Resource Productivity ใบเบิกทางสู่การเป็นคู่ค้าอันดับแรกในตลาด
SME InsightsESG & Sustainbility

Resource Productivity ใบเบิกทางสู่การเป็นคู่ค้าอันดับแรกในตลาด

14 ก.ค. 2569
|
19

การแข่งขันของ SME ในห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังเปลี่ยนจาก “ใครขายถูกกว่า” ไปสู่ “ใครผลิตสินค้าได้คุ้มค่ากว่า โปร่งใสกว่า และใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า” เพราะแบรนด์ระดับโลกไม่ได้พิจารณาซัปพลายเออร์จากราคาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังใช้การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Procurement) เป็นเกณฑ์สำคัญในการคัดเลือกคู่ค้า

ดังนั้น คำถามที่ผู้ซื้อรายใหญ่ใช้ตัดสินใจจึงมักเป็น “กระบวนการผลิตของคุณใช้น้ำ พลังงาน และวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน” รวมถึง “คุณมีข้อมูลที่พิสูจน์ได้หรือไม่ว่าผลิตภัณฑ์หนึ่งหน่วยสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลงจริง”

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของ SME ไทย เพราะหากยังแข่งขันด้วยการตัดราคา ธุรกิจจะถูกบีบกำไรอย่างต่อเนื่อง แต่หากสามารถพิสูจน์ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรได้ชัดเจน ธุรกิจจะขยับจากซัปพลายเออร์ทั่วไป ไปสู่การเป็น “คู่ค้าอันดับแรก (Preferred Supplier)” ที่แบรนด์ระดับโลกต้องการรักษาไว้ในระบบ

การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว ช่วยยกระดับ SME สู่การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

ถอดรหัส Green Procurement ทำไมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าจึงแปรเปลี่ยนเป็น “ยอดขาย” ได้?

Green Procurement คือ ระบบการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวที่นำข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ความเสี่ยง และความยั่งยืนของซัปพลายเออร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจทางธุรกิจ

สำหรับแบรนด์ระดับโลก เป้าหมาย Net Zero ไม่สามารถทำได้จากสำนักงานใหญ่เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการลดผลกระทบตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ทั้งในกลุ่มผู้ผลิต วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ โลจิสติกส์ และโรงงานปลายน้ำ โดยรายงานของ EY ระบุว่า สำหรับหลายองค์กร กว่า 90% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรจำนวนมาก และ 50-70% ของต้นทุนดำเนินงานเกี่ยวข้องกับซัปพลายเชน ทำให้การจัดซื้อกลายเป็นเครื่องมือหลักของการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน

ดังนั้น หาก SME สามารถแสดงให้เห็นว่าใช้น้ำน้อยลง ใช้พลังงานต่อหน่วยลดลง ลดของเสีย ลดสารเคมี หรือหมุนเวียนวัตถุดิบกลับมาใช้ใหม่ได้จริง สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นคุณค่าทางการขายทันที ทั้งยังช่วยให้แบรนด์บรรลุเป้าหมายของตัวเองด้วย

การก้าวสู่การเป็นคู่ค้าอันดับแรก ในวันที่ตลาดยังขาดแคลน

ในอดีต ซัปพลายเออร์จำนวนมากเชื่อว่าผู้ซื้อระดับโลกต้องการเพียงราคาที่ต่ำที่สุด แต่ในยุค Green Procurement แบรนด์กำลังมองหาคู่ค้าที่จะช่วยลดความเสี่ยงให้ระบบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากกฎระเบียบสิ่งแวดล้อม ความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ ความเสี่ยงจากพลังงานราคาแพง หรือความเสี่ยงด้านชื่อเสียงหากห่วงโซ่อุปทานเกี่ยวข้องกับมลพิษ

หาก SME ไทยยกระดับตัวเองขึ้นเป็นคู่ค้าอันดับแรกได้ โอกาสที่ตามมาคือการได้รับการพิจารณาจัดสรรปริมาณการผลิตในสัดส่วนที่สูงขึ้น การได้เซ็นสัญญาระยะยาว และการต่อรองราคาที่สูงขึ้นจากมาตรฐานการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Premium) ได้ในบางตลาด

Resource Productivity เหตุผลสนับสนุนข้อเดียวที่แบรนด์ใหญ่เชื่อถือ

Resource Productivity คือการสร้างมูลค่าทางธุรกิจให้สูงที่สุด โดยใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุดต่อหน่วยผลผลิต เช่น ลิตรน้ำต่อเสื้อหนึ่งตัว กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อหน่วยผลิต กิโลกรัมวัตถุดิบต่อชิ้นงาน หรือปริมาณของเสียต่อยอดขายหนึ่งล้านบาท

สำหรับ SME วิธีคิดเช่นนี้ช่วยเปลี่ยนเรื่องสิ่งแวดล้อมให้เป็นภาษาธุรกิจ กล่าวคือ ตัวเลขการใช้น้ำที่ลดลงจะเป็นหลักฐานได้ว่าโรงงานมีเสถียรภาพในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง ตัวเลขพลังงานที่ลดลงจะเป็นหลักฐานว่าธุรกิจสามารถควบคุมต้นทุนต่อหน่วยได้ดีขึ้น ส่วนการลดของเสียก็คือการพิสูจน์ว่าวัตถุดิบถูกแปลงเป็นมูลค่าได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม

ทีมธุรกิจประชุมวางแผน Green Procurement เพื่อเพิ่มโอกาสเป็นคู่ค้าอันดับแรกของแบรนด์ระดับโลก

แบรนด์ระดับโลกเลือกซัปพลายเออร์จากอะไร?

ผู้ซื้อรายใหญ่กำลังใช้เกณฑ์ที่ละเอียดขึ้นในการประเมินซัปพลายเออร์ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำ สารเคมี และพลังงานเข้มข้น เช่น สิ่งทอ อาหาร เครื่องดื่ม บรรจุภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม

ตัวอย่างเช่น Nike ระบุชัดว่าซัปพลายเออร์ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งด้านแรงงาน ความปลอดภัย และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการตรวจสอบโรงงานผ่าน Audit และการประเมินตามมาตรฐานอุตสาหกรรม เพื่อยืนยันว่าโรงงานทำได้จริง ไม่ใช่เพียงระบุไว้ในเอกสาร นอกจากนี้ Nike ยังอ้างอิง ZDHC Wastewater Guidelines หรือแนวทางควบคุมคุณภาพน้ำเสียในอุตสาหกรรมสิ่งทอและรองเท้า เพื่อกำหนดมาตรฐานร่วมในการจัดการสารเคมีและน้ำเสียจากกระบวนการผลิต

เกณฑ์เหล่านี้ทำให้การตรวจประเมินประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร (Resource Efficiency Assessment) และการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมของซัปพลายเออร์มีความสำคัญมากขึ้น ผู้ซื้อจำนวนมากไม่ได้พิจารณาเฉพาะคุณภาพสินค้าและราคา แต่ยังลงลึกถึงการจัดการน้ำ พลังงาน ของเสีย และสารเคมีในกระบวนการผลิต เพื่อประเมินความเสี่ยงและความสามารถในการพัฒนาอย่างยั่งยืนของคู่ค้า 

• โรงงานมีระบบลดการใช้ทรัพยากรตั้งแต่ต้นทางหรือไม่

• มีระบบตรวจวัดน้ำและพลังงานรายไลน์ผลิตหรือไม่

• มีการแยกและจัดการน้ำเสียตามประเภทหรือไม่

• มีแผนลดการใช้สารเคมีและลดของเสียหรือไม่

• มีข้อมูลย้อนหลังที่แสดงผลการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องหรือไม่

SME ที่อยากเข้าสู่ Green Procurement ควรเริ่มจาก 4 ขั้นตอน ได้แก่ 

  • ทำ Resource Baseline เพื่อรู้ว่าผลิตสินค้าหนึ่งหน่วยใช้น้ำ พลังงาน และวัตถุดิบเท่าไหร่

  • ระบุ Hotspot ว่าจุดใดสูญเสียทรัพยากรมากที่สุด

  • ลงทุนในมาตรการที่คืนทุนได้จริง เช่น ระบบรียูสน้ำ ระบบ Heat Recovery ระบบเซนเซอร์วัดการรั่วไหล หรือการปรับสูตรการผลิต

  • ทำ Dashboard เพื่อสื่อสารตัวเลขให้ผู้ซื้อเข้าใจง่าย

เคสบริษัทผู้ผลิตสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป Yeh Group (ประเทศไทย) 

อุตสาหกรรมสิ่งทอและฟอกย้อมแบบดั้งเดิมเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ใช้น้ำในปริมาณมหาศาลและสร้างมลพิษสูง กล่าวคือ ใช้น้ำเฉลี่ยถึง 25 ลิตรต่อเสื้อหนึ่งตัว ทำให้มีภาพลักษณ์เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษทางน้ำ และเผชิญความเสี่ยงอย่างรุนแรงที่จะถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทานโลก เนื่องจากแบรนด์ข้ามชาติต่างปรับเกณฑ์การคัดเลือกซัปพลายเออร์ที่เข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น 

ทาง Yeh Group จึงลงทุนพัฒนานวัตกรรม DryDye® ซึ่งเป็นเทคโนโลยีย้อมผ้าแบบไม่ใช้น้ำ (Anhydrous Dyeing) โดยใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในสภาวะเหนือจุดวิกฤต (Supercritical Carbon Dioxide) แทนน้ำในการนำสีย้อมเข้าสู่เส้นใยผ้า ภายใต้แรงดันประมาณ 250 บาร์ ทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีคุณสมบัติเป็นตัวกลางในการแพร่สีย้อมเข้าสู่เนื้อผ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยี DryDye® หรือการย้อมแห้งนี้ ช่วยลดระยะเวลาในการย้อมผ้าได้อย่างมาก โดยการย้อมผ้าสีดำที่เดิมอาจใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง สามารถลดเหลือเพียงประมาณ 3 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดน้ำ ไม่ก่อให้เกิดน้ำเสียจากกระบวนการย้อม ลดการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต และช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่า 50% เมื่อเทียบกับการย้อมผ้าแบบดั้งเดิม อีกทั้งหลังสิ้นสุดกระบวนการย้อม ผงสีส่วนที่เหลือยังสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ประมาณ 95% นวัตกรรมดังกล่าวช่วยยกระดับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของอุตสาหกรรมสิ่งทอ พร้อมตอบโจทย์ผู้ซื้อและแบรนด์ระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน  

เคสกลุ่มโรงงานฟอกย้อม Tirupur (ประเทศอินเดีย)

เมือง Tirupur คือฮับสิ่งทอที่ใหญ่มาก แต่เคยเผชิญวิกฤตหนักจนเจอปัญหาปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนสารเคมีและค่าสารละลายรวม (TDS) สูงลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ จนส่งผลกระทบต่อชุมชนรอบข้างอย่างรุนแรง

Tirupur จึงมีการจัดตั้งศูนย์บำบัดน้ำเสียรวม (Common Effluent Treatment Plants: CETPs) ซึ่งเป็นระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางที่หลายโรงงานใช้ร่วมกัน โดยดำเนินการร่วมกับ Tamilnadu Water Investment Company พร้อมนำระบบ Zero Liquid Discharge (ZLD) หรือระบบบำบัดน้ำเสียแบบไม่ปล่อยน้ำทิ้งออกสู่ภายนอก แต่สกัดและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่  ผลลัพธ์คือโรงงานในคลัสเตอร์นี้ได้น้ำสะอาดคุณภาพสูงหมุนเวียนกลับมาใช้ซ้ำแบบ Closed-loop ตลอดทั้งปี ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาน้ำบาดาล และช่วยให้โรงงานบริหารทรัพยากรน้ำได้ต่อเนื่องขึ้น สร้างความมั่นใจให้แบรนด์ระดับโลกพิจารณา Tirupur เป็นฐานการผลิตที่มีระบบจัดการน้ำและน้ำเสียชัดเจนขึ้น

ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรน้ำในอุตสาหกรรมเกษตร เพื่อสนับสนุน SME สู่ Green Procurement

SME อุตสาหกรรมไหน ต้องปรับตัว?

แม้แนวคิด Resource Productivity จะสำคัญกับทุกธุรกิจ แต่บางอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงด้านทรัพยากรสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่น เช่น ธุรกิจที่พึ่งพาน้ำ พลังงาน วัตถุดิบ และสารเคมีในกระบวนการผลิตโดยตรง หากไม่เริ่มวัดและจัดการตั้งแต่วันนี้ อาจเสียโอกาสในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของแบรนด์ระดับโลกในอนาคต

อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร

อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารเป็นกลุ่มที่ควรเร่งปรับตัวเป็นลำดับแรก เพราะน้ำคือวัตถุดิบตั้งต้นของทั้งฟาร์ม โรงงานแปรรูป ระบบทำความสะอาด และกระบวนการควบคุมคุณภาพ หากเกิดภัยแล้งเพียงหนึ่งฤดูกาล ธุรกิจอาจเผชิญทั้งปัญหาวัตถุดิบไม่เพียงพอ ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูง และความเสี่ยงในการส่งมอบสินค้าไม่ทันตามคำสั่งซื้อ

SME ในกลุ่มนี้จึงควรเริ่มจากการวัด Water Footprint หรือปริมาณการใช้น้ำต่อหน่วยสินค้า เพื่อให้รู้ว่าสินค้าแต่ละประเภทใช้น้ำมากน้อยแค่ไหน จากนั้นจึงวางระบบนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำในขั้นตอนที่เหมาะสม เช่น น้ำล้างเบื้องต้น น้ำหล่อเย็น หรือน้ำสำหรับทำความสะอาดพื้นที่บางส่วน รวมถึงกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบไปยังพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านน้ำน้อยกว่า เพื่อลดความเปราะบางของซัปพลายเชนในระยะยาว

อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ถูกจับตามองมากที่สุด เพราะกระบวนการผลิตเกี่ยวข้องกับการใช้น้ำ สารเคมี สี และพลังงานในปริมาณสูง โดยเฉพาะขั้นตอนฟอก ย้อม ซัก และตกแต่งผิวผ้า หากโรงงานไม่มีข้อมูลการใช้น้ำต่อกิโลกรัมผ้า ไม่มีระบบคัดแยกน้ำเสียตามประเภท หรือไม่มีแผนลดสารเคมีอย่างเป็นรูปธรรม อาจถูกมองว่าเป็นซัปพลายเออร์ที่มีความเสี่ยงสูงในสายตาแบรนด์ระดับโลก

แนวทางที่ SME ควรเริ่มทำคือการเก็บข้อมูลการใช้น้ำและพลังงานแยกตามไลน์ผลิต ปรับกระบวนการเพื่อลดการใช้น้ำตั้งแต่ต้นทาง เลือกใช้สารเคมีที่สอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรม และลงทุนในระบบบำบัดน้ำเสียที่ตรวจสอบได้ เพราะในตลาดที่ Green Procurement มีบทบาทมากขึ้น ข้อมูลเหล่านี้จะกลายเป็นหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์ว่าโรงงานผลิตได้อย่างมีความรับผิดชอบ

ธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว

ธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะโรงแรม รีสอร์ต สปา และธุรกิจบนเกาะ เป็นอีกกลุ่มที่ควรให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร เพราะต้นทุนน้ำจืดและพลังงานมักสูงกว่าพื้นที่ทั่วไป ขณะเดียวกัน ลูกค้ากลุ่มคุณภาพและพันธมิตรทางธุรกิจจำนวนมากก็เริ่มให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านความยั่งยืนมากขึ้น

สำหรับธุรกิจกลุ่มนี้ การจัดการน้ำกระทบกำไรโดยตรงในช่วง High Season มาตรการที่เริ่มได้จริง และช่วยให้ธุรกิจควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น พร้อมต่อยอดเป็นจุดขายด้านความยั่งยืนที่จับต้องได้ เช่น

  • ระบบบำบัดน้ำเพื่อนำกลับมาใช้รดต้นไม้ 

  • ระบบตรวจจับการรั่วไหลแบบเรียลไทม์

  • อุปกรณ์ประหยัดน้ำในห้องพัก 

  • การแยกมิเตอร์น้ำตามโซน

  • การใช้ข้อมูลเปรียบเทียบการใช้น้ำต่อจำนวนผู้เข้าพัก 

ท้ายที่สุด Resource Productivity คือการที่ธุรกิจชนะจากการสร้างมูลค่าได้มากที่สุดด้วยทรัพยากรที่น้อยที่สุด สำหรับ SME ไทย นี่คือใบเบิกทางสู่ตลาดที่ใหญ่กว่า มีมาตรฐานสูงกว่า และมีโอกาสสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับแบรนด์ระดับโลกมากกว่าเดิม 

ธุรกิจบริการและการท่องเที่ยวใช้ข้อมูลวิเคราะห์ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร

บทสรุปและข้อเสนอแนะ

การเป็นคู่ค้าอันดับแรกของแบรนด์ระดับโลกเริ่มจากการทำให้ผู้ซื้อเห็นว่า ธุรกิจมีระบบบริหารทรัพยากรที่เชื่อถือได้ วัดผลได้ และพัฒนาได้ต่อเนื่อง SME ที่ต้องการขยับสู่ตลาดระดับสากลจึงควรเริ่มสร้าง “ภาษากลาง” ระหว่างโรงงานกับผู้ซื้อผ่านข้อมูล เช่น ปริมาณการใช้น้ำต่อหน่วยสินค้า พลังงานต่อรอบการผลิต อัตราของเสีย ต้นทุนวัตถุดิบที่สูญเปล่า และผลลัพธ์หลังปรับปรุงกระบวนการ

SME ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการขนาดใหญ่เสมอไป แต่ควรเริ่มจากจุดที่กระทบต้นทุนและความเสี่ยงมากที่สุดก่อน จากนั้นค่อยพัฒนาเป็นระบบตรวจวัด รายงานผล และสื่อสารกับคู่ค้าอย่างมืออาชีพ เมื่อธุรกิจสามารถแสดงให้เห็นว่าทุกหน่วยทรัพยากรถูกเปลี่ยนเป็นมูลค่าได้ดีขึ้น Green Procurement จะกลายเป็นเครื่องมือเปิดประตูสู่โอกาสทางการค้าใหม่ ๆ และยกระดับสถานะของ SME ไทยในห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

ข้อมูลอ้างอิง

  1. Case Study: ZLD technology gives a new lease of life to dyeing units in Tirupur. สืบค้นเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 จาก https://www.business-standard.com/content/b2b-chemicals/case-study-zld-technology-gives-a-new-lease-of-life-to-dyeing-units-in-tirupur-114020500784_1.html

  2. How sustainable supply chains are driving business transformation. สืบค้นเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 จาก https://www.ey.com/en_us/insights/supply-chain/supply-chain-sustainability-2022

  3. Sustainability Policies. สืบค้นเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 จาก https://about.nike.com/en/resources/sustainability-policies

  4. ปฏิวัติวงการย้อมสีผ้า ‘Yeh Group’ พัฒนา ‘DryDye’ คว้าใจคนรักษ์โลก. สืบค้นเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 จาก https://www.bangkokbanksme.com/sme-knowledge/sme-sharing/dye-fabric-yeh-group-develops-drydye-save-the-world.

 

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333