารถผลิตได้จริงในเชิงพาณิชย์ บรรจุภัณฑ์วัสดุชนิดเดียว (mono-material) เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุพลาสติกประเภทเดียวกันทั้งหมด ที่มีจุดประสงค์หลัก เพื่อการรีไซเคิลที่ไม่ต้องทำการจำแนกชนิดของขยะพลาสติก เป็นต้น



4. พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับและมาตรฐานบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีส่วนผสมของพลาสติกรีไซเคิล 



5. การส่งเสริมและผลักดันการส่งออกพลาสติกชีวภาพ โดยคํานึงถึงการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดหรือผู้ซื้อ



6. การทําธุรกิจอย่างยั่งยืน (Sustainable business) ที่คํานึงถึงสังคมส่วนรวม สิ่งแวดล้อม และประเด็นทางสังคมต่าง ๆ ตลอดจนเศรษฐกิจสร้างมูลค่า (Value added economy) ที่นําเทคโนโลยีมาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มคุณภาพของสินค้า และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เป็นต้น



7. ใช้ประโยชน์จาก Green Tax Expense มาตรการลดหย่อนภาษี ‘พลาสติกที่ย่อยสลายได้’ โดยให้ผู้ประกอบการนำรายจ่ายที่ใช้ในการซื้อผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวน 1.25 เท่าของค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายไป ระหว่างปี 2565-2567 ซึ่งเป็นอีกทางที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนได้

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นว่า เรื่องขยะพลาสติกไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับธุรกิจอีกต่อไป แต่มีแนวโน้มที่มาตรการทางเศรษฐกิจคือการเก็บภาษีการใช้พลาสติกอีกด้วย ดังนั้นธุรกิจควรเร่งปรับตัวให้ไว เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขันทางการตลาด ที่สำคัญช่วยสร้างสังคมที่น่าอยู่ และดูแลรักษาโลกไปพร้อม ๆ กันอย่างยั่งยืน


อ้างอิง
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.)
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=588835763281421&set=pb.100064650074276.-2207520000.&type=3&locale=es_LA
สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
https://www.onep.go.th/11-%E0%B8%98%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1-2565-%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B2/
https://www.bangkokbiznews.com/environment/1046931
กองนโยบายการสร้างความเข้มแข็งทางการค้า
http://www.tpso.moc.go.th/th/node/12318?fbclid=IwAR0n7mahSwHycNv_koykFR49n6EevLUOZ3i3Qz9SQrwHu8w2AzfFbjeO2lY


Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333


Related Article

‘TikTok For All’ Update เทรนด์ใหม่ปี 2024 พร้อมกลยุทธ์เพิ่มโอกาส SME ไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

‘TikTok For All’ Update เทรนด์ใหม่ปี 2024 พร้อมกลยุทธ์เพิ่มโอกาส SME ไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

TikTok ตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มเอนเตอร์เทนเมนต์ที่น่าเชื่อถือสำหรับทุกคน ทั้งครีเอเตอร์ คอมมูนิตี้ผู้ใช้งาน และธุรกิจทุกขนาดในไทย ด้วยการเปิดตัว…
pin
1674 | 14/02/2024
ทอดไม่ทิ้ง! เปลี่ยน ‘น้ำมันเหลือทิ้ง’ เป็น ‘น้ำมันเครื่องบิน’ โอกาสใหม่ SME ไทย เติบโตอย่างยั่งยืน

ทอดไม่ทิ้ง! เปลี่ยน ‘น้ำมันเหลือทิ้ง’ เป็น ‘น้ำมันเครื่องบิน’ โอกาสใหม่ SME ไทย เติบโตอย่างยั่งยืน

ขณะที่ยานพาหนะต่าง ๆ ทั้ง รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ รถไฟ และเรือ ต่างมุ่งสู่การใช้เชื้อเพลิงพลังงานทดแทน ที่เป็นพลังงานสะอาดกันแล้ว แต่สำหรับการเดินทางโดยอากาศยาน…
pin
2118 | 26/01/2024
จับกระแส 'เทรนด์ธุรกิจ' ปี 2024 ใครได้ไปต่อ ใครมาแรง SME ไทยต้องรู้

จับกระแส 'เทรนด์ธุรกิจ' ปี 2024 ใครได้ไปต่อ ใครมาแรง SME ไทยต้องรู้

ปี 2024 นี้ ธุรกิจไหนมาแรง ธุรกิจไหนน่าจับตา เทรนด์ธุรกิจใดกำลังมาแรง Bangkok Bank SME สรุปมาไว้ในบทความนี้ เพื่อเป็นแนวทางแก่ SME และผู้ที่กำลังคิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจทุกท่าน…
pin
2238 | 25/01/2024
‘ภาษีพลาสติก’ กติกาใหม่ลด Climate Change เติมโลกใบใหม่ให้สดใสด้วยเศรษฐกิจ BCG