ดักแด้ปรุงรสอัดกระป๋อง ต่อยอดสินค้าเพื่อการส่งออก

‘ไหมอีรี่’ มีต้นกำเนิดในแถบอินเดียและจีน ถูกนำเข้ามาส่งเสริมให้เพาะเลี้ยงในประเทศไทยเมื่อ 40 ปีก่อนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไหมอีรี่กินใบละหุ่งและใบมันสำปะหลังเป็นอาหารหลัก นักวิจัยจึงเห็นว่าควรส่งเสริมให้เลี้ยง

ออกอากาศ วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2558 ทางช่อง 3 และวันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2558 ทางช่อง 11

‘ไหมอีรี่’ มีต้นกำเนิดในแถบอินเดียและจีน ถูกนำเข้ามาส่งเสริมให้เพาะเลี้ยงในประเทศไทยเมื่อ 40 ปีก่อนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ไหมอีรี่กินใบละหุ่งและใบมันสำปะหลังเป็นอาหารหลัก นักวิจัยจึงเห็นว่าควรส่งเสริมให้เลี้ยงในแถบภาคอีสานเพราะมันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่คนอีสานปลูกกันมากในช่วงเวลานั้น ชาวอีสานจึงสะสมภูมิปัญญาการเลี้ยงไหมอีรี่มานับแต่นั้น พัทธพงษ์ พงษ์เพชร ก็เป็นหนึ่งในผู้สืบทอดทักษะนี้

พร้อมๆ กับที่ได้ร่วมรับรู้ว่า ราคาเส้นไหมและรังไหมมีความผันผวนอย่างมาก ส่งผลให้เกษตรกรที่ไม่สามารถทนรับความเปลี่ยนแปลงนี้ได้เลิกเลี้ยงไหมกันไปเป็นจำนวนมาก แต่พัทธพงษ์ ไม่อยากให้ภูมิปัญญานี้ต้องสูญหายไป เขาจึงพยายามมองหาหนทางที่จะช่วยให้ชาวบ้านกลับมามีรายได้จากการเลี้ยงไหมอีกครั้ง ด้วยการเพิ่มมูลค่าให้กับหนอนไหมหรือดักแด้ จนได้เป็น ‘ดักแด้ปรุงรสอัดกระป๋อง’ แบรนด์ ‘ภูฟาร์ม’

พัทธพงษ์ได้เข้าอบรมกับหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจ ศูนย์ส่งเสริมความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ใน “โครงการอบรมทักษะการประกอบอาชีพ” โดยได้รับคำแนะนำจาก          ดร.อัศวิน อมรสิน อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในเรื่องของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ และเก็บรักษาได้นานขึ้น ไปพร้อมๆ กับการพัฒนาเทคนิคการผลิตอย่างต่อเนื่อง

แรกเริ่ม ‘ภูฟาร์ม’ ใช้วัตถุดิบจากภายในฟาร์มเป็นหลัก แต่เมื่อยอดขายเพิ่มมากขึ้นจึงจำเป็นต้องเสาะหาแหล่งวัตถุดิบเพิ่มเติมเพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต และพัทธพงษ์ก็เห็นว่านี่คือโอกาสที่จะเพิ่มรายได้ให้ชาวบ้านในท้องถิ่น เขาจึงตระเวนไปตามหมู่บ้านที่เคยเลี้ยงไหมในหลายจังหวัด เพื่อชักชวนให้ชาวบ้านกลับมาเลี้ยงไหมและส่งขายตัวดักแด้ให้โรงงาน แต่ “การสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้เกษตรกรจะมีทักษะในการเลี้ยงไหมอยู่เดิมก็จริง แต่การเลี้ยงเพื่อสาวเอาเส้นไหมแตกต่างจากการเลี้ยงเพื่อเก็บตัวดักแด้ และยังต้องควบคุมในเรื่องของสารพิษอีกด้วย เราจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงบางขั้นตอน” ด้วยความจริงใจและความพยายามที่ไม่ลดละ ในที่สุด เขาก็โน้มน้าวใจชาวบ้านได้สำเร็จ ทำให้ปัจจุบันมีเครือข่ายเกษตรกรกว่า 20 หมู่บ้าน ใน 3 จังหวัด ที่ผลิตวัตถุดิบเพื่อทำดักแด้ปรุงรสอัดกระป๋อง ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้เพิ่มให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก

สำหรับวิธีการผลิตดักแด้กระป๋องนั้น เริ่มจากเมื่อได้รังไหมมาแล้วนำมาตัดนำตัวดักแด้ไหมออกมา คัดตัวที่อวบอ้วนสมบูรณ์ นำไปแช่แข็งนาน 24 ชั่วโมง จากนั้นนำมาพักไว้ ก่อนนำไปทอดด้วยน้ำมันอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เมื่อทอดจนเหลืองกรอบแล้ว ก็นำขึ้นมาซับน้ำมันออก เสร็จแล้วก็นำไปเข้าตู้อบแห้งลมร้อนที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส นาน 1 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อออกจากตู้อบ ก็นำมาปรุงรส ก่อนจะนำมาบรรจุในกระป๋อง อยู่ได้นาน 4 เดือน จำหน่ายราคากระป๋องละ 35 บาท มี 8 รสชาติให้เลือก รสยอดนิยมก็เช่น รสต้มยำ รสบาบีคิว รสโนริสาหร่าย เป็นต้น

ดักแด้กระป๋องพร้อมทานแบรนด์นี้ ไม่ได้เป็นเพียงตัวอย่างของการนำพืชผลทางการเกษตรมาพัฒนาต่อยอดด้วยเทคโนโลยี จนได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานและเพิ่มมูลค่าได้เท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจในชุมชนให้เติบโตไปพร้อมๆ กับแบรนด์ได้อีกด้วย ดังที่พัทธพงษ์ เชื่ออยู่เสมอว่า “ถ้าเครือข่ายเราเข้มแข็งและทำงานได้อย่างมีความสุข  ธุรกิจของเราก็จะอยู่ได้อย่างยั่งยืน”

ติดตามความเคลื่อนไหวและรับชมรายการย้อนหลังได้ที่เว็บไซต์ www.bangkokbank.com/puankookit และ www.facebook.com/puankookit

ผู้แทนธุรกิจ : พัทธพงษ์ พงษ์เพชร
ที่อยู่ : 88 หมู่ 7 ตำบลโนนนาจาน อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ 46160
โทรศัพท์ : 083-342-4565
Email : samia@hotmail.co.th
Website :-

1325 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น