SME InsightsFamily Business
เดินหน้า "ธุรกิจครอบครัว" ปรับตัวสู่ความยั่งยืนในยุค New Economy
28 ก.ย. 2566
|5236
New Economy หรือ “เศรษฐกิจยุคใหม่” ไม่ใช่ศัพท์ใหม่แต่ประการใด และเป็นคำกล่าวที่ใช้กันมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 90 ในยุคที่เริ่มใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต แต่สำหรับความหมายในยุคนี้ คำว่า New Economy ครอบคลุมถึง “ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงความยั่งยืนทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม”
แน่นอนว่า เมื่อมองที่กลุ่มธุรกิจครอบครัว การที่จะรับมือเพื่อให้อยู่รอดในยุค New Economy ซึ่งมีทั้งโอกาสและความท้าทายรออยู่นั้น จะต้องมีความสามารถในการปรับตัว หรือ Adaptability ซึ่งหากใครสามารถปรับตัวกับโลกเศรษฐกิจใหม่ที่เกิดขึ้นได้ ก็จะสามารถไปถึงเส้นชัยตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ได้
รับมือในยุค New Economy
สำหรับธุรกิจครอบครัวการเตรียมการเพื่อรับมือกับยุค New Economy ประกอบด้วย 5 แนวทาง ดังนี้
• ต้องเรียนรู้ ในยุค New Economy การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และการอัพเดทเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตลอดจนทักษะใหม่ ๆ ซึ่งถือเป็นบันไดขั้นแรกของความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนในระบบ หรือการเรียนแบบหลักสูตรระยะสั้น เรียนออนไลน์ เรียนหลักสูตรที่เป็นเวิร์คช็อป การร่วมงานสัมมนา อ่านหนังสือ บทความที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ ทั้งนี้ ต้องรื้อระบบคิดใหม่และทำความเข้าใจว่า Upskill-Reskill และ Unlearn – Relearn ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการและทายาทของธุรกิจครอบครัวในยุคนี้
• ต้องยืดหยุ่น เนื่องจากธุรกิจครอบครัวจะต้องปรับตัวท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในยุค New Economy ดังนั้น ไม่ว่าผู้นำครอบครัว ทายาท สมาชิกในครอบครัว หรือแม้แต่พนักงานในธุรกิจก็อาจจะต้องการเปลี่ยนงาน ย้ายสถานที่ทำงาน หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เพื่อให้เกิดการปรับตัว เรียนรู้กับ “ของใหม่” ที่เกิดจากการโยกย้าย นอกจากนี้ ก็ต้องเปิดกว้างสำหรับไอเดียใหม่ๆ การทดลองของหรืออะไรใหม่ๆ และต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงหากมีความจำเป็น
• ต้องสำรองเงินทุน เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุค New Economy ไม่อาจรับประกันอนาคตอะไรกับธุรกิจครอบครัวได้ว่า จะมีความมั่นคงมากพอ หรือไม่มีผลกระทบอะไรที่จะก้าวล่วงมาได้ ดังนั้น ทางออกหนึ่งที่จะช่วยธุรกิจไว้ได้ก็คือ การเก็บสำรองเงินทุนไว้ เพื่อให้ครอบครัวยังมีเงินลงทุนในธุรกิจเดิม หรือในธุรกิจใหม่ที่มีอนาคตได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะทำให้ธุรกิจครอบครัวสามารถผ่านพ้นวิกฤติ หรือช่วงเวลายากลำบากไปให้ได้ หากว่าเกิดผลกระทบเชิงลบอย่างไม่คาดหมายขึ้นมา
นอกจากนี้ การประเมินสถานะทางการเงินของตนเองด้วยว่า มีเงินสด -หนี้การค้าเท่าไร รายได้หลักต่อเดือนมาจากไหน หากมีความไม่แน่นอนจาก New Economy จะกระทบกับอะไร หรือความเสี่ยงของธุรกิจอยู่ตรงไหน
• ต้องมีความเป็นผู้ประกอบการ ทั้งนี้ ความเป็นผู้ประกอบการถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญของธุรกิจครอบครัว แต่เมื่อธุรกิจถูกส่งผ่านหลายรุ่น ทายาทรุ่นต่อ ๆ มาไม่ได้อยู่ในช่วงการบุกเบิก/ก่อตั้งธุรกิจ เช่นในรุ่นแรก ๆ ดังนั้น จึงทำให้ “ความเข้มข้น” ของการเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจครอบครัวถูกลดทอนไปด้วย จึงทำให้กระทบกับจุดแข็งที่สำคัญนี้ ดังนั้น ธุรกิจครอบครัวจึงต้องสร้างความเป็นเจ้าของ และความเป็นผู้ประกอบการ และค่านิยมของครอบครัวได้จากรุ่นสู่รุ่น
นอกจากนี้ ยุค New Economy ยังทำให้โลกธุรกิจ “แข่งดุ” มากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น ทางรอดของธุรกิจครอบครัวจึงต้องใส่ความคิดสร้างสรรค์ และการคิดนอกกรอบไปด้วย ซึ่งการที่จะทำให้ธุรกิจครอบครัวของตนเองอยู่รอดได้ ด้วยการทบทวนธุรกิจของตนเองว่า ควรจะใส่ไอเดียทางธุรกิจอะไร ที่จะทำให้ธุรกิจเดินหน้าได้ดีกว่าเดิม ที่สำคัญ ต้องทุ่มเทและมุ่งมั่น พยายามให้มากขึ้นด้วย
• ต้องคิดบวก ไม่ได้ให้คิดแบบ “โลกสวย” แต่ให้ “คิดบวก” อยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง เนื่องจากยุค New Economy นั้น มีความท้าทายอยู่มาก แต่ก็มีโอกาสอีกมากเช่นกันที่รอธุรกิจครอบครัวที่ทุ่มเท อยากเปลี่ยนแปลง และมีความสามารถในการปรับตัวให้ไขว่คว้า
“เอาตัวรอด” และ “พิชิตชัยให้ได้”
สำหรับกลยุทธ์เอาตัวรอดในยุค New Economy นั้น สิ่งสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ นั่นคือ ต้องมีกลยุทธ์การวางแผนทางด้านการเงินที่ดี ทั้งในแง่ของการตั้งงบประมาณ และความเคร่งครัดกับการใช้จ่ายของงบประมาณ โดยต้องตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป และโฟกัสกับสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจครอบครัว เช่น การรักษาสภาพคล่อง ค่าขนส่ง การบริหารสินค้าคงคลัง ฯลฯ
จากนั้น ต้องเขียนแผนว่า เราจะสร้างรายได้อย่างไร เช่น การหาแหล่งรายได้ใหม่ ๆ การเริ่มธุรกิจใหม่ ๆ หรือการลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ เนื่องจากการที่มีรายได้จากหลายแหล่ง จะช่วยประคับประคองให้ธุรกิจครอบครัวสามารถอยู่รอดได้ แม้จะมีสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น เช่น เศรษฐกิจถดถอย หรืออุตสาหกรรมพลิกโฉมจนทำให้ธุรกิจที่ดำเนินอยู่ได้รับผลกระทบ ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากแนะนำเพิ่มเติมก็คือ อยากให้ผู้ประกอบการธุรกิจครอบครัว “คิดบวก” และโฟกัสกับเป้าหมายของตนเองเข้าไว้ เพราะแม้ในยุคนี้จะมีความยากลำบาก แต่ก็ยัง “แพ้ทาง” ให้กับความทุ่มเทที่ผู้ประกอบการสั่งสมมาอย่างยาวนาน
นอกจากนี้ แนวทางสำหรับการพิชิตชัยในยุค New Economy สำหรับธุรกิจครอบครัวยังต้องประกอบด้วย
• พัฒนา Growth Mindset ซึ่งเป็นแนวคิดที่เชื่อว่า ความสามารถของทุกคนนั้นเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาผ่านความพยายาม ไม่ยอมแพ้ และการเรียนรู้ เป็นสิ่งที่สามารสร้างได้ เนื่องจากโดยทั่วไป ธุรกิจครอบครัวมักจะมีแนวโน้มดำเนินธุรกิจแบบอนุรักษ์นิยม หรือแบบเดิม โดยที่ไม่ยอมออกจาก Comfort Zone หรืออะไรที่แปลกไปกว่าเดิม
ดังนั้น การพัฒนา Growth Mindset จึงจะช่วยให้ธุรกิจครอบครัวสามารถสร้างจุดแข็งในอีกมิติได้เข้มแข็งกว่าเดิม เนื่องจากการพัฒนา Growth Mindset ช่วยให้ธุรกิจครอบครัวกล้าฝ่าฟันเรื่องยาก และมองว่า อุปสรรคไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นโอกาสที่จะลองสิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายระยะยาวต่อไป และแน่นอนว่า จากการเปิดกว้างเพื่อการเรียนรู้ การเติบโต ความทุ่มเทที่จะได้ทดลองอะไรใหม่ ๆ และพร้อมเผชิญความล้มเหลว
• สร้างทีมที่เข้มแข็ง เพราะเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้นก็จำเป็น จะต้องมีทีมงานที่พึ่งพาได้ ที่สำคัญ นี่คือ “จุดดับฝัน” ที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวก้าวข้ามความเป็นธุรกิจ SME ไปเป็นบริษัทขนาดใหญ่ไม่ได้ ดังนั้น ธุรกิจครอบครัวจะต้องมองหาพนักงานที่สามารถจะแชร์วิสัยทัศน์ของเจ้าของธุรกิจครอบครัวได้ และมีความชอบธุรกิจครอบครัวของเราอย่างจริงจัง และทุ่มเท ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ หากว่าเจ้าของธุรกิจหาได้ หรือสามารถสร้างได้ก็ย่อมจะทำให้ธุรกิจได้พนักงานที่มีทักษะที่แตกต่างกันอย่างหลากหลาย มีวิสัยทัศน์ และจะทำให้ธุรกิจครอบครัวได้รับไอเดียใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากทีมงานเหล่านี้
• โฟกัสกับลูกค้า เนื่องจาก “ลูกค้า คือ ครอบครัว” และลูกค้ายุคใหม่ก็มีการเปลี่ยนผ่านเช่นเดียวกับทายาทคนรุ่นใหม่ของธุรกิจครอบครัว ดังนั้น การเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ในครอบครัวให้โฟกัสกับลูกค้ายุคใหม่ มีโอกาสได้พัฒนาสินค้า/บริการใหม่ เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตของลูกค้ายุคใหม่จึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีในยุค New Economy ซึ่งเป็นยุคที่ต้องใช้พลังและโฟกัสกับลูกค้าและตลาด มากกว่าในยุคที่ผ่าน ๆ มา
เพราะลูกค้าเหล่านี้สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากกว่าเดิม มีตัวเลือกมากขึ้น อีกทั้งไม่ลังเลที่จะเปลี่ยนใจ เปลี่ยนแบรนด์เพื่อทดลองใหม่ หรือเมื่อรู้สึกว่า ตนเอง “ไม่แฮปปี้” กับแบรนด์ ๆ นั้น หรือธุรกิจรายใดก็ตาม
ดังนั้น ในฐานะเจ้าของธุรกิจครอบครัวจึงควรต้องโฟกัสกับการส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายให้กับลูกค้า เพราะในการดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะเป็นมิติใดล้วนเป็นจุดที่ลูกค้ามีโอกาสสัมผัสได้ ขณะเดียวกัน ในมุมกลับ เราก็ควรที่จะใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความภักดีและความชื่นชอบต่อธุรกิจครอบครัวของเราด้วย
บทความโดย GURU รับเชิญ : รศ.ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล คณบดีคณะวิทยพัฒน์ และผู้อำนวยการศูนย์ธุรกิจครอบครัว