รับมือความเสี่ยงภัยแล้ง-น้ำท่วม ด้วยวิธีบริหารจัดการน้ำอุตสาหกรรม
SME InsightsESG & Sustainbility

รับมือความเสี่ยงภัยแล้ง-น้ำท่วม ด้วยวิธีบริหารจัดการน้ำอุตสาหกรรม

3 มี.ค. 2569
|
35

โลกกำลังเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป ฤดูแล้งยาวนานกว่าปกติ เขื่อนมีระดับน้ำต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ในขณะที่อีกด้านหนึ่งฝนก็ตกหนักแบบฉับพลันจนเกิดน้ำท่วมในพื้นที่อุตสาหกรรมภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

ดังนั้น วิกฤตจึงไม่ได้มีแค่ความเสี่ยงภัยแล้งที่ทำให้ไม่มีน้ำใช้ในกระบวนการผลิต แต่ยังรวมถึงน้ำท่วมที่ทำลายคลังสินค้า ระบบไฟฟ้า และระบบโลจิสติกส์ การพึ่งพาเพียงน้ำประปาหรือแหล่งน้ำธรรมชาติแบบเดิมจึงอาจทำให้เกิด Supply Chain Disruption ได้ทุกเมื่อ

ธุรกิจยุคใหม่จำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำอุตสาหกรรม ด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันเรื่องน้ำ หรือ Water Resilience ซึ่งหมายถึงความสามารถในการรับมือ ปรับตัว และฟื้นตัวจากความผันผวนด้านทรัพยากรน้ำ ครอบคลุมทั้งมิติด้านปริมาณน้ำ (Availability) คุณภาพน้ำ (Quality) และความเสี่ยงด้านกฎหมายหรือข้อกำหนด (Regulatory Risk) โดยอาศัยการประเมินความเสี่ยงเชิงพื้นที่ควบคู่กับเทคโนโลยีหมุนเวียนน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

คำถามคือ แล้ว SME ไทยควรเริ่มต้นอย่างไร?

ระบบบริหารจัดการน้ำอุตสาหกรรมในโรงงานอุตสาหกรรม

ประเมินความเสี่ยงภัยแล้ง เมื่อโลกจัดอันดับ Water Stress ประเทศไทยอยู่ตรงไหน?

แนวคิด Water Stress หรือ “ความเครียดน้ำ” เป็นดัชนีที่ใช้วัดระดับความตึงตัวของทรัพยากรน้ำ โดยพัฒนาโดย World Resources Institute (WRI) ผ่านเครื่องมือ Aqueduct Water Risk Atlas ซึ่งใช้ประเมินว่าพื้นที่ใดมีความต้องการใช้น้ำสูงกว่าปริมาณน้ำที่สามารถเติมกลับได้ตามธรรมชาติ

จากข้อมูล Aqueduct พบว่า ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระดับ Water Stress ปานกลางถึงสูง (Medium to High) ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคกลางซึ่งมีการกระจุกตัวของภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

เกณฑ์การประเมินระบุว่า หากพื้นที่ใดมีสัดส่วนการใช้น้ำมากกว่า 40% ของปริมาณน้ำที่มีอยู่ จะถูกจัดอยู่ในระดับ “สูง” และหากเกิน 80% จะเข้าสู่ระดับ “วิกฤต” ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงด้านความมั่นคงของทรัพยากรน้ำในระยะยาว

ภาพแสดงระดับ Water Stress ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มา: World Resources Institute (WRI), Aqueduct Water Risk Atlas, 2023

แม้ประเทศไทยทั้งประเทศจะยังไม่ถูกจัดอยู่ในระดับวิกฤต แต่ความเสี่ยงกระจุกตัวเป็นรายพื้นที่ ซึ่งหมายความว่า “ที่ตั้งโรงงาน” กลายเป็นตัวแปรเชิงกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการไม่อาจมองข้าม การเลือกทำเลโดยไม่ประเมิน Water Stress อาจทำให้ต้นทุนในอนาคตสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่วันแรกของการลงทุน

Water Stress คืออะไรในเชิงธุรกิจ?

Water Stress ในมุมมองเชิงธุรกิจ หมายถึง ภาวะที่ความต้องการใช้น้ำของพื้นที่เข้าใกล้หรือเกินศักยภาพของแหล่งน้ำ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงด้านต้นทุน การจำกัดโควตาการใช้น้ำ และความไม่แน่นอนในการผลิต

สำหรับประเทศไทย แม้ภาพรวมจะยังไม่อยู่ในระดับวิกฤตทั้งประเทศ แต่พื้นที่อุตสาหกรรมหลายแห่งกลับถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการกระจุกตัวของโรงงานจำนวนมาก

ความเสี่ยงตามพื้นที่

ที่ตั้งโรงงานคือปัจจัยกำหนดความเสี่ยงด้านน้ำโดยตรง ดังตัวอย่างต่อไปนี้

1. พื้นที่ภาคตะวันออก (EEC) – เสี่ยงขาดแคลนน้ำจืด

เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศ การใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมสูงมาก ในขณะที่แหล่งน้ำธรรมชาติมีข้อจำกัด หากเกิดความเสี่ยงภัยแล้งต่อเนื่อง อัตราการเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำอาจไม่เพียงพอรองรับความต้องการ ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือ

  • ลดแรงดันน้ำประปา

  • จำกัดโควตาการใช้น้ำ

  • โรงงานบางแห่งต้องหยุดไลน์การผลิต

2. พื้นที่ภาคกลาง/ลุ่มน้ำ – เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน

พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งในภาคกลางต้องเผชิญความเสี่ยงจากน้ำหลากและฝนตกหนัก การจัดการน้ำฝนไม่ดีอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อไปนี้

  • ระบบบำบัดน้ำเสียล้น

  • น้ำเสียปนเปื้อนสู่ชุมชน

  • ระบบโลจิสติกส์หยุดชะงัก

น้ำท่วมพื้นที่อุตสาหกรรม ต้องวางแผนการบริหารจัดการน้ำอุตสาหกรรมโดยด่วน

ปรากฏการณ์ 2 ขั้ว ธุรกิจต้องวางแผนรับมือทั้งในด้าน “ขาด” และ “ล้น”

ในอดีต ธุรกิจมักวางแผนจัดการน้ำโดยตั้งสมมติฐานว่า “ปริมาณน้ำจะค่อนข้างคงที่ ต่างกันเพียงฤดูกาล แต่ปัจจุบัน ความผันผวนได้กลายเป็น New Normal นั่นหมายความว่า ในปีเดียวกัน ธุรกิจอาจต้องเผชิญทั้งภาวะขาดแคลนน้ำรุนแรงและน้ำท่วมฉับพลันสลับกัน การบริหารจัดการน้ำอุตสาหกรรมจึงต้องออกแบบให้รองรับทั้งสองสถานการณ์

1. ช่วงน้ำแล้ง (Drought)

ในช่วงที่ระดับน้ำในเขื่อนลดลง การประปาจำเป็นต้องลดแรงดันหรือลดการจ่ายน้ำ โรงงานที่ไม่มีบ่อกักเก็บน้ำสำรอง (Water Reservoir) หรือไม่มีแผนลดการใช้น้ำอาจต้องเผชิญทางเลือกที่ยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นการลดกำลังการผลิต การเลื่อนการส่งมอบสินค้า หรือการสูญเสียความเชื่อมั่นจากคู่ค้า

วิธีการรับมือสำหรับช่วงแล้ง

  • วิเคราะห์การใช้น้ำรายกระบวนการ (Process Mapping)

  • จัดลำดับความสำคัญของการใช้น้ำ (Critical vs Non-critical Use)

  • สร้างระบบกักเก็บน้ำสำรองอย่างน้อย 3–7 วันของการผลิต

  • นำระบบรีไซเคิลน้ำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse: การนำน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดแล้วกลับมาใช้ในกระบวนการผลิต เช่น ระบบหล่อเย็นหรือการล้างทำความสะอาด) โดยตั้งเป้าลดการใช้น้ำดิบอย่างน้อย 10–20% ต่อปี สำหรับโรงงานที่เพิ่งเริ่มต้น และวางแผนเพิ่มสัดส่วนการหมุนเวียนน้ำภายใน การกำหนดเป้าหมายเชิงตัวเลขจะช่วยให้ธุรกิจสามารถติดตามผลผ่าน KPI ด้านการใช้น้ำ และประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม

2. ช่วงน้ำท่วม (Flood)

น้ำท่วมไม่ได้กระทบแค่เครื่องจักร แต่ยังรวมถึงระบบบำบัดน้ำเสีย หากน้ำฝนไหลทะลักเข้าสู่บ่อบำบัดโดยไม่มีระบบแยกน้ำฝน (Stormwater Separation) อาจทำให้ระบบโอเวอร์โหลดและปล่อยน้ำเสียออกนอกโรงงานโดยไม่ตั้งใจ

วิธีการรับมือสำหรับช่วงน้ำล้น

  • สร้างระบบ Stormwater Separation (ระบบแยกน้ำฝนออกจากน้ำเสีย) เพื่อลดภาระบ่อบำบัด

  • ติดตั้ง Flood Barrier (แนวกั้นน้ำป้องกันน้ำท่วม) และ Backflow Preventer (วาล์วกันน้ำไหลย้อนกลับ)

  • ใช้ Digital Monitoring (ระบบติดตามและแจ้งเตือนระดับน้ำแบบดิจิทัล) เพื่อตรวจวัดระดับน้ำแบบเรียลไทม์ พร้อมตั้งค่า Alert เมื่อระดับน้ำสูงกว่าค่าที่กำหนด และฝึกซ้อมแผนอพยพฉุกเฉินอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยและลดความเสียหายหากเกิดอุทกภัยฉับพลัน

การวัด Water Footprint คือขั้นตอนสำคัญของธุรกิจอุตสาหกรรม

2 กลยุทธ์นวัตกรรม บริหารจัดการน้ำอุตสาหกรรม ให้รอดในทุกฤดูกาล

เมื่อประเมินความเสี่ยงภัยแล้งและน้ำท่วมได้แล้ว ขั้นตอนถัดมาคือการวางแผนวิธีการบริหารจัดการน้ำอุตสาหกรรม จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การสร้าง Water Resilience อย่างยั่งยืน

1. Smart Leak Audit อุดรอยรั่วทางการเงิน

โรงงานจำนวนมากสูญเสียน้ำจากการรั่วซึมใต้ดินหรือข้อต่อท่อที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า น้ำที่สูญเสียไปไม่เพียงแต่เพิ่มต้นทุนค่าน้ำ แต่ยังเพิ่มค่าไฟฟ้าในการสูบน้ำและค่าเคมีในระบบบำบัดด้วย

เทคโนโลยีสามารถนำมาใช้แก้ปัญหาได้ เช่น

  • Smart Meter (มิเตอร์อัจฉริยะสำหรับวัดปริมาณน้ำแบบละเอียดรายชั่วโมง)

  • IoT Sensors (เซนเซอร์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อตรวจวัดข้อมูลแบบเรียลไทม์)

  • Dashboard (หน้าจอแสดงผลข้อมูลสรุปแบบภาพรวมเพื่อวิเคราะห์ความผิดปกติของการใช้น้ำ)

เมื่อใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ หากอัตราการไหลของน้ำผิดปกติ ระบบจะแจ้งเตือนทันที ช่วยลดการสูญเสียน้ำดิบได้อย่างมีนัยสำคัญ

วิธีการนำไปใช้สำหรับ SME

  • เริ่มจากติดตั้งมิเตอร์แยกโซน (Zone-based Metering)

  • วิเคราะห์ค่าใช้น้ำกลางคืน (Night Flow Analysis)

  • กำหนด KPI เพื่อลดการสูญเสียน้ำลง 5–10% ต่อปี

เมื่อมีข้อมูลสะสมต่อเนื่อง ธุรกิจก็จะสามารถวิเคราะห์แนวโน้มการใช้น้ำ วางแผนกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับฤดูกาล และตั้งเป้าหมายลด Water Footprint หรือปริมาณการใช้น้ำต่อหน่วยการผลิตได้อย่างเป็นระบบ

2. Zero Liquid Discharge (ZLD) หมุนเวียนน้ำ 100%

Zero Liquid Discharge หรือ ZLD (ระบบหมุนเวียนน้ำเสียกลับมาใช้ซ้ำโดยไม่ปล่อยน้ำทิ้งออกนอกโรงงาน) เป็นระบบบำบัดน้ำเสียขั้นสูงที่ผสานเทคโนโลยีหลายขั้นตอน เช่น Reverse Osmosis หรือ RO (ระบบกรองน้ำด้วยเยื่อเมมเบรนแรงดันสูง) และ Evaporator (ระบบระเหยน้ำเพื่อแยกของแข็งออกจากของเหลว)

โครงสร้างระบบประกอบด้วย

  • Pre-treatment กำจัดตะกอน และปรับคุณภาพน้ำเบื้องต้น

  • Membrane Filtration (RO) แยกเกลือและสารละลายออกจากน้ำ

  • Evaporator & Crystallizer ระเหยน้ำ แยกของแข็งตกผลึก

  • Reuse Water Tank เก็บน้ำสะอาดเพื่อใช้ซ้ำ

ประโยชน์เชิงกลยุทธ์

  • ลดการพึ่งพาน้ำประปา

  • ลดความเสี่ยงจากโควตาน้ำ

  • ลดความเสี่ยงด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม

เมื่อโรงงานสามารถหมุนเวียนน้ำได้เองสูงสุดถึง 100% ความเสี่ยงภัยแล้งและข้อจำกัดโควตาน้ำก็จะลดลงอย่างชัดเจน ต้นทุนผันผวนจากค่าน้ำดิบถูกควบคุมได้ดีขึ้น ที่สำคัญคือช่วยเสริมความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity) ให้ดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง แม้บริบทด้านน้ำภายนอกจะไม่แน่นอนก็ตาม

การบริหารจัดการน้ำอุตสาหกรรมในพื้นที่ท่าเรือและนิคมริมชายฝั่ง

ใบเบิกทางสู่ Global Supply Chain

เมื่อองค์กรสามารถบริหารจัดการน้ำอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นระบบ สิ่งที่ตามมาคือความได้เปรียบทางการแข่งขันในเวทีสากล เพราะในสายตาของคู่ค้าระดับโลก ความสามารถในการรับมือกับ Climate Change กลายเป็นดัชนีวัดความน่าเชื่อถือของซัปพลายเออร์

Business Continuity คือแต้มต่อสำคัญ

ในยุคที่ซัปพลายเชนทั่วโลกเปราะบางจากภัยธรรมชาติและสภาพอากาศสุดขั้ว คู่ค้าระดับสากลต้องการซัปพลายเออร์ที่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องแม้เกิดวิกฤต การมีระบบ Water Resilience ที่ชัดเจนจึงกลายเป็น หลักฐานชิ้นสำคัญที่สะท้อนว่าองค์กรมีการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้านจริง ๆ ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์ระดับโลกอย่าง Apple และ Nike ที่ได้กำหนดเป้าหมายด้าน Water Stewardship และ Water Neutrality ในห่วงโซ่อุปทานของตนเองอย่างเป็นรูปธรรม ซัปพลายเออร์ที่สามารถวัดและรายงาน Water Footprint คือ ปริมาณการใช้น้ำตลอดวงจรการผลิต พร้อมทั้งมีแผนลดการใช้น้ำต่อหน่วยสินค้า และมีระบบหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ซ้ำ ย่อมได้รับความเชื่อมั่นมากกว่าธุรกิจที่ยังขาดข้อมูลเชิงปริมาณ

ESG & Green Finance ต้นทุนทางการเงินที่ลดลงจากกลยุทธ์น้ำ

นอกจากมิติด้านการตลาดและความน่าเชื่อถือแล้ว กลยุทธ์ด้านน้ำยังเชื่อมโยงโดยตรงกับโครงสร้างทางการเงินขององค์กร ภายใต้กรอบ ESG (Environmental, Social, and Governance) ที่นักลงทุนและสถาบันการเงินใช้ประเมินความเสี่ยง ธุรกิจที่ลด Water Footprint ได้อย่างต่อเนื่อง จะถูกประเมินว่ามีความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการต่ำกว่าในระยะยาว

กระบวนการเตรียมความพร้อมในเชิงปฏิบัติเริ่มต้นจากการจัดทำ Water Baseline เพื่อกำหนดปีฐานของการใช้น้ำ จากนั้นตั้งเป้าหมายลดการใช้น้ำในช่วง 3–5 ปี พร้อมเก็บข้อมูลผ่านระบบดิจิทัลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ และสรุปผลในรายงานความยั่งยืนหรือ Sustainability Report อย่างโปร่งใส

เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกรวบรวมอย่างเป็นระบบ ธุรกิจจะสามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) หรือเครื่องมือทางการเงินที่มีเงื่อนไขดอกเบี้ยพิเศษ สะท้อนให้เห็นว่ากลยุทธ์ Water Strategy เป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนทางการเงินในระยะยาว

บทสรุป: การบริหารจัดการน้ำอุตสาหกรรม คือการจัดการความอยู่รอด

ในบริบทที่สภาพอากาศสุดขั้วกลายเป็น New Normal ธุรกิจไม่สามารถมอง “น้ำ” เป็นเพียงต้นทุนค่าสาธารณูปโภคอีกต่อไป แต่ต้องยกระดับให้เป็นทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ที่มีผลโดยตรงต่อความต่อเนื่องของการผลิต ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และความเชื่อมั่นจากคู่ค้า การบริหารจัดการน้ำอุตสาหกรรมตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงเชิงพื้นที่ การใช้เทคโนโลยีตรวจวัดและควบคุมการใช้น้ำ ไปจนถึงการหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ซ้ำ คือโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้องค์กรรับมือได้ทั้งภาวะขาดแคลนและน้ำล้นในปีเดียวกัน

การลงทุนในระบบน้ำวันนี้จึงเปรียบเสมือนการซื้อ “กรมธรรม์ประกันความเสี่ยง” ให้กับธุรกิจในระยะยาว เป็นหลักประกันว่าสายการผลิตจะไม่หยุดชะงักเพราะความเสี่ยงภัยแล้งหรืออุทกภัย และเป็นรากฐานที่ทำให้องค์กรสามารถวางแผนเติบโตได้อย่างมั่นใจ แม้สภาพอากาศภายนอกจะผันผวนมากเพียงใดก็ตาม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำอุตสาหกรรม (FAQs)

H3: Q1: ธุรกิจขนาดเล็กหรือ SME จำเป็นต้องลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำอุตสาหกรรมหรือไม่?

A: แม้ปริมาณการใช้น้ำจะไม่สูงเท่าโรงงานขนาดใหญ่ แต่ SME ก็มีความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมไม่ต่างกัน การเริ่มต้นอาจไม่จำเป็นต้องลงทุนระบบขนาดใหญ่ทันที แต่สามารถเริ่มจากการเก็บข้อมูลการใช้น้ำอย่างเป็นระบบ ติดตั้งมิเตอร์แยกโซน และกำหนดเป้าหมายลดการใช้น้ำต่อหน่วยผลิตก่อน เมื่อมีข้อมูลชัดเจนแล้วจึงค่อยพิจารณาการลงทุนเพิ่มเติมตามความคุ้มค่า

Q2: การวัด Water Footprint ต้องทำอย่างไร และต้องใช้ข้อมูลระดับใด?

A: การคำนวณ Water Footprint คือการประเมินปริมาณการใช้น้ำตลอดกระบวนการผลิต ทั้งน้ำใช้โดยตรงในโรงงาน และน้ำทางอ้อมจากวัตถุดิบหรือซัปพลายเออร์ ขั้นตอนเริ่มต้นคือกำหนดขอบเขต (Scope) ของการประเมิน จากนั้นรวบรวมข้อมูลการใช้น้ำรายกระบวนการ และแปลงเป็นตัวเลขต่อหน่วยสินค้า การมีระบบบันทึกข้อมูลดิจิทัลจะช่วยให้การรายงานมีความแม่นยำและตรวจสอบย้อนกลับได้

Q3: การลงทุนระบบหมุนเวียนน้ำ เช่น Zero Liquid Discharge ใช้เวลาคืนทุนกี่ปี?

A: ระยะเวลาคืนทุนขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้น้ำ ราคาน้ำดิบ และต้นทุนการบำบัดเดิมของแต่ละโรงงาน โดยทั่วไปอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำสูงจะเห็นผลชัดเจนภายใน 3–7 ปี นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาผลประโยชน์ทางอ้อม เช่น ลดความเสี่ยงการหยุดผลิต ลดค่าปรับด้านสิ่งแวดล้อม และเพิ่มโอกาสเข้าถึง Green Finance ซึ่งล้วนมีมูลค่าในเชิงกลยุทธ์ระยะยาว

ข้อมูลอ้างอิง

  1. EEC can expect severe water shortage by 2037 if steps not taken, says agency. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://www.nationthailand.com/thailand/general/40029815

  2. FIVE HOLDINGS WRI Aqueduct Water Risk Report. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://www.five-holdings.com/wp-content/uploads/2023/05/Water-Risk-Report-By-AQUEDUCT-WRI-Rev-1-1.pdf

  3. Technical Assessment of Water Stress Indicators and Management Strategies. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://agrowanalytics.com/en/waterwise-insights/technical-assessment-of-water-stress-indicators-and-management-strategies/

  4. Thai industrial sector warned of threats from floods and drought. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://www.nationthailand.com/business/economy/40042860

  5. Thailand Water Crisis Risk: Economic Threats from Droughts and Floods. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://marketresearchthailand.com/insights/articles/thailand-water-crisis-risk-economic-threats-from-droughts-and-floods

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333