Data Monetization เปลี่ยนข้อมูลที่มีให้เป็นรายได้และโอกาสธุรกิจ
SME InsightsBusiness Transformation

Data Monetization เปลี่ยนข้อมูลที่มีให้เป็นรายได้และโอกาสธุรกิจ

1 ก.ย. 2569
|
21

ธุรกิจจำนวนมากมีข้อมูลสะสมอยู่ในระบบขายหน้าร้าน แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ โปรแกรมสมาชิก ช่องทางเดลิเวอรี ระบบบัญชี และรายงานโฆษณาออนไลน์ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นภาพการดำเนินงานได้หลายด้าน ตั้งแต่สินค้าที่ขายดี ช่วงเวลาที่ลูกค้านิยมซื้อ ช่องทางที่สร้างยอดขาย ไปจนถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นในแต่ละกระบวนการ

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจจำนวนไม่น้อยยังใช้ข้อมูลเพียงเพื่อจัดทำรายงานย้อนหลังว่าเดือนที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น เช่น ยอดขายเพิ่มขึ้นหรือลดลง สินค้าใดมียอดสั่งซื้อสูงที่สุด หรือแคมเปญใดมีผู้สนใจมากที่สุด แม้ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ แต่ประโยชน์ทางธุรกิจอาจยังเกิดขึ้นไม่เต็มที่ หากสิ่งที่ค้นพบไม่ได้ถูกนำไปใช้ตัดสินใจว่าจะผลิตสินค้าอะไร ควรเติมสต๊อกเมื่อใด จะสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มไหน หรือควรลดต้นทุนจากขั้นตอนใด

โจทย์สำคัญจึงเป็นการเปลี่ยนข้อมูลที่มีอยู่ให้กลายเป็นการตัดสินใจที่ช่วยเพิ่มรายได้ ลดความสูญเสีย และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ แนวทางดังกล่าวเรียกว่า “Data Monetization” ซึ่ง SME สามารถเริ่มต้นได้จากข้อมูลและเครื่องมือที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

ผู้ประกอบการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำ Data Monetization และเปลี่ยนข้อมูลธุรกิจให้เป็นโอกาส

Link

Data Monetization คืออะไร?

Data Monetization คือกระบวนการเปลี่ยนข้อมูลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของรายได้ใหม่ กำไรที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนที่ลดลง ความเสี่ยงที่ควบคุมได้ดีขึ้น หรือประสบการณ์ของลูกค้าที่นำไปสู่การซื้อซ้ำ โดยไม่จำเป็นต้องหมายถึงการนำข้อมูลลูกค้าไปขายให้บุคคลภายนอกเสมอไป

Data Monetization สามารถสร้างคุณค่าได้ทั้งจากประสิทธิภาพภายใน การบริหารความเสี่ยง การเพิ่มมูลค่าของระบบพันธมิตร และการสร้างรายได้รูปแบบใหม่ ดังนั้น จุดเริ่มต้นของ SME อาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ข้อมูลที่มีอยู่ช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจเรื่องใดได้แม่นยำขึ้นบ้าง”

3 แนวทางเปลี่ยน Data เป็นกำไรให้ธุรกิจ

ก่อนจะลงรายละเอียดในแต่ละแนวทาง ต้องเข้าใจว่า “ข้อมูล” ไม่ได้สร้างกำไรในตัวเอง แต่จะสร้างมูลค่าได้ก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้ตัดสินใจทางธุรกิจอย่างถูกจังหวะและถูกบริบท โดย 3 แนวทางต่อไปนี้คือวิธีที่ SME สามารถเริ่มต้นเปลี่ยนข้อมูลที่มีอยู่ให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางการเงินที่จับต้องได้

1. Predictive Demand พยากรณ์ความต้องการเพื่อลดต้นทุนจม

การคาดการณ์ความต้องการ (Demand Forecasting) คือการนำข้อมูลยอดขายย้อนหลังมาวิเคราะห์ร่วมกับวัน เวลา ฤดูกาล โปรโมชัน สาขา ช่องทางขาย และปัจจัยภายนอก เพื่อประเมินว่าสินค้าแต่ละรายการมีแนวโน้มถูกซื้อเมื่อใดและในปริมาณเท่าไร ข้อดีคือช่วยให้ธุรกิจจัดสรรเงินทุนได้เหมาะสมขึ้น 

สินค้าที่ขายเร็วควรมีปริมาณเพียงพอ ส่วนสินค้าที่ขายช้าอาจลดการสั่งซื้อ ปรับขนาดการผลิต หรือจัดแคมเปญเพื่อระบายสต๊อกก่อนกลายเป็นต้นทุนจม ตัวอย่างเช่น ร้านเบเกอรีอาจพบว่าครัวซองต์ขายดีในเช้าวันทำงาน แต่เหลือเยอะในวันที่ฝนตก หากมีการบันทึกข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจก็จะสามารถปรับจำนวนการผลิตตามวันและสภาพอากาศ ลดวัตถุดิบเหลือทิ้ง พร้อมรักษาความพร้อมของสินค้าที่ลูกค้าต้องการ

2. Personalized Experience สร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลเพื่อเพิ่มมูลค่าลูกค้า 

ข้อมูลประวัติการซื้อช่วยให้ธุรกิจแบ่งกลุ่มลูกค้าได้ละเอียดกว่าการใช้เพียงอายุหรือเพศ เช่น ลูกค้าที่ซื้อบ่อย ลูกค้าที่ใช้จ่ายสูง ลูกค้าที่ซื้อเฉพาะช่วงลดราคา ลูกค้าที่กำลังจะหยุดซื้อ และลูกค้าที่มีแนวโน้มสนใจสินค้าประเภทอื่น

ธุรกิจจึงสามารถส่งข้อเสนอให้เหมาะกับพฤติกรรมของแต่ละกลุ่ม แทนการมอบส่วนลดแบบเดียวให้ลูกค้าทุกคน เช่น ส่งสิทธิทดลองสินค้าใหม่ให้ลูกค้าประจำ ส่งชุดผลิตภัณฑ์เสริมให้กลุ่มที่เคยซื้อสินค้าหลัก หรือเตือนให้กลับมาซื้อในช่วงเวลาที่สินค้าเดิมน่าจะใกล้หมด

แนวทางนี้สัมพันธ์กับ Customer Lifetime Value (CLV) หรือมูลค่าที่ธุรกิจคาดว่าจะได้รับจากลูกค้าตลอดช่วงความสัมพันธ์ ไม่ได้วัดเพียงยอดซื้อครั้งล่าสุด แต่พิจารณาการซื้อซ้ำ ระยะเวลาที่เป็นลูกค้า และกำไรที่เกิดขึ้นในระยะยาว ธุรกิจสามารถใช้ CLV เป็นเกณฑ์ประกอบการตัดสินใจว่าควรดูแลลูกค้ากลุ่มใดด้วยประสบการณ์หรือข้อเสนอแบบใด

3. Operational Excellence ลดจุดรั่วไหลในกระบวนการทำงาน

การสร้างมูลค่าจากข้อมูลไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในงานขายและการตลาด แต่ครอบคลุมถึงกระบวนการภายใน เช่น ระยะเวลาผลิต ระยะเวลาจัดส่ง จำนวนงานแก้ไข อัตราสินค้าคืน ต้นทุนต่อคำสั่งซื้อ และขั้นตอนที่พนักงานต้องทำซ้ำ

หากร้านค้าออนไลน์พบว่าคำสั่งซื้อจากบางช่องทางใช้เวลาแพ็กสินค้านานกว่าปกติ ธุรกิจควรตรวจสอบต่อว่าเกิดจากข้อมูลที่อยู่ไม่ครบ สินค้าจัดเก็บกระจัดกระจาย หรือขั้นตอนอนุมัติซ้ำซ้อน การแก้ปัญหาคอขวดเหล่านี้อาจไม่ได้สร้างรายได้โดยตรง แต่ช่วยลดค่าล่วงเวลา เพิ่มจำนวนงานที่ทีมรองรับได้ และลดความผิดพลาดที่นำไปสู่ต้นทุนการคืนสินค้า

ผู้ประกอบการวิเคราะห์แดชบอร์ด เพื่อวาง Data Strategy สำหรับธุรกิจ

Link

แกะรอย Data เปลี่ยน Insight ให้สร้างรายได้จริง

ในส่วนนี้จะพาไปดูตัวอย่างการนำ Data มาต่อยอดเป็นรายได้จริง ผ่านสถานการณ์จำลองของธุรกิจ SME เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าข้อมูลที่มีอยู่สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างไร

กรณีจำลองที่ 1 ร้านเครื่องดื่มชาไทยระดับพรีเมียม

  • เก็บอะไร: ร้านบันทึกระดับความหวานจากใบเสร็จในระบบ POS เช่น 100% 70% และ 40% พร้อมช่วงเวลาซื้อ ช่องทางการสั่ง และตัวเลือกใส่น้ำแข็งหรือไม่ใส่น้ำแข็ง

  • ข้อมูลบอกอะไร: ร้านพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่เลือกความหวานระดับ 40% และ 70% ขณะที่คำสั่งซื้อช่วงเย็นมีสัดส่วนเครื่องดื่มไม่ใส่น้ำแข็งค่อนข้างสูง สมมติฐานที่ควรนำไปตรวจสอบต่อคือ ลูกค้าอาจซื้อกลับบ้าน ซื้อฝาก หรือกังวลว่าน้ำแข็งละลายแล้วทำให้รสชาติเปลี่ยน

  • นำไปใช้อย่างไร: ร้านสามารถทดลองผลิตชาไทยพร้อมดื่มแบบบรรจุขวดในระดับความหวานที่ได้รับความนิยม วางขายเฉพาะช่วงเย็นหรือผ่านเดลิเวอรีเป็นเวลา 4 สัปดาห์ แล้วเปรียบเทียบยอดขาย อัตรากำไร จำนวนการซื้อซ้ำ และผลกระทบต่อยอดขายเมนูเดิมก่อนขยายการผลิต

กรณีจำลองที่ 2 ร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์สัญชาติไทย

  • เก็บอะไร: แทนที่จะบันทึกสินค้าในระบบเพียงคำว่า “ตุ๊กตา” ร้านควรแยกคุณลักษณะสินค้า เช่น ชนิดสัตว์ ท่านอน ท่ายืน ท่ากอด โทนสี ขนาด และลักษณะผิวสัมผัส

  • ข้อมูลบอกอะไร: หากตุ๊กตาท่านอนขายเร็วกว่าท่ายืนอย่างต่อเนื่องในหลายสาขา ข้อมูลอาจสะท้อนว่าลูกค้าไม่ได้ซื้อเพื่อตั้งโชว์เพียงอย่างเดียว แต่อาจมองหาสินค้าที่นำไปกอด หนุนนอน หรือใช้เพื่อความผ่อนคลาย

  • นำไปใช้อย่างไร: ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถทดลองเพิ่มสัดส่วนตุ๊กตาท่านอนในคอลเลกชันถัดไป โดยยังไม่จำเป็นต้องหยุดผลิตท่ายืนทั้งหมด ควรเริ่มจากล็อตขนาดเล็ก เปรียบเทียบอัตราการขายต่อสัปดาห์ กำไรต่อพื้นที่จัดแสดง และจำนวนวันที่สินค้าอยู่ในสต๊อก เพื่อยืนยันว่า Insight ดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำได้จริง

กรณีศึกษา Starbucks กับการใช้ข้อมูลสนับสนุนการเติบโต

นอกจากสถานการณ์จำลองสำหรับ SME แล้ว ธุรกิจขนาดใหญ่ยังแสดงให้เห็นว่าข้อมูลสามารถพัฒนาไปสู่ระบบสนับสนุนการตลาดและการดำเนินงานในหลายด้านได้ ตัวอย่างหนึ่งคือ Starbucks ซึ่งพัฒนาความสามารถด้านข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ผ่าน Deep Brew ควบคู่กับการใช้ข้อมูลจากระบบ Starbucks Rewards เพื่อปรับการสื่อสาร ข้อเสนอ และประสบการณ์ของสมาชิกให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มมากขึ้น 

ในปีงบประมาณ 2025 ยอดใช้จ่ายของสมาชิก Starbucks Rewards คิดเป็นเกือบ 60% ของรายได้จากร้านที่บริษัทดำเนินการเองในสหรัฐฯ ตัวเลขนี้สะท้อนว่าระบบสมาชิกมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความสัมพันธ์และกระตุ้นการใช้จ่ายของลูกค้าในระยะยาว

จากกรณีนี้ ธุรกิจร้านกาแฟสามารถนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้โดยวิเคราะห์ข้อมูล เช่น ประวัติการสั่งซื้อ ประเภทเครื่องดื่ม การปรับสูตร ขนาดแก้ว ช่วงเวลาซื้อ สาขา และช่องทางการสั่ง เมื่อนำมาประกอบกับบริบท เช่น เวลา สภาพอากาศ หรือปริมาณลูกค้าในร้าน ข้อมูลอาจช่วยให้ธุรกิจตั้งสมมติฐานและเลือกเมนูหรือข้อเสนอที่เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ได้มากขึ้น

Starbucks ระบุว่าการสร้างสรรค์เมนูเครื่องดื่มและการตลาดแบบเฉพาะบุคคลเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเติบโต รวมถึงการพัฒนาเมนูให้เหมาะกับโอกาสการบริโภคในแต่ละช่วงเวลา และการเพิ่มโอกาสซื้ออาหารร่วมกับเครื่องดื่ม อย่างไรก็ตาม SME ไม่จำเป็นต้องสร้างระบบ AI ในระดับเดียวกัน แต่อาจเริ่มจากการแบ่งกลุ่มลูกค้าตามเมนู ความถี่ และช่วงเวลาซื้อ แล้วทดสอบข้อเสนอผ่าน LINE หรือระบบสมาชิกที่มีอยู่ พร้อมวัดยอดซื้อต่อครั้ง อัตราการซื้อซ้ำ และจำนวนลูกค้าที่กลับมาภายในช่วงเวลาที่กำหนด

ผู้ประกอบการตรวจสอบกราฟและสถิติยอดขายเพื่อทำ Data Monetization

Link

แนวทางการสร้างสินทรัพย์ข้อมูล (Data Asset) สำหรับ SME

การสร้างสินทรัพย์ข้อมูลควรเริ่มจากการมองเห็นว่าธุรกิจมีข้อมูลอะไรอยู่แล้วบ้าง และข้อมูลใดสามารถนำมาใช้สร้างมูลค่าได้ ดังนี้

Step 1: ทำ Data Audit และกำหนดข้อมูลที่ต้องใช้

สำรวจว่าธุรกิจมีข้อมูลอยู่ที่ใด ใครเป็นผู้ดูแล และข้อมูลส่วนใดเชื่อมโยงกันได้ จากนั้นเริ่มเก็บข้อมูลระดับคุณลักษณะสินค้า เช่น สี ขนาด รูปทรง วัสดุ ราคา ช่องทางขาย และช่วงเวลาซื้อ เพื่อให้มองเห็นเหตุผลเบื้องหลังยอดขาย ไม่ใช่เห็นเพียงชื่อสินค้าที่ขายดี

Step 2: ค้นหา “กำไรที่หายไป”

ตรวจสอบวัตถุดิบเหลือทิ้ง สินค้าที่อยู่บนชั้นเกิน 30 วัน รายการที่ถูกคืนบ่อย ต้นทุนโฆษณาที่ไม่สร้างคำสั่งซื้อ และขั้นตอนที่ใช้เวลามากผิดปกติ จากนั้นเลือกแก้เพียงหนึ่งปัญหาที่วัดผลได้ก่อน เช่น ลดมูลค่าสินค้าค้างสต๊อก หรือเพิ่มอัตราการขายหมดของสินค้าแต่ละล็อต

Step 3: เปลี่ยน Insight เป็นการทดลองทางธุรกิจ

ทุก Insight ควรนำไปสู่การตัดสินใจ เช่น ปรับจำนวนผลิต เปลี่ยนช่วงเวลาโฆษณา จัดชุดสินค้า หรือส่งข้อเสนอให้ลูกค้าบางกลุ่ม พร้อมกำหนดตัวเลขเปรียบเทียบก่อนและหลังทดลอง ตัวอย่างเช่น หากโฆษณาชุดหนึ่งมีต้นทุนต่อคำสั่งซื้อสูงกว่าเกณฑ์ ธุรกิจอาจลดงบชั่วคราวและย้ายเงินไปทดสอบกลุ่มเป้าหมายอื่นแทน

สำหรับ SME ขนาดเล็ก การเริ่มต้นอาจใช้เพียงระบบ POS โปรแกรมตารางคำนวณ เครื่องมือวิเคราะห์เว็บไซต์ และมอบหมายให้พนักงานที่เกี่ยวข้องหนึ่งคนรับผิดชอบรวบรวมและติดตามข้อมูล โดยอาจเริ่มจากเครื่องมือที่มีอยู่แล้วหรือซอฟต์แวร์รายเดือนหลักร้อยถึงหลักพันบาท

Step 4: กำหนดขอบเขตการใช้ข้อมูลและดูแลความเป็นส่วนตัว

ก่อนนำข้อมูลลูกค้ามาวิเคราะห์หรือใช้ทำการตลาด ธุรกิจควรกำหนดให้ชัดเจนว่าจะเก็บข้อมูลอะไร เก็บเพื่อวัตถุประสงค์ใด ใครมีสิทธิเข้าถึง และจะเก็บไว้นานเท่าไร โดยเฉพาะข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ เช่น ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ประวัติการซื้อ และข้อมูลสมาชิก ควรมีฐานกฎหมายที่เหมาะสมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 พร้อมแจ้งรายละเอียดการใช้ข้อมูลให้เจ้าของข้อมูลทราบอย่างโปร่งใส

SME ควรเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็นต่อวัตถุประสงค์ ลดการส่งต่อข้อมูลให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง และจัดสิทธิการเข้าถึงตามหน้าที่ของพนักงาน หากต้องการนำข้อมูลไปใช้ในวัตถุประสงค์ใหม่ เช่น จากข้อมูลการสั่งซื้อไปสู่การส่งข้อความส่งเสริมการขาย ควรตรวจสอบก่อนว่าครอบคลุมตามวัตถุประสงค์และฐานกฎหมายเดิมหรือไม่ แนวทางนี้ช่วยให้ธุรกิจสร้างมูลค่าจากข้อมูลควบคู่กับการรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้า

หน้าจอแดชบอร์ดสำหรับการสร้างมูลค่าจากข้อมูลและวาง Data Strategy สำหรับธุรกิจ

Link

บทสรุปและข้อเสนอแนะ

Data Monetization เป็นแนวทางบริหารรายได้ ต้นทุน และทรัพยากรบนพื้นฐานของหลักฐาน SME สามารถเริ่มต้นจากข้อมูลการขายที่มีอยู่ เลือกปัญหาทางธุรกิจหนึ่งเรื่อง ตั้งสมมติฐาน ทดลองในขอบเขตเล็ก และวัดผลด้วยตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับกำไร

หัวใจของ Data Strategy สำหรับธุรกิจจึงไม่ใช่การเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด แต่คือการรู้ว่าจะเก็บข้อมูลใด ใครจะนำไปใช้ ใช้ตัดสินใจเรื่องอะไร และจะวัดมูลค่าที่เกิดขึ้นอย่างไร เมื่อกระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากรายงานย้อนหลังไปเป็น Data Asset หรือสินทรัพย์ที่ช่วยให้ธุรกิจพัฒนาสินค้า ดูแลลูกค้า วางแผนสต๊อก และจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น

ข้อมูลอ้างอิง

  1. AI in Demand Forecasting: Overview, Use Cases, and Benefits. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 จาก https://www.oracle.com/scm/ai-demand-forecasting/

  2. How to accelerate your data monetization strategy with data products and AI. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 จาก https://www.ibm.com/think/insights/how-to-accelerate-your-data-monetization-strategy-with-data-products-and-ai.

  3. Starbucks Announces Triple Shot Reinvention Strategy with Multiple Paths for Long-Term Growth. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 จาก https://investor.starbucks.com/news/financial-releases/news-details/2023/Starbucks-Announces-Triple-Shot-Reinvention-Strategy-with-Multiple-Paths-for-Long-Term-Growth/default.aspx.

  4. Starbucks Is Back, Turning Momentum Into Long-Term, Sustainable Growth. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 จาก https://investor.starbucks.com/news/financial-releases/news-details/2026/Starbucks-Is-Back-Turning-Momentum-Into-Long-Term-Sustainable-Growth/default.aspx

  5. Unlocking financial benefits through data monetization. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 จาก https://www.ibm.com/think/insights/data-monetization-strategy

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333