แปลงยอดวิวให้เป็นยอดขาย : Social อย่างไรให้ Commerce
การทำการค้าขายผ่านช่องทางออนไลน์เรียกว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะการซื้อของผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตมีกันมานานมาก ๆ นานแบบย้อนไปก่อนจะเกิดการระบาดของโควิดด้วยซ้ำ… แล้วทำไมเราจึงเพิ่งจะได้ยินคำว่า Social Commerce ถูกกล่าวถึงมากเมื่อไม่นานมานี้ล่ะ?
เพราะ Social Commerce เป็นมากกว่าการซื้อขายผ่านออนไลน์ ที่เชื่อมโยงผู้ขายและผู้ซื้อซึ่งอยู่กันคนละที่ ให้สามารถเกิดการจับจ่ายซึ่งกันและกันได้ แต่แท้จริงแล้ว Social Commerce คือ การผสมผสานของสองเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก
เทคโนโลยีแรกคือ “eCommerce” หรือ การค้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีแพลตฟอร์มทำหน้าที่เสมือนเป็นห้างสรรพสินค้า โดยมีประตูทางเข้าเป็นลิงก์ URL และ ไอคอนแอปพลิเคชัน ขณะที่อีกเทคโนโลยีหนึ่งคือ “Social Media” หรือ สื่อที่ปลดล็อกให้ทุกคนสามารถนำเสนอเรื่องราวสู่สังคมวงกว้างได้แบบโต้ตอบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และ สร้างความผูกพัน แม้ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน จนกลายเป็นสังคมจำลองที่ก่อให้เกิดผู้นำทางความคิด ซึ่งมีอิทธิพลต่อความเชื่อและค่านิยมของผู้คน หรือ ที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer)
เมื่อทั้งสองเทคโนโลยีมาบรรจบกันในยุคของ Social Commerce พฤติกรรมผู้บริโภคจึงเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่ผู้คนจะเข้าแพลตฟอร์ม eCommerce ต่อเมื่อมีความต้องการซื้อจากความตั้งใจของตนเอง กลายมาเป็นคอนเทนต์ที่ช่วยกระตุ้นความอยากซื้อ และ การถูกโน้มน้าวทั้งแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัว ผ่านความคิดเห็นของอินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงบรรยากาศของสังคมจำลองที่ตนเองมีส่วนร่วมอยู่
การเติบโตแบบก้าวกระโดดของ Social Commerce
จุดเปลี่ยนที่ทำให้สิ่งนี้กลายเป็นวาระแห่งโลก คือการพัฒนาให้ระบบแอฟฟิลิเอต (Affiliate) ทำได้มากกว่าการแปะลิงก์ตามโพสต์ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของคอนเทนต์วิดีโอที่อยู่บน Social Media และสามารถทำรายการสั่งซื้อได้อย่างไร้รอยต่อ (Seamless Experience)
โดยผู้นำของวงการ Social Commerce อย่าง TikTok ได้ต่อยอดด้วยระบบ eCommerce อย่าง TikTok Shop ที่ครบจบบนแอปพลิเคชันเดียว หลังการระบาดของโควิด-19 ซึ่งเร่งให้แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นเติบโตอย่างรวดเร็ว TikTok Shop พร้อมระบบแอฟฟิลิเอตจึงได้รับการตอบรับจากครีเอเตอร์ในเวลาไม่นาน จนเกิดกระแสป้ายยาต่อเนื่อง และก่อให้เกิดระบบนิเวศ (Ecosystem) ภายในแอปพลิเคชันเดียวอย่างเป็นรูปธรรม
Diagram แสดงความครบจบในตัวของ TikTok ที่มีระบบ eCommerce อย่าง TikTok Shop ครบจบบนแอปพลิเคชันของตัวเอง
แต่ความนิยมใน Social Commerce ก็ไม่ได้จบเพียงความสำเร็จของ TikTok ในคอนเทนต์วิดีโอสั้น แต่คือการขยายไปถึงคอนเทนต์แบบไลฟ์สตรีมที่กระตุ้นต่อมช้อปได้เป็นอย่างดี และ จากความสำเร็จของแพลตฟอร์มต้นแบบนี้ ปัจจุบัน eCommerce อื่นๆ ก็ได้มีความพยายามจะสร้าง Ecosystem นี้ในตัวเองเช่นกัน ทั้งการพยายามสร้างฟีเจอร์คอนเทนต์ไว้ในแอปพลิเคชันตัวเอง รวมไปถึงการเข้าเป็นพาร์เนอร์กับแพลตฟอร์มคอนเทนต์อย่าง YouTube จนเกิดเป็นฟีเจอร์การสร้างรายได้ระบบแอฟฟิลิเอตอย่าง YouTube Shopping ที่ปัจจุบันเชื่อมส่งการซื้อขายกับทั้ง Shopee และ Lazada เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหลังจากเปิดตัวฟีเจอร์มาได้ครบ 1 ปี อัตราการเติบโตเชิงยอดขายก็พุ่งถึง 330% เลยทีเดียว
ภาพจากงาน Shopee Summit 2025
สำหรับใครที่ยังสงสัยว่าระบบแอฟฟิลิเอตที่กล่าวถึงในบทความนี้คืออะไร – เรากำลังกล่าวถึงการส่งผู้ชมคอนเทนต์บน Social Media ให้กลายเป็นผู้ซื้อบน eCommerce โดยมีระบบการตรวจสอบยอดขายที่สืบที่มาของเจ้าของคอนเทนต์ต้นทางได้ และทำให้เจ้าของคอนเทนต์ได้รับผลตอบแทนจากยอดขาย (Commission) ที่แพลตฟอร์ม eCommerce จะทำการจัดสรรโอนให้กับเจ้าของคอนเทนต์ต้นทางตามสัดส่วนที่เจ้าของร้านค้ากำหนดไว้
อินฟลูเอนเซอร์ไม่ใช่คำตอบเดียวของ SOCIAL COMMERCE
การสรุปว่าอินฟลูเป็นศูนย์กลางเพียงตัวแปรเดียวของระบบ Social Commerce ก็อาจจะเป็นการด่วนสรุปเกินไป เพราะ อันที่จริง Super Power หรือ พลังวิเศษ ของเหล่าอินฟลูก็ คือ Reach และ Relationship กับแฟนๆ ซึ่งมีแบรนด์เองก็สามารถทำได้… แต่จะทำอย่างไรนั้นมาดูกัน
เริ่มจากทำความเข้าใจวิธีทำงานของแต่ละแพลตฟอร์มซึ่งเราจะเจาะกันหลักๆ ที่สองแพลตฟอร์มนั่นคือ TikTok และ YouTube ที่ทำงานแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
|
TikTok |
YouTube |
|
|
ที่มาหลักของยอดวิว |
For You Feed (คอนเทนต์กระแสที่ระบบเชื่อว่าผู้ใช้งานคนนั้น ๆ จะสนใจเหมือนที่กระแสส่วนใหญ่สนใจอยู่) |
Suggested (คลิปแนะนำถัดไปที่ใช้ SEO และ ความเกี่ยวข้องเชิงคอนเทนต์ เป็นปัจจัยหลัก) และ Browse feature (คลิปที่แสดงเป็นตัวเลือกการรับชมที่ใช้ช่องที่ผู้ใช้งานคนนั้น ๆ ติดตาม รวมถึงมีปฏิสัมพันธ์ด้วยบ่อย ๆ) |
|
การนำส่งเมื่อติดตะกร้า |
การนำส่งลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน เพราะ ระบบจะเลือกนำส่งคอนเทนต์ไปยังผู้ใช้งานที่มีแนวโน้มการซื้อสินค้าบน TikTok Shop ไม่ใช่การนำส่งวงกว้างแบบคอนเทนต์ทั่วไป |
ตะกร้าไม่ส่งผลทั้งในเชิงบวกหรือเชิงลบต่อการนำส่ง |
ดังนั้น หากต้องการสร้าง Reach บน TikTok สิ่งที่ตอบโจทย์ที่สุดคือการทำคอนเทนต์เชิง Mass และคอนเทนต์ตามกระแส โดยเลือกใช้คอนเทนต์ที่ไม่ติดตะกร้าเพื่อเน้นการนำส่ง (Distribution) ควบคู่กับการผลิตคอนเทนต์ในปริมาณที่มากและสม่ำเสมอ เพื่อรักษาการมองเห็นใน For You Feed ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ระบบไม่ได้ให้ความสำคัญกับ Loyalty ของผู้ใช้งานเป็นหลัก แต่ให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ที่แมสและเข้ากับกระแสในช่วงเวลานั้น
แม้ไม่ใช่ทุกคอนเทนต์จะสามารถเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ แต่การใช้ “ปริมาณ + ความถี่” เป็นกลยุทธ์ในช่วงสร้าง Reach มีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์และสินค้า (Awareness) อย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้ใช้งานได้รับการนำส่งและจดจำแบรนด์ซ้ำ ๆ จนเกิดฐาน Reach ที่กว้างมากพอ ระบบก็จะเพิ่มโอกาสให้คอนเทนต์ที่ติดตะกร้าสินค้าในลำดับถัดไป ได้รับการมองเห็นและการกระจายที่ดียิ่งขึ้น
มาถึงฝั่ง YouTube กันบ้าง ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่การสร้าง Reach ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย การเติบโตแบบฉับพลันหรือไวรัลเกิดขึ้นได้น้อยมาก เพราะระบบให้ความสำคัญกับความเกี่ยวข้องระหว่างคอนเทนต์กับผู้ใช้งานเป็นหลัก การเติบโตจึงต้องอาศัยเวลาในการสร้างช่อง สะสมผู้ติดตาม พัฒนารูปแบบการเล่าเรื่อง ควบคู่ไปกับการปรับหลังบ้าน (Optimization) โดยเฉพาะคีย์เวิร์ดสำหรับการค้นหา หรือ SEO เพื่อให้คอนเทนต์ถูกค้นเจอและถูกนำไปแสดงผลได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบของแบรนด์ที่ลงสนาม YouTube คือการสามารถหวังผลได้ทั้งการสร้างการรับรู้ (Awareness) และการกระตุ้นยอดขาย (Conversion) ภายในคอนเทนต์เดียวกัน เนื่องจากการติดตะกร้าสินค้าไม่ได้ส่งผลให้การนำส่งหรือจำนวนผู้ชมลดลงเหมือนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok
การสร้างความสัมพันธ์ก็เช่นกันที่แบรนด์ที่เล่นในสนาม YouTube จะสามารถมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ครบครันกว่า ระบบการตอบคอมเมนต์ การใช้โพสต์ภาพนิ่งผสม หรือ การทำโพล ก็มีหลายท่าให้ได้ใช้สร้างการปฏิสัมพันธ์ (Engagement) กับผู้ชมเพื่อเปลี่ยนให้เป็นแฟนพันธ์แท้ และให้ความเชื่อถือ เมื่อมีการแนะนำสินค้าที่มีราคาสูงก็มีโอกาสที่จะปิดการขายได้ดีกว่า การนำสินค้าราคาสูงนั้นไปติดตะกร้าใน TikTok ที่อาจจะกำลังเกิดไวรัล แต่ยังไม่เกิดความเชื่อใจให้กล้าสั่งสินค้าได้
เมื่อเทียบกันแล้วไลฟ์คอมเมิร์ซให้มูลค่าการปิดการขายสูงกว่าวิดีโอมาก
เพราะผู้คนมักซื้อของด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล และ การไลฟ์นั้นก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอารมณ์นั้น ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต่อเนื่องได้มากกว่าเมื่อเทียบกับวิดีโอสั้นที่มีเวลาจำกัดในการกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมนั้น
วิดีโอสั้นจะต้องมีการสื่อสารทำถี่ทำบ่อยเพื่อค่อยๆ กระตุ้นให้ผู้ชมคล้อยตาม จดจำ เริ่มเห็นการพูดถึงมากขึ้น จนกระตุ้นกลายเป็นอยากได้บ้าง เอากลับไปคิด เมื่อแน่ใจว่าอยากได้จริงๆ จึงกลับมาเกิดการซื้อ แต่ในไลฟ์เมื่อมีเป็นการขายสินค้าแบบ Real-time การเล่นกับอารมณ์จนไม่มีโอกาสเอากลับไปคิด ในทางกลับกัน ได้กดลงตะกร้าจ่ายเงินไปเรียบร้อยแล้ว
ไลฟ์ที่ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นอารมณ์ มักจะเล่นกับอารมณ์ อย่าง
-
ความตื่นเต้น (Excitement) ที่มักมาร่วมกับ ความว้าวคาดไม่ถึง (Surprise) : ตัวอย่างที่เราเห็นกันบ่อยครั้งมักเป็นในตัวผู้ไลฟ์ที่มากาขยายความรู้สึกแสดงออกมาให้คนตื่นเต้นไปตาม เวลาเทียบ ก่อน v.s. หลัง การใช้ การสาธิตการใช้งานสินค้าที่ให้ผลลัพธ์เกินคาด บางครั้งก็มีผู้ร่วมฉากไลฟ์รายรอบมาช่วยกันรีแอคไปกับผู้ไลฟ์หลัก สร้างอารมณ์ร่วมเชียร์กระตุ้นการกดซื้อกับผู้ชม
-
ความเศร้า (Sadness) ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) : ที่เรื่องราวของผู้ไลฟ์หลักเป็นจุดหลักในการดึงผู้ชมให้รับชมไลฟ์ เพื่อให้กำลังใจผ่านปฏิสัมพันธ์บนไลฟ์ เพื่อแสดงความช่วยเหลือผ่านการเลือกซื้อสินค้าที่ขึ้นไลฟ์เพื่อเป็นการซัพพอร์ตผู้ไลฟ์นั้น
-
ความกลัว (Fear) คือแรงผลักดันที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ โดยไม่ได้เกิดจากความเสียหายร้ายแรง แต่เป็นความกลัวในชีวิตประจำวัน เช่น กลัวพลาดราคาพิเศษ และ กลัวตกกระแส ไม่มีเหมือนคนอื่นการกระตุ้นความกลัวให้ได้ผล จึงต้องอาศัยสคริปต์การสื่อสารที่ชัดเจน ควบคู่กับเงื่อนไขที่เกิดขึ้นจริง เช่น การเปิดแฟลชเซลล์เฉพาะช่วงไลฟ์ หรือการอ้างอิงกระแสที่มีมาก่อนหน้า เพื่อย้ำว่าสินค้านั้นเป็นที่นิยมและมีคนใช้จริง
นอกจากการเล่นกับความรู้สึกของผู้ชมแล้ว การทำให้ไลฟ์ตอบโจทย์กับแพลตฟอร์มก็เป็นเรื่องสำคัญ
เพราะ แพลตฟอร์มเป็นผู้กำหนดระบบนำส่ง (Algorithm) รวมถึงนโยบายสนับสนุนการขาย เช่น คูปองส่วนลด คูปองส่งฟรี และแสดงผลประโยชน์พิเศษในส่วนต่าง ๆ ของ Interface ดังนั้นหากไลฟ์มีคุณสมบัติตอบโจทย์กับความต้องการของแพลตฟอร์มก็ย่อมเป็นบวกกับไลฟ์และช่องเจ้าของไลฟ์
TikTok Shop เป็นแพลตฟอร์มเดียวที่ออกมาประกาศทิศทางไลฟ์ที่ต้องการอย่างชัดเจน… “คุณภาพสูง”
ผลเชิงบวกของไลฟ์คุณภาพสูงจากงาน TikTok Shop Mega Matchmaking 18.10.25
TikTok Shop ได้ออกมาชักชวนให้พัฒนาไลฟ์ให้เป็นไลฟ์คุณภาพสูงเพื่อประโยชน์ใน 3 ระยะ
-
ระยะสั้น : ผู้ชมอยู่รับชมไลฟ์ยาวนานขึ้น ซึ่งผู้ชมเกิดความสนใจร่วมในสินค้าที่นำเสนอมากขึ้น
-
ระยะกลาง : การไลฟ์ของช่องนั้นจะมีจำนวนผู้ชมเพิ่มสูงขึ้นทำให้โอกาสในการกดซื้อสินค้าสูงขึ้นไปด้วย
-
ระยะยาว : ผู้ชมเกิดความเชื่อถือไลฟ์จากช่องมากขึ้น มีแบรนด์สนใจร่วมงานมากขึ้น (ในกรณีช่องนั้นเป็นครีเอเตอร์) สามารถขยายประเภทสินค้าที่ขายได้มากขึ้น เพราะมีเครดิตความน่าเชื่อถือที่ดีจากสินค้าตั้งต้นที่ทำได้ดีสะสมมา
คุณภาพสูงของ TikTok Shop หมายถึงอะไร?
แนวทางปฏิบัติไลฟ์คุณภาพสูงจากงาน TikTok Shop Mega Matchmaking 18.10.25
แนวทางปฏิบัติ (Framework) ที่ทาง TikTok ประกาศ อยู่ภายใต้สิ่งที่สามารถทำได้จริงอันถอดรหัสมาจากไลฟ์ที่ครีเอเตอร์ผู้ประสบความสำเร็จต่าง ๆ ได้สร้างสรรค์ไว้ในปีที่ผ่านมา
-
ภาพลักษณ์ (Look) : ที่ต้องประกอบไปด้วยการจัดห้องไลฟ์ให้น่ามองไม่รกสายตา เพื่อให้จัดวางสินค้าให้เห็นได้อย่างชัดเจน โดยมีผู้ไลฟ์ร่วมอยู่ในฉากเพื่อบอกเล่าข้อมูล ที่จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจของห้องไลฟ์
-
ข้อมูล (Information) : ทั้งการถ่ายทอดข้อมูลคุณสมบัติสินค้าเชิงลึกให้ผู้ซื้อสามารถพิจารณาได้รอบด้าน พร้อมกับการแจ้งวิธีการรับส่วนลด หรือ ราคาพิเศษเฉพาะช่วง เพื่อให้ผู้ชมไม่พลาดข้อเสนอดี ๆ เหล่านั้น
-
คุณค่า และ ความหลากหลาย (Value & Variety) : เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ และความน่าเชื่อถือให้เพิ่มมากขึ้นไปจากการให้ข้อมูลเพียงอย่างเดียว วิธีการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจอย่างการสาธิตจริง ร่วมกับการนำเสนอสินค้าหลากหลายในไลฟ์เดียวก็ช่วยเพิ่มจำนวนผู้สนใจในไลฟ์นั้นได้เช่นกัน
-
การมีส่วนร่วมกับผู้ชม (Engagement) : การคอยพูดคุยโต้ตอบกับผู้ชม และให้ความสำคัญกับการตอบคอมเมนต์ที่ส่งเข้ามา ก็จะช่วยให้ไลฟ์นั้นถูกนำส่งได้ดีได้กว้างขึ้น
จากแนวทางปฏิบัติเราจะเห็นได้ว่า “คุณภาพสูง” ไม่ได้เป็นเรื่องของความคมชัดของภาพ และเสียง เพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต แต่คือความใส่ใจในการนำเสนอสินค้า และการให้ประสบการณ์การจับจ่ายที่ดีแก่ผู้ชม ที่มีผลต่อยอดขายระยะยาวมากกว่าการเร่งยอดระยะสั้นด้วยส่วนลดสงครามราคา
วางแผนช่องทางการสร้างยอดขาย
เพราะ บนแพลตฟอร์ม eCommerce ยอดฮิตอย่าง TikTok Shop มีช่องทางการสั่งซื้อหลักๆ อยู่ 3 ส่วน
-
หน้า Shop Tab หรือ หน้ารวบรวมสินค้าบนแอปพลิเคชัน
-
ผ่านคอนเทนต์ของช่องแบรนด์ หรือ ร้านค้า ทั้ง วิดีโอสั้น, ไลฟ์, หน้ารวมสินค้าหน้าโปรไฟล์
-
ผ่านคอนเทนต์ของช่องแอฟฟิลิเอเตอร์ ทั้ง วิดีโอสั้น, ไลฟ์, หน้ารวมสินค้าหน้าโปรไฟล์
ซึ่งเมื่อพูดถึงช่องทางคอนเทนต์ของแบรนด์ หรือ ร้านค้า แน่นอนว่าต้นทุนการผลิตคอนเทนต์ก็จะเกิดกับเจ้าของสินค้าทั้งหมด หากต้องการยอดขายมากก็ยิ่งต้องผลิตคอนเทนต์มากขึ้น ซึ่งต้นทุนการผลิตก็มีทั้งต้นทุนทางเวลา ต้นทุนไอเดีย และต้นทุนที่เป็นตัวเงินอันเกิดขึ้นในกระบวนการถ่ายทำ....
แล้วถ้า SME อย่างเราไม่พร้อมจะเสียต้นทุนเหล่านี้ หรือ ไม่ถนัดจะลงทุนในการสร้างคอนเทนต์ด้วยตัวเองล่ะ?
แอฟฟิลิเอเตอร์ (ครีเอเตอร์ หรือ อินฟลูเอนเซอร์ ที่หารายได้จากค่าคอมมิชชั่นที่เกิดจากการติดตะกร้า) คือ พาร์ทเนอร์ที่สำคัญที่จะมาช่วยส่งเสริมสร้างคอนเทนต์ สร้างยอดขายให้กับแบรนด์ได้ผ่านการร่วมมือในรูปแบบต่าง ๆ มาว่าจะเป็น
-
การจ้างให้ทำคอนเทนต์ติดตะกร้า โดย Rate card อัตราจ้างก็จะแตกต่างไปตามจำนวนผู้ติดตาม คุณภาพรูปแบบของคอนเทนต์ ประวัติความสามารถในการปิดการขาย
-
การจ้างงานใน Rate card ที่ย่อมเยาว์ลงโดยผสมกันกับการให้ค่าคอมมิชชั่นในอัตราพิเศษ เพื่อจูงใจให้แอฟฟิลิเอเตอร์เลือกติดตะกร้าสินค้าให้เจ้าของสินค้าแม้มีงบในการจ้างต่ำว่าที่ทางแอฟฟิลิเอเตอร์คาดหวัง
-
การให้เป็นค่าคอมมิชชั่นล้วนตามอัตราที่ตกลงกัน
ในทางปฏิบัติ ทั้ง Rate card การจ้างทำคอนเทนต์ และ อัตราค่าคอมมิชชั่น ล้วนเป็นตามความพึงพอใจทั้ง 2 ฝ่าย ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว สิ่งที่แบรนด์ หรือ ร้านค้าควรทำการบ้าน และ หาข้อมูลเพื่อใช้ในการเลือกแอฟฟิลิเอเตอร์ และเพื่อคำนวณค่าใช้จ่าย และประเมินยอดขายเบื้องต้น ก่อนที่จะตกลงราคาการร่วมงานกับแอฟฟิลิเอเตอร์ผ่านเครื่องมือที่แบรนด์และร้านค้าที่เปิดร้านบน TikTok Shop สามารถเข้าใช้ได้ฟรีอย่าง
TikTok Shop Seller Center ผ่านเมนู Discover creators
seller-th.tiktok.com >> Collaboration >> Discovery creator
โดยในเมนูนี้จะมี Filter ให้เลือกเล่น เพื่อสำรวจตลาดไว้เป็นฐานข้อมูลสำหรับแบรนด์ และ ร้านค้า สำหรับวางแผนการกำหนดค่าคอมมิชชั่น ผ่านการ Filter หัวข้อ Product category และ หัวข้อ Avg commission rate ซึ่ง Filter หัวข้อ Product category นี้ ยังสามารถช่วยให้ข้อมูลแอฟฟิลิเอเตอร์ที่มีประวัติการขายสินค้าในหมวดนั้น พร้อมข้อมูลยอดขายเบื้องต้นให้เจ้าของสินค้าพอเห็นภาพ และ ใช้ประกอบการตัดสินใจว่าหากมีงบจำกัดควรต้องลงกับแอฟฟิลิเอเตอร์คนใดดีเป็นตัวเงินค่าจ้าง หรือ คนใดเป็นค่าคอมล้วนในอัตราพิเศษต่าง ๆ
หน้า Dashboard เมนู Discover creator ของ TikTok Shop Seller Center
ตั้งค่าคอมมิชชั่นอย่างไรไม่ให้เข้าเนื้อ ?
ก่อนอื่นต้องเริ่มจากทำความเข้าใจโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่ TikTok Shop หักเจ้าของร้านค้าในทุกๆ ออเดอร์การสั่งซื้อผ่านตารางด้านล่างนี้ก่อน
|
รายการค่าธรรมเนียม |
อัตรา (รวม VAT 7%) |
|---|---|
|
ค่าคอมมิชชั่นแพลตฟอร์ม (Platform Commission Fee) |
~6.42% |
|
ค่าทำธุรกรรม (Transaction Fee) |
3.21% |
|
ค่าสนับสนุนการเติบโต (Growth Fee) |
6.42% (Max 199.-) |
|
ค่าโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fee) |
1.07 บาท |
|
รวมประมาณการเบื้องต้น |
~16.05% + 1.07 บาท |
ค่าคอมมิชชั่นสำหรับแอฟฟิลิเอเตอร์จะเป็นอีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่ต้องคิดเข้าไปเพิ่มเติมจากตารางข้างต้น รวมไปถึงการหากมีการส่งสินค้าตัวอย่างให้แอฟฟิลิเอเตอร์ ค่าต้นทุนสินค้า ค่าจัดส่ง ก็จะพ่วงเข้ามา ยังไม่รวมถึงหากมีการร่วมงานแบบจ้างทำคอนเทนต์ก็รวมค่าจ้างนั้นเข้าไปอีกด้วย
ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าจะยิ่งขายจะยิ่งกำไร ไม่ใช่เข้าเนื้อ อย่าลืมรวบรวมค่าใช้จ่ายแฝงทั้งหมดมาประกอบการวางแผนการขาย เพื่อให้สามารถตั้งราคาตั้งต้น การออกโปรโมชั่นต่าง ๆ และงบการยิงโฆษณา ให้ยังสามารถรองรับการทำ Affiliate Marketing ได้ด้วยโดยไม่กระทบกับสุขภาพทางการเงิน