รร.สอนดนตรี วีมุสจากความเชี่ยวชาญสร้างกำไรหลักสิบล้าน

ประสบการณ์สร้างผู้เชี่ยวชาญ ดั่งโรงเรียนสอนดนตรีวีมุส ที่เริ่มจากคุณพ่อเป็นอาจารย์สอนดนตรี ต่อมาลงทุน 2 ล้านบาท เปิดโรงเรียน ดำเนินการ 7 ปี สามารถขยายสาขาที่ 2 ได้สำเร็จ

กระทั่งรุ่นลูกนักดนตรีเดินสายศิลปินวง Vie Trio เข้ามาช่วยสานต่อบริหารจัดการระบบงาน โดยมีคุณแม่ดูภาพรวม จนทำให้ปีนี้คาดกำไรทะลุ 20 ล้านบาท

โรงเรียนสอนดนตรีวีมุส (Viemus Music School) เป็นโรงเรียนสอนดนตรีประเภทต่าง ๆ และสอนร้องเพลงให้กับเด็กจนถึงวัยรุ่น โดยมี 3 พี่น้องทายาทโรงเรียนสอนดนตรีวีมุส คือ ดร.ทวีเวท ศรีณรงค์(เป้),คุณกัญภัส ศรีณรงค์(ป่าน) และคุณอริยา ศรีณรงค์(ปุย) จะมาเล่าถึงความเป็นมา และความเป็นครอบครัวให้ฟัง

 

จุดเริ่มต้นของโรงเรียนสอนดนตรีวีมุส

คุณป่าน เล่าว่า “โรงเรียนสอนดนตรีวีมุส (Viemus Music School) ถูกก่อตั้งโดยคุณพ่อซึ่งท่านเป็นอาจารย์สอนดนตรีอยู่แล้ว พอมาวันหนึ่งท่านอยากเปิดโรงเรียนสอนดนตรีเป็นของตนเอง แต่ไม่มีสถานที่ที่เหมาะสม จนมีโอกาสได้ไปเดินเล่นที่ เอสพลานาด เห็นห้องเล็ก ๆ 5 ห้องติดกัน ดูแล้วเหมาะสมดีจึงตัดสินใจเปิดโรงเรียนสอนดนตรี วีมุส ขึ้นมา พอธุรกิจนี้เข้าปีที่ 6 ได้ตัดสินใจขยายสาขาเพิ่มที่ทองหล่อซอย 9 เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางของหลายๆ คน ดังนั้นเมื่อธุรกิจขยายตัวขึ้นภาระย่อมมากขึ้นตามมา เราทั้ง 3 คนซึ่งเดิมเป็นนักดนตรีเดินสายศิลปินออกอัลบั้มเป็นของตัวเองในชื่อวงว่า Vie Trio ก็หันกลับมาช่วยครอบครัวดูแลโรงเรียนสอนดนตรีวีมุส (Viemus Music School) และธุรกิจนี้ก็ดำเนินการมาได้ 1 ปี แล้ว แต่ถ้ารวมระยะเวลาการเปิดโรงเรียนทั้งสองแห่งก็ร่วม 7 ปี”

คุณปุย เล่าว่า “ ก่อนที่เราทั้ง 3 คนจะเข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจ ภาพรวมของธุรกิจช่วงนั้นยังไม่เป็นระบบ ซึ่งคุณพ่อท่านก็ตั้งใจสอนอย่างเดียว เรื่องการบริหารงานตรงส่วนอื่นจึงถูกละเลยไปบ้าง ฉะนั้น เมื่อได้เปิดสาขาที่ 2 การบริหารจัดการจึงมากขึ้น ซึ่งต้องทำให้เป็นระบบมากขึ้นเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เราทุกคนในครอบครัวเลยแบ่งหน้าที่การทำงาน โดยคุณพ่อเป็นอาจารย์สอนดนตรี คุณแม่เป็นผู้ดูแลภาพรวมทั้งหมด พี่เป้เป็นคนติดต่อกับต่างประเทศ เนื่องด้วยเขาเรียนในต่างประเทศเลยมีโลจิสติกส์ที่กว้างขวาง จึงรู้จักกับหลายคนในต่างประเทศ ซึ่งง่ายต่อการเดินทางไปมาระหว่างประเทศไทยและต่างประเทศ ส่วนป่านจะคอยจัดการทางด้านกิจกรรมเสริมให้แก่เด็กๆ มีประสบการณ์นอกเหนือจากการเรียนรู้ ไปพร้อมกับคอยประสานงาน และปุยดูแลงานแอดมิน และงบประมาณทั้งหมดของธุรกิจ รวมทั้ง สอนดนตรีให้กับเด็กๆ ด้วย ซึ่งทุกคนจะถูกแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน แต่ก่อนที่จะแบ่งการทำงานต้องมีการหารือก่อนเสมอ แต่ส่วนใหญ่ถ้าใครมีปัญหาอะไรเราก็จะเข้าไปช่วยเหลือกันและกัน”

 

ความยากง่ายของการทำธุรกิจเมื่อลูก ๆ เข้ามาสืบทอด

คุณป่าน เล่าว่า “เริ่มแรกก็ยากอยู่นะ แต่ก็มีความง่ายตรงที่ว่า ทุกคนไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ หรือเราทั้ง 3 คนต่างมีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญทางด้านการเล่นดนตรีมาโดยตรง แต่ในแง่ของธุรกิจเรายังไม่มีการบริหารจัดการอะไรมากนักก็ค่อย ๆ พัฒนาขึ้น ถึงอย่างไรก็ตามขณะนี้มีระบบจัดการที่ดีขึ้นมาแล้ว”

ส่วนหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ คุณเป้,คุณป่าน และคุณปุย พร้อมใจกันเล่าว่า “ต้องดูว่าสิ่งที่เราทำให้อะไรต่อสังคม พอทำธุรกิจอย่างจริงจังอย่ามัวแต่คิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้เงินเท่านั้น เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจเสมอ แต่ต้องนำความคิดสร้างสรรค์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งนอกเหนือจากสอนดนตรี สอนร้องเพลงแล้ว ฯลฯ ทางเรายังจัดกิจกรรมเสริม เพื่อให้เด็กๆ สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ รวมทั้งจัดทริปไปต่างประเทศ เพื่อไปเรียนรู้ยังสถาบันสอนดนตรีในต่างประเทศด้วย”

คุณเป้ เล่าว่า “สำหรับเงินลงทุน ใช้เงิน 2 ล้านบาทในการลงทุนเริ่มแรก ซึ่งระยะเวลาการคืนทุนต้องใช้เวลาพอสมควร ต่อมาได้เปิดสาขาที่ 2 ซึ่งรวมเป็นเงินทั้งหมด 10 ล้านได้ โดยค่าใช้จ่ายภายในธุรกิจก็จะมีแค่ค่าเช่าพื้นที่ ค่าจ้างคุณครูที่คิดตามชั่วโมงการสอน ส่วนกำไรนอกจากมีโรงเรียนสอนดนตรีแล้วเรายังขายเครื่องดนตรีที่รับมาจากแบรนด์อื่น ๆ พร้อมทั้งจัดทำแบรนด์ของตัวเองในชื่อว่า Viemus ดังนั้นถ้าให้เฉลี่ยกำไรเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ปีนี้คาดว่าจะได้ 20 ล้านบาท”

คุณเป้ เล่าต่อถึงกระบวนการทำงานของโรงเรียนสอนดนตรีวีมุสว่า “ในโรงเรียนมีคุณครูทั้งหมด 40 คน ที่ถูกคัดจากระดับมาตรฐานคุณภาพทางด้านฝีมือ และประสบการณ์มาโดยตรง ส่วนเราทั้ง 3 คน รวมทั้งพ่อแม่ก็จะเป็นหลักให้อาจารย์สอนเด็กๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งระบบการเรียนการสอนจะแบ่งเป็นคอร์ส 3 เดือน 12 ครั้ง เริ่มต้น 9,600 บาท ตกวันละ 30 นาที แต่ทั้งนี้ลูกค้าสามารถเลือกวัน/เวลาได้ตามความเหมาะสม อีกทั้งเราใช้หลักสูตรเทียบเท่านานาชาติ เพื่อให้เด็กอ่านโน๊ตออก พัฒนาความสามารถได้อย่างเต็มที่ และที่สำคัญโรงเรียนเราจะไม่เน้นสอนรวมเด็ดขาด ถึงแม้ว่าจะได้เงินดีกว่าก็ตาม เพราะเด็กแต่ละคนมีความสามารถการรับรู้ที่ต่างกัน จึงจำเป็นต้องสอนตัวต่อตัว เพื่อเค้นศักยภาพในตัวเด็กออกมาให้มากที่สุด นอกจากนี้ ภายในโรงเรียนวีมุส จะมีการสอนหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น ไวโอลิน เปียโน ร้องเพลง อื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่มักเป็นผู้ปกครองที่พาเด็กอายุ 3 ขวบขึ้นไปมาเรียนกับเรา เพราะพ่อแม่กลุ่มนี้ต้องการให้เด็กเก่ง มีความสามารถที่ดี”

สำหรับการพัฒนาธุรกิจในอนาคตคุณปุย เล่าว่า “1. แตกไลน์เครื่องดนตรี 2.จัดทำสินค้าที่หลากหลาย 3. ขยายช่องทางการติดต่อ เพื่อให้กลุ่มลูกค้าต่างจังหวัดได้เข้าถึงสะดวกมากยิ่งขึ้น และ4.จัดเดย์แคมป์ให้มากขึ้น เพราะสิ่งนี้เป็นประสบการณ์เรียนรู้ของเด็กที่ดี ดังนั้นในอีก 5 ปีข้างหน้า โรงเรียนสอนดนตรีวีมุสจะเพิ่มนักเรียนจาก 1,000 คน เป็น 2,000 คน ที่รวมทั้ง 2 สาขา  

สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษา Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้านทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333

1.3 vto

1.2 VTO

Family-Biz-Infographic_7

1804 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น