Sustainable Supply Chain เปลี่ยนงบ CSR เป็นคู่ค้าที่ยั่งยืน
SME InsightsESG & Sustainbility

Sustainable Supply Chain เปลี่ยนงบ CSR เป็นคู่ค้าที่ยั่งยืน

24 ม.ค. 2569
|
8

การทำ CSR ขององค์กรจำนวนมากยังคงอยู่ในกรอบของการ “ให้แล้วจบ” ไม่ว่าจะเป็นการแจกผ้าห่ม การสร้างฝาย หรือการบริจาคเงินให้ชุมชนรอบโรงงาน กิจกรรมเหล่านี้มักถูกเรียกว่า Ad Hoc CSR คือทำเป็นครั้งคราว ได้ภาพลักษณ์เชิงบวกระยะสั้น แต่ไม่ได้เข้าไปแตะโครงสร้างปัญหาของความยากจน ความเปราะบางทางอาชีพ หรือความไม่มั่นคงของรายได้ในชุมชนจริง ๆ

ขณะเดียวกัน โลกธุรกิจในปัจจุบันก็กำลังเผชิญแรงกดดันใหม่จากกติกาสากล เช่น เรื่อง Carbon Footprint, ESG Strategy ไปจนถึงข้อกำหนดเรื่อง Traceability ที่บังคับให้องค์กรต้องรู้ว่าวัตถุดิบที่ใช้มาจากไหน ใครเป็นผู้ผลิต และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างไร การนำเข้าวัตถุดิบจากแหล่งไกลตัวจึงเริ่มมีต้นทุนที่ซ่อนอยู่ ทั้งต้นทุนคาร์บอน ความเสี่ยงด้านซัปพลาย และความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์

ทางออกที่หลายองค์กรเริ่มดำเนินการ คือการยกระดับ CSR ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Sustainable Supply Chain ด้วยการเข้าไปพัฒนาชุมชนรอบข้างให้สามารถผลิตสินค้าหรือวัตถุดิบที่ธุรกิจต้องใช้ได้จริง มองชุมชนในฐานะ “คู่ค้า” ที่เติบโตไปด้วยกัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Creating Shared Value และเป็นหัวใจของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

การยกระดับ CSR จากการที่ให้ครั้งเดียวจบ มาสู่การพัฒนา Sustainable Supply Chain

แยกให้ออกระหว่าง Charity vs. CSR vs. Sustainability ต่างกันอย่างไร?

หนึ่งในความสับสนที่พบได้บ่อยในองค์กร  คือการใช้คำว่า Charity, CSR และ Sustainability ปะปนกัน ทั้งที่หากพูดถึงในเชิงกลยุทธ์แล้ว ทั้ง 3 แนวคิดล้วนมีระดับความลึกและผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างขัดเจน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด Creating Shared Value ที่สร้างคุณค่าให้ทั้งธุรกิจและสังคมพร้อมกัน 

1. Charity (การกุศล)

Charity คือการให้ในลักษณะ “จบเป็นครั้ง ๆ” เช่น การแจกถุงยังชีพ การบริจาคเงินหรือสิ่งของในช่วงวิกฤต ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือความรู้สึกดีและภาพลักษณ์เชิงบวกในระยะสั้น แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และไม่สามารถวัดผลกระทบระยะยาวได้

2. CSR (Corporate Social Responsibility: ความรับผิดชอบต่อสังคม)

CSR จะขยับขึ้นมาอีกขั้น คือเป็นโครงการที่มีความต่อเนื่องมากขึ้น เช่น การมอบทุนการศึกษา โครงการฝึกอาชีพ หรือการพัฒนาสาธารณูปโภคในชุมชน เน้นการสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างองค์กรกับสังคม แต่ยังคงแยกออกจากกระบวนการหลักในการดำเนินธุรกิจ

3. Sustainability (ความยั่งยืนในห่วงโซ่คุณค่า)

ความยั่งยืนในระดับนี้ คือการผนวกประเด็นสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้าไปในกระบวนการทำธุรกิจโดยตรง ตัวอย่างเช่น แทนที่จะแจกเงินให้ชาวบ้าน ก็เปลี่ยนมาให้เครื่องจักร แม่พันธุ์ หรือองค์ความรู้ เพื่อให้ชุมชนสามารถผลิตวัตถุดิบส่งกลับเข้ามาในโรงงานได้จริง ผลลัพธ์คือบริษัทได้ Sustainable Supply Chain ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ในขณะที่ชุมชนได้อาชีพและรายได้ที่มั่นคง

คนท้องถิ่นปลูกเมล็ดกาแฟภายใต้ข้อกำหนดด้าน ESG Strategy

กลยุทธ์ “Hillkoff Model” พัฒนาต้นน้ำเพื่อเชื่อมชุมชนเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่า

กรณีศึกษาที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างชัดเจน คือโมเดลของ Hillkoff (ฮิลล์คอฟฟ์) ธุรกิจกาแฟไทยจากเชียงใหม่ที่โดดเด่นเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งทำงานกับเกษตรกรชาวไทยภูเขาในพื้นที่ต้นน้ำมาอย่างยาวนาน โดยแก่นของโมเดลดังกล่าวไม่ใช่การรับซื้ออย่างเดียว แต่คือการทำ Upstream Development หรือการพัฒนาต้นน้ำของห่วงโซ่คุณค่าอย่างเป็นระบบ

สิ่งที่ให้ (Input)

Hillkoff สนับสนุนองค์ความรู้ด้านการปลูกกาแฟที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการใช้สารเคมี การส่งเสริมแนวทางการผลิตที่เหมาะสมกับระบบนิเวศในพื้นที่สูง รวมถึงการให้ความสำคัญกับการจัดการของเหลือทิ้งจากกระบวนการแปรรูปกาแฟ (Biomass) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แทนการจัดการแบบเดิมที่ก่อให้เกิดมลพิษ

กระบวนการ (Process)

Hillkoff เน้นการพัฒนามาตรฐานและคุณภาพของผลผลิตกาแฟ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านมาตรฐานการผลิต การแปรรูป และการควบคุมคุณภาพ เพื่อให้ผลผลิตสามารถตอบโจทย์ตลาดและอุตสาหกรรมกาแฟได้อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงข้อกำหนดด้าน ESG Strategy และการตรวจสอบย้อนกลับที่ตลาดสากลให้ความสำคัญมากขึ้น ช่วยให้เกษตรกรสามารถปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการเชิงธุรกิจได้

สิ่งที่ได้กลับมา (Output)

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือการเชื่อมโยงเกษตรกรเข้าสู่ระบบซัปพลายเชนกาแฟที่มีความชัดเจนด้านแหล่งที่มา (Traceability) องค์กรได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ และสามารถสื่อสารเรื่องความยั่งยืนของแหล่งผลิตได้ ในขณะที่เกษตรกรมีช่องทางการตลาดที่มั่นคงมากขึ้น เมื่อเทียบกับการพึ่งพาพ่อค้าคนกลางหรือการขายผลผลิตแบบไม่แน่นอน

ผลลัพธ์เชิงระบบ

เมื่อการสร้างรายได้ของชุมชนผูกโยงอยู่กับคุณภาพทรัพยากรธรรมชาติ แนวคิดการดูแลป่าและพื้นที่ต้นน้ำจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ โมเดลลักษณะนี้จึงสะท้อนการออกแบบ Sustainable Supply Chain ที่เชื่อมผลประโยชน์ของธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และชุมชนเข้าด้วยกัน ลดความเสี่ยงด้านซัปพลายเชนและความขัดแย้งทางสังคมในระยะยาว ตลอดจนสามารถก้าวข้ามกรอบของ CSR แบบกิจกรรม ไปสู่การพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าที่แท้จริง

Sustainable Supply Chain เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด Creating Shared Value

ตัวชี้วัดความสำเร็จ (Measurement) วัดอย่างไรให้ผ่านเกณฑ์ ESG Rating?

ยุคนี้ การจะอ้างว่าโครงการใดเป็น Sustainability Project ไม่สามารถอาศัยเพียงเรื่องเล่าหรือภาพกิจกรรมได้อีกต่อไป แต่ต้องวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรมในมิติของ Impact Valuation หรือการประเมินผลกระทบเชิงมูลค่า ได้แก่

1. Economic Impact

วัดรายได้ครัวเรือนของชุมชนที่เข้าร่วมโครงการว่าเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่แค่จำนวนคนที่ได้รับความช่วยเหลือ ตัวเลขนี้สะท้อนความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก 

2. Supply Chain Resilience

วัดสัดส่วนวัตถุดิบที่จัดหาได้จากท้องถิ่น (Local Sourcing) ที่เพิ่มขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาซัปพลายเออร์ระยะไกล

3. Environmental Impact

คำนวณระยะทางขนส่งที่ลดลงจากการใช้วัตถุดิบใกล้แหล่งผลิต แปลงเป็นการลดการปล่อยคาร์บอน (ตัน CO₂) เพื่อใช้รายงานในกรอบ ESG Strategy

4. Social License to Operate

จำนวนข้อร้องเรียนจากชุมชน หรือความขัดแย้งที่ลดลงจนเหลือศูนย์ เป็นตัวชี้วัดความยอมรับของสังคมต่อการดำเนินธุรกิจในพื้นที่นั้น ๆ

Sustainable Supply Chain คือข้อมูลที่ต้องมีในรายงาน ESG Strategy

วิธีเริ่มสำหรับ SME มองหา “ของใกล้ตัว” มาเข้า Sustainable Supply Chain

สำหรับ SME ความยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการขนาดใหญ่ แต่สามารถเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจโดยตรง เพื่อเปลี่ยนกิจกรรม CSR จาก “ต้นทุน” ให้กลายเป็น “การลงทุนใน Sustainable Supply Chain”  ดังนี้

  • Packaging: เปลี่ยนจากกล่องมาตรฐาน มาใช้ตะกร้าสานหรือบรรจุภัณฑ์จากกลุ่มแม่บ้านในชุมชน สร้างรายได้และลดคาร์บอนจากการผลิตวัสดุใหม่

  • Canteen: รับซื้อผักจากแปลงเกษตรชุมชนมาใช้ในโรงอาหารพนักงาน เกิดการหมุนเวียนรายได้ในพื้นที่ใกล้เคียง

  • Waste to Value: นำของเสียจากกระบวนการผลิตไปพัฒนาเป็นวัตถุดิบใหม่ เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ แล้วรับซื้อกลับมาใช้ในโรงงานหรือพื้นที่สีเขียวขององค์กร

บทสรุป: ความยั่งยืนที่แท้จริง คือการเติบโตไปด้วยกัน

การยกระดับ CSR สู่ Sustainable Supply Chain อาจยากกว่าการเซ็นเช็คบริจาคก็จริง เนื่องจากต้องใช้เวลา ความเข้าใจ และการลงมือทำอย่างจริงจัง แต่ในระยะยาว นี่คือแนวทางที่คุ้มค่ากว่าอย่างชัดเจน เพราะองค์กรไม่ใช่แค่จะได้ภาพลักษณ์ แต่ยังจะได้ “พันธมิตรทางธุรกิจ” ที่พร้อมเติบโตและปกป้องระบบนิเวศทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน

เมื่อชุมชนอยู่ได้ ธุรกิจก็อยู่รอด และนี่คือรากฐานของ ESG Strategy และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนที่ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายบนกระดาษ แต่ฝังอยู่ใน DNA ของกระบวนการธุรกิจอย่างแท้จริง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Sustainable Supply Chain (FAQs)

Q1: Sustainable Supply Chain ต่างจากการบริหารซัปพลายเชนแบบเดิมอย่างไร?

A: Sustainable Supply Chain ไม่ได้มองซัปพลายเชนแค่เรื่องต้นทุน ความเร็ว หรือปริมาณวัตถุดิบ แต่ขยายมุมมองไปถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และความเสี่ยงในระยะยาว เช่น แหล่งที่มาของวัตถุดิบ การใช้ทรัพยากร การปล่อยคาร์บอน และความสัมพันธ์กับชุมชน ต่างจากซัปพลายเชนแบบเดิมที่เน้นประสิทธิภาพระยะสั้นเป็นหลัก โดยไม่เชื่อมโยงกับประเด็น ESG Strategy หรือความยั่งยืนเชิงระบบ

Q2: ธุรกิจจำเป็นต้องเป็นองค์กรขนาดใหญ่หรือไม่ ถึงจะเริ่มทำ Sustainable Supply Chain ได้?

A: ไม่จำเป็น Sustainable Supply Chain สามารถเริ่มต้นได้แม้ในระดับ SME โดยเริ่มจากการปรับความสัมพันธ์กับซัปพลายเออร์ที่มีอยู่ เช่น การเลือกแหล่งวัตถุดิบใกล้พื้นที่ การตั้งเงื่อนไขด้านคุณภาพและความรับผิดชอบร่วมกัน หรือการทำงานกับชุมชนรอบธุรกิจในบทบาท “คู่ค้า” แทน “ผู้รับการช่วยเหลือ” แนวคิดนี้ไม่ขึ้นกับขนาดองค์กร แต่ขึ้นกับวิธีออกแบบกระบวนการธุรกิจ

Q3: การทำ Sustainable Supply Chain ส่งผลต่อ ESG Rating ขององค์กรอย่างไร?

A: Sustainable Supply Chain เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่นักลงทุนและสถาบันจัดอันดับ ESG ใช้ประเมินองค์กร เพราะสะท้อนความสามารถในการบริหารความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม (เช่น การปล่อยคาร์บอน) ด้านสังคม (เช่น แรงงานและชุมชน) และด้านธรรมาภิบาล (เช่น ความโปร่งใสของแหล่งที่มา) องค์กรที่มีซัปพลายเชนยั่งยืนมักถูกมองว่ามีเสถียรภาพและพร้อมเติบโตในระยะยาว

Q4: จะรู้ได้อย่างไรว่าโครงการที่ทำอยู่เป็น Creating Shared Value จริง ไม่ใช่แค่ CSR?

A: จุดสังเกตสำคัญคือ โครงการนั้นเชื่อมโยงกับกระบวนการธุรกิจหลักหรือไม่ หากกิจกรรมสร้างรายได้ให้ชุมชนในฐานะคู่ค้า มีการวัดผลด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความเสี่ยงของซัปพลายเชนอย่างชัดเจน โครงการนั้นจะถือเป็น Creating Shared Value แต่หากเป็นกิจกรรมที่แยกออกจากธุรกิจหลัก และไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานในระยะยาว ก็ยังอยู่ในกรอบ CSR แบบกิจกรรมมากกว่า

ข้อมูลอ้างอิง

  1. Creating Shared Value. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 จาก https://medium.com/@parthchoksi/creating-shared-value-a819b531f03

  2. Sustainable Supply Chain Management. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 จาก https://www.4cassociates.com/sustainable-supply-chain-management/

  3. ธุรกิจสีเขียว ฮิลล์คอฟฟ์ โรงคั่วกาแฟรักษ์ป่า กับ Sustainable Business Model. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 จาก https://www.hillkoff.shop/content/26617/ธุรกิจสีเขียว-ฮิลล์คอฟฟ์-โรงคั่วกาแฟรักษ์ป่า-กับ-sustainable-business-model

  4. HILLKOFF: นำกาแฟสู่อนาคตที่ยั่งยืน ด้วยแนวทางกาแฟคาร์บอนต่ำ. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 จาก https://www.hillkoff.shop/content/26618/hillkoff-นำกาแฟสู่อนาคตที่ยั่งยืน-ด้วยแนวทางกาแฟคาร์บอนต่ำ.   

  5. เยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ฯ - HILLKOFF.COM. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 จาก https://hillkoff.com/learning-center.

  6. 5 Proven Tips For Building A More Sustainable Supply Chain For Your Business. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 จาก https://www.forbes.com/sites/katevitasek/2024/04/04/5-proven-tips-for-building-a-more-sustainable-supply-chain-for-your-business/.

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333