Sustainable Supply Chain เปลี่ยนงบ CSR เป็นคู่ค้าที่ยั่งยืน
การทำ CSR ขององค์กรจำนวนมากยังคงอยู่ในกรอบของการ “ให้แล้วจบ” ไม่ว่าจะเป็นการแจกผ้าห่ม การสร้างฝาย หรือการบริจาคเงินให้ชุมชนรอบโรงงาน กิจกรรมเหล่านี้มักถูกเรียกว่า Ad Hoc CSR คือทำเป็นครั้งคราว ได้ภาพลักษณ์เชิงบวกระยะสั้น แต่ไม่ได้เข้าไปแตะโครงสร้างปัญหาของความยากจน ความเปราะบางทางอาชีพ หรือความไม่มั่นคงของรายได้ในชุมชนจริง ๆ
ขณะเดียวกัน โลกธุรกิจในปัจจุบันก็กำลังเผชิญแรงกดดันใหม่จากกติกาสากล เช่น เรื่อง Carbon Footprint, ESG Strategy ไปจนถึงข้อกำหนดเรื่อง Traceability ที่บังคับให้องค์กรต้องรู้ว่าวัตถุดิบที่ใช้มาจากไหน ใครเป็นผู้ผลิต และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างไร การนำเข้าวัตถุดิบจากแหล่งไกลตัวจึงเริ่มมีต้นทุนที่ซ่อนอยู่ ทั้งต้นทุนคาร์บอน ความเสี่ยงด้านซัปพลาย และความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์
ทางออกที่หลายองค์กรเริ่มดำเนินการ คือการยกระดับ CSR ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Sustainable Supply Chain ด้วยการเข้าไปพัฒนาชุมชนรอบข้างให้สามารถผลิตสินค้าหรือวัตถุดิบที่ธุรกิจต้องใช้ได้จริง มองชุมชนในฐานะ “คู่ค้า” ที่เติบโตไปด้วยกัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Creating Shared Value และเป็นหัวใจของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน
แยกให้ออกระหว่าง Charity vs. CSR vs. Sustainability ต่างกันอย่างไร?
หนึ่งในความสับสนที่พบได้บ่อยในองค์กร คือการใช้คำว่า Charity, CSR และ Sustainability ปะปนกัน ทั้งที่หากพูดถึงในเชิงกลยุทธ์แล้ว ทั้ง 3 แนวคิดล้วนมีระดับความลึกและผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างขัดเจน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด Creating Shared Value ที่สร้างคุณค่าให้ทั้งธุรกิจและสังคมพร้อมกัน
1. Charity (การกุศล)
Charity คือการให้ในลักษณะ “จบเป็นครั้ง ๆ” เช่น การแจกถุงยังชีพ การบริจาคเงินหรือสิ่งของในช่วงวิกฤต ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือความรู้สึกดีและภาพลักษณ์เชิงบวกในระยะสั้น แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และไม่สามารถวัดผลกระทบระยะยาวได้
2. CSR (Corporate Social Responsibility: ความรับผิดชอบต่อสังคม)
CSR จะขยับขึ้นมาอีกขั้น คือเป็นโครงการที่มีความต่อเนื่องมากขึ้น เช่น การมอบทุนการศึกษา โครงการฝึกอาชีพ หรือการพัฒนาสาธารณูปโภคในชุมชน เน้นการสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างองค์กรกับสังคม แต่ยังคงแยกออกจากกระบวนการหลักในการดำเนินธุรกิจ
3. Sustainability (ความยั่งยืนในห่วงโซ่คุณค่า)
ความยั่งยืนในระดับนี้ คือการผนวกประเด็นสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้าไปในกระบวนการทำธุรกิจโดยตรง ตัวอย่างเช่น แทนที่จะแจกเงินให้ชาวบ้าน ก็เปลี่ยนมาให้เครื่องจักร แม่พันธุ์ หรือองค์ความรู้ เพื่อให้ชุมชนสามารถผลิตวัตถุดิบส่งกลับเข้ามาในโรงงานได้จริง ผลลัพธ์คือบริษัทได้ Sustainable Supply Chain ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ในขณะที่ชุมชนได้อาชีพและรายได้ที่มั่นคง
กลยุทธ์ “Hillkoff Model” พัฒนาต้นน้ำเพื่อเชื่อมชุมชนเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่า
กรณีศึกษาที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างชัดเจน คือโมเดลของ Hillkoff (ฮิลล์คอฟฟ์) ธุรกิจกาแฟไทยจากเชียงใหม่ที่โดดเด่นเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งทำงานกับเกษตรกรชาวไทยภูเขาในพื้นที่ต้นน้ำมาอย่างยาวนาน โดยแก่นของโมเดลดังกล่าวไม่ใช่การรับซื้ออย่างเดียว แต่คือการทำ Upstream Development หรือการพัฒนาต้นน้ำของห่วงโซ่คุณค่าอย่างเป็นระบบ
สิ่งที่ให้ (Input)
Hillkoff สนับสนุนองค์ความรู้ด้านการปลูกกาแฟที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการใช้สารเคมี การส่งเสริมแนวทางการผลิตที่เหมาะสมกับระบบนิเวศในพื้นที่สูง รวมถึงการให้ความสำคัญกับการจัดการของเหลือทิ้งจากกระบวนการแปรรูปกาแฟ (Biomass) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แทนการจัดการแบบเดิมที่ก่อให้เกิดมลพิษ
กระบวนการ (Process)
Hillkoff เน้นการพัฒนามาตรฐานและคุณภาพของผลผลิตกาแฟ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านมาตรฐานการผลิต การแปรรูป และการควบคุมคุณภาพ เพื่อให้ผลผลิตสามารถตอบโจทย์ตลาดและอุตสาหกรรมกาแฟได้อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงข้อกำหนดด้าน ESG Strategy และการตรวจสอบย้อนกลับที่ตลาดสากลให้ความสำคัญมากขึ้น ช่วยให้เกษตรกรสามารถปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการเชิงธุรกิจได้
สิ่งที่ได้กลับมา (Output)
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือการเชื่อมโยงเกษตรกรเข้าสู่ระบบซัปพลายเชนกาแฟที่มีความชัดเจนด้านแหล่งที่มา (Traceability) องค์กรได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ และสามารถสื่อสารเรื่องความยั่งยืนของแหล่งผลิตได้ ในขณะที่เกษตรกรมีช่องทางการตลาดที่มั่นคงมากขึ้น เมื่อเทียบกับการพึ่งพาพ่อค้าคนกลางหรือการขายผลผลิตแบบไม่แน่นอน
ผลลัพธ์เชิงระบบ
เมื่อการสร้างรายได้ของชุมชนผูกโยงอยู่กับคุณภาพทรัพยากรธรรมชาติ แนวคิดการดูแลป่าและพื้นที่ต้นน้ำจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ โมเดลลักษณะนี้จึงสะท้อนการออกแบบ Sustainable Supply Chain ที่เชื่อมผลประโยชน์ของธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และชุมชนเข้าด้วยกัน ลดความเสี่ยงด้านซัปพลายเชนและความขัดแย้งทางสังคมในระยะยาว ตลอดจนสามารถก้าวข้ามกรอบของ CSR แบบกิจกรรม ไปสู่การพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าที่แท้จริง
ตัวชี้วัดความสำเร็จ (Measurement) วัดอย่างไรให้ผ่านเกณฑ์ ESG Rating?
ยุคนี้ การจะอ้างว่าโครงการใดเป็น Sustainability Project ไม่สามารถอาศัยเพียงเรื่องเล่าหรือภาพกิจกรรมได้อีกต่อไป แต่ต้องวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรมในมิติของ Impact Valuation หรือการประเมินผลกระทบเชิงมูลค่า ได้แก่
1. Economic Impact
วัดรายได้ครัวเรือนของชุมชนที่เข้าร่วมโครงการว่าเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่แค่จำนวนคนที่ได้รับความช่วยเหลือ ตัวเลขนี้สะท้อนความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก
2. Supply Chain Resilience
วัดสัดส่วนวัตถุดิบที่จัดหาได้จากท้องถิ่น (Local Sourcing) ที่เพิ่มขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาซัปพลายเออร์ระยะไกล
3. Environmental Impact
คำนวณระยะทางขนส่งที่ลดลงจากการใช้วัตถุดิบใกล้แหล่งผลิต แปลงเป็นการลดการปล่อยคาร์บอน (ตัน CO₂) เพื่อใช้รายงานในกรอบ ESG Strategy
4. Social License to Operate
จำนวนข้อร้องเรียนจากชุมชน หรือความขัดแย้งที่ลดลงจนเหลือศูนย์ เป็นตัวชี้วัดความยอมรับของสังคมต่อการดำเนินธุรกิจในพื้นที่นั้น ๆ
วิธีเริ่มสำหรับ SME มองหา “ของใกล้ตัว” มาเข้า Sustainable Supply Chain
สำหรับ SME ความยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการขนาดใหญ่ แต่สามารถเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจโดยตรง เพื่อเปลี่ยนกิจกรรม CSR จาก “ต้นทุน” ให้กลายเป็น “การลงทุนใน Sustainable Supply Chain” ดังนี้
-
Packaging: เปลี่ยนจากกล่องมาตรฐาน มาใช้ตะกร้าสานหรือบรรจุภัณฑ์จากกลุ่มแม่บ้านในชุมชน สร้างรายได้และลดคาร์บอนจากการผลิตวัสดุใหม่
-
Canteen: รับซื้อผักจากแปลงเกษตรชุมชนมาใช้ในโรงอาหารพนักงาน เกิดการหมุนเวียนรายได้ในพื้นที่ใกล้เคียง
-
Waste to Value: นำของเสียจากกระบวนการผลิตไปพัฒนาเป็นวัตถุดิบใหม่ เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ แล้วรับซื้อกลับมาใช้ในโรงงานหรือพื้นที่สีเขียวขององค์กร
บทสรุป: ความยั่งยืนที่แท้จริง คือการเติบโตไปด้วยกัน
การยกระดับ CSR สู่ Sustainable Supply Chain อาจยากกว่าการเซ็นเช็คบริจาคก็จริง เนื่องจากต้องใช้เวลา ความเข้าใจ และการลงมือทำอย่างจริงจัง แต่ในระยะยาว นี่คือแนวทางที่คุ้มค่ากว่าอย่างชัดเจน เพราะองค์กรไม่ใช่แค่จะได้ภาพลักษณ์ แต่ยังจะได้ “พันธมิตรทางธุรกิจ” ที่พร้อมเติบโตและปกป้องระบบนิเวศทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน
เมื่อชุมชนอยู่ได้ ธุรกิจก็อยู่รอด และนี่คือรากฐานของ ESG Strategy และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนที่ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายบนกระดาษ แต่ฝังอยู่ใน DNA ของกระบวนการธุรกิจอย่างแท้จริง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Sustainable Supply Chain (FAQs)
Q1: Sustainable Supply Chain ต่างจากการบริหารซัปพลายเชนแบบเดิมอย่างไร?
A: Sustainable Supply Chain ไม่ได้มองซัปพลายเชนแค่เรื่องต้นทุน ความเร็ว หรือปริมาณวัตถุดิบ แต่ขยายมุมมองไปถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และความเสี่ยงในระยะยาว เช่น แหล่งที่มาของวัตถุดิบ การใช้ทรัพยากร การปล่อยคาร์บอน และความสัมพันธ์กับชุมชน ต่างจากซัปพลายเชนแบบเดิมที่เน้นประสิทธิภาพระยะสั้นเป็นหลัก โดยไม่เชื่อมโยงกับประเด็น ESG Strategy หรือความยั่งยืนเชิงระบบ
Q2: ธุรกิจจำเป็นต้องเป็นองค์กรขนาดใหญ่หรือไม่ ถึงจะเริ่มทำ Sustainable Supply Chain ได้?
A: ไม่จำเป็น Sustainable Supply Chain สามารถเริ่มต้นได้แม้ในระดับ SME โดยเริ่มจากการปรับความสัมพันธ์กับซัปพลายเออร์ที่มีอยู่ เช่น การเลือกแหล่งวัตถุดิบใกล้พื้นที่ การตั้งเงื่อนไขด้านคุณภาพและความรับผิดชอบร่วมกัน หรือการทำงานกับชุมชนรอบธุรกิจในบทบาท “คู่ค้า” แทน “ผู้รับการช่วยเหลือ” แนวคิดนี้ไม่ขึ้นกับขนาดองค์กร แต่ขึ้นกับวิธีออกแบบกระบวนการธุรกิจ
Q3: การทำ Sustainable Supply Chain ส่งผลต่อ ESG Rating ขององค์กรอย่างไร?
A: Sustainable Supply Chain เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่นักลงทุนและสถาบันจัดอันดับ ESG ใช้ประเมินองค์กร เพราะสะท้อนความสามารถในการบริหารความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม (เช่น การปล่อยคาร์บอน) ด้านสังคม (เช่น แรงงานและชุมชน) และด้านธรรมาภิบาล (เช่น ความโปร่งใสของแหล่งที่มา) องค์กรที่มีซัปพลายเชนยั่งยืนมักถูกมองว่ามีเสถียรภาพและพร้อมเติบโตในระยะยาว
Q4: จะรู้ได้อย่างไรว่าโครงการที่ทำอยู่เป็น Creating Shared Value จริง ไม่ใช่แค่ CSR?
A: จุดสังเกตสำคัญคือ โครงการนั้นเชื่อมโยงกับกระบวนการธุรกิจหลักหรือไม่ หากกิจกรรมสร้างรายได้ให้ชุมชนในฐานะคู่ค้า มีการวัดผลด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความเสี่ยงของซัปพลายเชนอย่างชัดเจน โครงการนั้นจะถือเป็น Creating Shared Value แต่หากเป็นกิจกรรมที่แยกออกจากธุรกิจหลัก และไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานในระยะยาว ก็ยังอยู่ในกรอบ CSR แบบกิจกรรมมากกว่า
ข้อมูลอ้างอิง
-
Creating Shared Value. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 จาก https://medium.com/@parthchoksi/creating-shared-value-a819b531f03.
-
Sustainable Supply Chain Management. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 จาก https://www.4cassociates.com/sustainable-supply-chain-management/.
-
ธุรกิจสีเขียว ฮิลล์คอฟฟ์ โรงคั่วกาแฟรักษ์ป่า กับ Sustainable Business Model. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 จาก https://www.hillkoff.shop/content/26617/ธุรกิจสีเขียว-ฮิลล์คอฟฟ์-โรงคั่วกาแฟรักษ์ป่า-กับ-sustainable-business-model.
-
HILLKOFF: นำกาแฟสู่อนาคตที่ยั่งยืน ด้วยแนวทางกาแฟคาร์บอนต่ำ. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 จาก https://www.hillkoff.shop/content/26618/hillkoff-นำกาแฟสู่อนาคตที่ยั่งยืน-ด้วยแนวทางกาแฟคาร์บอนต่ำ.
-
เยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ฯ - HILLKOFF.COM. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 จาก https://hillkoff.com/learning-center.
-
5 Proven Tips For Building A More Sustainable Supply Chain For Your Business. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 จาก https://www.forbes.com/sites/katevitasek/2024/04/04/5-proven-tips-for-building-a-more-sustainable-supply-chain-for-your-business/.